เชียงรายสั่งเฝ้าระวังน้ำแม่น้ำสาย 5 ตำบล หลังพบสารหนูเกินมาตรฐาน 28 เท่า ห้ามใช้น้ำดิบ-บริโภคสัตว์น้ำ

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • จังหวัดเชียงรายออกประกาศยกระดับเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำสาย หลังพบสารหนูเกินมาตรฐาน 28 เท่า และตะกั่วเกิน 5 เท่า
  • พื้นที่เฝ้าระวังครอบคลุม 5 ตำบลในอำเภอแม่สาย ได้แก่ แม่สาย โป่งผา ศรีเมืองชุม เวียงพางคำ และเกาะช้าง
  • สั่งห้ามนำน้ำดิบจากแม่น้ำสายไปผลิตน้ำดื่ม ประกอบอาหาร ทำน้ำแข็ง และขอให้งดบริโภคสัตว์น้ำในพื้นที่เสี่ยง
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงร่วมกับ สกสว. และ GISTDA เตรียมลงพื้นที่เก็บ 100 ตัวอย่าง ตรวจการปนเปื้อนในดินและพืชเกษตร
  • ภาคประชาสังคมชี้มลพิษอาจเชื่อมโยงกับการทำเหมืองแร่ต้นน้ำในฝั่งเมียนมา โดยรัฐเร่งตรวจสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อเนื่อง

เชียงรายสั่งเฝ้าระวังน้ำแม่น้ำสาย 5 ตำบล หลังพบสารหนูเกินมาตรฐาน 28 เท่า

เชียงราย,1 ตุลาคม 2569 – จังหวัดเชียงรายยกระดับเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำสาย หลังผลตรวจพบสารหนูและตะกั่วสูงเกินค่ามาตรฐาน กระทบพื้นที่ 5 ตำบลในอำเภอแม่สาย พร้อมแจ้งประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้น้ำดิบโดยตรง ผลิตน้ำดื่ม ทำอาหาร ทำน้ำแข็ง และงดบริโภคสัตว์น้ำในพื้นที่เสี่ยง ขณะที่หน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และภาคประชาสังคมเร่งติดตามผลกระทบต่อสุขภาพ เกษตรกรรม และห่วงโซ่อาหาร

แม่น้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชุมชน กลายเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวัง

แม่น้ำสายซึ่งเคยเป็นเส้นเลือดสำคัญของชุมชนชายแดนอำเภอแม่สาย กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจังหวัดเชียงรายประกาศยกระดับเฝ้าระวังคุณภาพน้ำจากกรณีตรวจพบสารปนเปื้อนโลหะหนักในระดับสูง โดยเฉพาะสารหนูและตะกั่ว ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพหากเข้าสู่ร่างกายผ่านน้ำ อาหาร หรือห่วงโซ่บริโภค

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ลงนามในประกาศจังหวัดเชียงราย เรื่องการยกระดับเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำสาย กรณีตรวจพบสารปนเปื้อนในระดับสูง หลังกรมควบคุมมลพิษรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำพบว่าแม่น้ำสายมีสารหนูสูงกว่ามาตรฐานถึง 28 เท่า และสารตะกั่วสูงกว่ามาตรฐานถึง 5 เท่า

พื้นที่เฝ้าระวังตามประกาศครอบคลุม 5 ตำบลในอำเภอแม่สาย ได้แก่ ตำบลแม่สาย ตำบลโป่งผา ตำบลศรีเมืองชุม ตำบลเวียงพางคำ และตำบลเกาะช้าง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับแนวแม่น้ำสายและชุมชนชายแดน

ข้อห้ามใช้น้ำดิบต้องชัด ก่อนความเสี่ยงเข้าสู่ครัวเรือน

สาระสำคัญของประกาศคือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการนำน้ำจากแม่น้ำสายมาใช้โดยตรง โดยเฉพาะกิจกรรมที่อาจทำให้สารปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกาย เช่น การผลิตน้ำดื่ม การประกอบอาหาร การทำน้ำแข็ง การแปรรูปอาหาร การล้างภาชนะ หรือกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค เว้นแต่มีการปรับปรุงคุณภาพน้ำเพื่อลดการปนเปื้อนของโลหะหนักก่อนนำไปใช้

ในส่วนของน้ำประปา จังหวัดสั่งให้หน่วยงานที่ใช้น้ำดิบจากแม่น้ำสายเพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำ และต้องตรวจสอบคุณภาพน้ำที่ผ่านกระบวนการแล้วก่อนจ่ายเข้าสู่ระบบ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

มาตรการอีกด้านคือการแจ้งเตือนเรื่องสัตว์น้ำ โดยขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการจับสัตว์น้ำจากพื้นที่ได้รับผลกระทบเพื่อนำมาบริโภค โดยเฉพาะเครื่องในปลาและสัตว์หน้าดิน เช่น กุ้งและหอย เพราะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสสะสมสารปนเปื้อนจากตะกอนและแหล่งน้ำได้มากกว่าส่วนอื่น

ตัวเลขสารหนูและตะกั่วที่ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง

ในการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง จังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 7 ปี 2569 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 นางสาวปิยนุช ทรวงคำ ผู้อำนวยการส่วนจัดการคุณภาพน้ำ อากาศ และเสียง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานผลตรวจคุณภาพน้ำผิวดินจากการเก็บตัวอย่างเดือนสิงหาคม พบว่าสารหนูและโลหะหนักในแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกพุ่งสูง โดยบางจุดพบสารหนูสูงถึง 0.284 มิลลิกรัมต่อลิตร จากเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

รายงานยังระบุว่าพบสารตะกั่วสูงเกินค่ามาตรฐานแหล่งน้ำผิวดินหลายเท่าตัว โดยสถานีบ้านหัวฝายพบ 0.266 มิลลิกรัมต่อลิตร และบริเวณสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 พบ 0.193 มิลลิกรัมต่อลิตร

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้มาตรการเตือนภัยต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา แต่ไม่ควรสร้างความตื่นตระหนกเกินจริง สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องรู้ว่าควรหลีกเลี่ยงอะไร ใช้น้ำจากแหล่งใดได้บ้าง และหน่วยงานรัฐจะตรวจยืนยันคุณภาพน้ำต่อไปอย่างไร

จากน้ำสู่ดิน พืช และห่วงโซ่อาหาร

ความเสี่ยงของโลหะหนักไม่ได้จบอยู่ในแม่น้ำ เพราะเมื่อน้ำหลากพัดพาตะกอนไปทับถมพื้นที่ริมฝั่ง สารปนเปื้อนอาจเข้าสู่ดินและพืชเกษตรได้ จังหวัดเชียงรายจึงตั้งคณะกรรมการติดตามพืชเกษตรและห่วงโซ่อาหาร โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. เพื่อจัดทำแผนตรวจสอบดิน น้ำ และผลผลิตทางการเกษตร

ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุว่า จะเริ่มเก็บตัวอย่างรอบแรกจำนวน 100 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 16 ถึง 18 ตุลาคม 2569 โดยแบ่งพื้นที่ศึกษาเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากทุกปี พื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมปี 2567 และพื้นที่ที่ไม่เคยถูกน้ำท่วมซึ่งอยู่ห่างจากแหล่งน้ำ 500 ถึง 1,000 เมตร

แผนดังกล่าวยังเชื่อมกับ GISTDA เพื่อจัดทำแผนที่น้ำท่วม และทำงานร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอและตำบล เพื่อตรวจสอบข้อมูลการใช้สารเคมีในพื้นที่อย่างละเอียด กระบวนการนี้จะช่วยแยกให้ชัดว่าสารปนเปื้อนมาจากแหล่งน้ำ ตะกอน น้ำท่วม หรือปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเกษตรกรรม

ระบบเตือนภัยเรียลไทม์กำลังกลายเป็นคำตอบใหม่

หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของการเฝ้าระวังน้ำคือเวลาหน่วงระหว่างการเก็บตัวอย่าง การส่งตรวจ และการประกาศผล ที่ประชุมจึงหารือถึงระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์และสถานีเตือนภัยอัตโนมัติ เนื่องจากการเก็บน้ำผิวดินเดือนละ 2 ครั้ง และตะกอนดิน 2 เดือนต่อครั้ง อาจไม่ทันต่อสถานการณ์ที่มวลน้ำปนเปื้อนผันผวนตลอด 24 ชั่วโมง

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ทีมวิจัยภายใต้โครงการ CMU River Watch ได้นำร่องระบบตรวจวัดแบบเรียลไทม์แล้ว 5 จุด ครอบคลุมพื้นที่แม่สาย ตำบลแม่ยาว และเขตเมืองเชียงราย โดยระบบสามารถติดตามค่าความขุ่น ค่า pH ค่าการนำไฟฟ้า TDS ORP และโลหะหนัก พร้อมใช้แนวทางวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองร่วมกับเยาวชนและโรงเรียนเพื่อเก็บข้อมูลรายชั่วโมงในช่วงน้ำหลาก

ขณะเดียวกัน กรมทรัพยากรน้ำมีแผนปี 2570 ถึง 2571 ในการติดตั้งสถานีเตือนภัยล่วงหน้า 3 สถานี บริเวณแม่น้ำกก แม่น้ำโขง และลำน้ำสาย ส่วนสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 มีแผนติดตั้งจุดตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติรวม 5 สถานี ครอบคลุมแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และจุดบรรจบแม่น้ำโขง

สุขภาพประชาชนต้องตรวจต่อเนื่อง

ผู้แทนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายรายงานว่า ได้ขยายผลการตรวจคัดกรองสุขภาพครบทั้ง 18 อำเภอ โดยรอบล่าสุดตรวจ 569 ราย พบผู้มีสารเคมีเกินมาตรฐานมากกว่า 100 ไมโครกรัมต่อลิตร จำนวน 31 ราย และจะลงพื้นที่สอบสวนโรคเชิงลึกร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและองค์การบริหารส่วนจังหวัดในช่วงปลายปีนี้

ข้อมูลนี้ทำให้การสื่อสารความเสี่ยงต้องก้าวจากการเตือนเรื่องน้ำ ไปสู่การติดตามสุขภาพของประชาชนกลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะครัวเรือนที่อยู่ริมแม่น้ำ กลุ่มเกษตรกร ผู้ใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติ ผู้ประกอบการอาหาร และผู้ที่อาจบริโภคสัตว์น้ำจากพื้นที่เสี่ยงในช่วงที่ผ่านมา

ปัญหาปลายน้ำที่ต้องมองถึงต้นเหตุ

เวทีสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขงและอาเซียน เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ยังสะท้อนมุมมองจากภาคประชาสังคมว่า วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำสาขา อาจเชื่อมโยงกับการขยายตัวของเหมืองแร่ในฝั่งเมียนมา โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีกลไกกำกับดูแลอ่อนแอและมีความซับซ้อนทางอำนาจชายแดน

เพียรพร ดีเทศน์ จากมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ ระบุว่า สิ่งที่ชุมชนต้องการไม่ใช่เพียงการตรวจสอบและแลกเปลี่ยนข้อมูลคุณภาพน้ำ แต่ต้องมีมาตรการจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ หยุดยั้งการปนเปื้อน และทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ขณะที่ ดร.สืบสกุล กิจนุกร ชี้ว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในฐานะประเทศปลายน้ำที่รับผลกระทบเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานแร่ระดับโลก ทั้งการนำเข้า ขนส่ง ส่งออก และจัดหาเครื่องจักรหรือสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหมืองในภูมิภาค จึงจำเป็นต้องตรวจสอบความเชื่อมโยงของผู้ประกอบการ เส้นทางการค้า และความรับผิดชอบของภาคธุรกิจอย่างรอบด้าน

ข้อควรปฏิบัติของประชาชนในระยะเฝ้าระวัง

ในระยะนี้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำสายโดยตรงเพื่อดื่ม ทำอาหาร ทำน้ำแข็ง ล้างภาชนะ หรือแปรรูปอาหาร ควรติดตามประกาศจากจังหวัด หน่วยงานสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการประปาอย่างใกล้ชิด

หากมีสัตว์เลี้ยง ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ดื่มน้ำจากแม่น้ำหรือแหล่งน้ำที่ได้รับผลกระทบ ส่วนการบริโภคสัตว์น้ำควรหลีกเลี่ยงการจับจากพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเครื่องในปลา กุ้ง หอย และสัตว์หน้าดิน ตามคำแนะนำในประกาศจังหวัด

สำหรับผู้ที่ใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติเป็นประจำ หรือมีอาการผิดปกติหลังสัมผัสน้ำหรือบริโภคอาหารจากพื้นที่เสี่ยง ควรปรึกษาหน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อประเมินความจำเป็นในการตรวจเพิ่มเติม

บทสรุปของวิกฤตที่ต้องจัดการทั้งระบบ

การประกาศเฝ้าระวังน้ำแม่น้ำสายครั้งนี้ไม่ใช่เพียงข่าวสิ่งแวดล้อม แต่เป็นข่าวสุขภาพ ข่าวอาหาร ข่าวเกษตร และข่าวความมั่นคงชายแดนในเวลาเดียวกัน เพราะน้ำหนึ่งสายเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ เหมืองแร่ ฝน น้ำท่วม ตะกอน ดิน พืช สัตว์น้ำ น้ำประปา ไปจนถึงร่างกายของประชาชน

สิ่งที่เชียงรายกำลังทำคือการตั้งแนวป้องกันหลายชั้น ทั้งการเตือนประชาชน การเพิ่มมาตรฐานน้ำประปา การตรวจสุขภาพ การตรวจดินและพืช การพัฒนาระบบเรียลไทม์ และการติดตามแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามพรมแดน

แต่ในระยะยาว คำถามใหญ่ยังคงอยู่ที่ต้นเหตุ หากไม่สามารถระบุแหล่งกำเนิดมลพิษและสร้างกลไกความรับผิดชอบได้ การเตือนภัยอาจกลายเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ประชาชนริมแม่น้ำยังต้องแบกรับความเสี่ยงจากน้ำ ดิน อาหาร และสุขภาพต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :