เชียงรายติดผังเมืองระดับชาติ 2569–2580 รับรถไฟทางคู่ 323 กม. คืบหน้า 72% สู่โอกาสเศรษฐกิจใหม่
- ราชกิจจานุเบกษาประกาศผังนโยบายระดับประเทศ พ.ศ. 2569–2580 จัดให้เชียงรายเป็น 1 ใน 30 เมืองศูนย์กลางรองระดับภาค
- โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ระยะทาง 323.10 กม. มีความคืบหน้าการก่อสร้างรวมแล้วร้อยละ 72
- กระทรวงคมนาคมยืนยันแผนการก่อสร้างยังคงเป้าหมายแล้วเสร็จเปิดให้บริการภายในปี 2571
- ผังเมืองใหม่เปิดทางพัฒนาพื้นที่รอบสถานี (TOD) ทั้งสถานีเชียงรายและสถานีเชียงของให้เป็นย่านการค้าและโลจิสติกส์ชายแดน
- ผู้ว่าฯ เชียงราย และคมนาคมเร่งแก้ปัญหาความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข 1020 เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน
เชียงรายติดผังเมืองระดับชาติ 2569–2580 รับรถไฟทางคู่ 323 กม. คืบหน้า 72% จับตาที่ดินรอบสถานี สู่โอกาสเศรษฐกิจใหม่ชายแดน
เชียงราย,17 ตุลาคม 2569 — ราชกิจจานุเบกษาประกาศผังนโยบายระดับประเทศ พ.ศ. 2569–2580 จัดเชียงรายเป็นหนึ่งใน 30 เมืองศูนย์กลางรองระดับภาค วางกรอบการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว สอดรับรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ระยะทาง 323.10 กิโลเมตร ที่ก่อสร้างคืบหน้าแล้วร้อยละ 72 ตั้งเป้าแล้วเสร็จปี 2571 เปิดโอกาสพัฒนาพื้นที่รอบสถานีให้เป็นศูนย์กลางการค้า บริการ และโลจิสติกส์ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนยังต้องพิจารณาผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน และอุปสงค์จริง ก่อนประเมินทิศทางราคาที่ดินในอนาคต
ที่ดินผืนหนึ่งซึ่งวันนี้อาจเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหรือชุมชนริมทางคมนาคม อาจมีบทบาททางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อเส้นทางรถไฟสายใหม่เชื่อมจังหวัดเชียงรายเข้ากับโครงข่ายระบบรางของประเทศ พร้อมกับการประกาศผังนโยบายระดับประเทศฉบับใหม่ที่กำหนดบทบาทเมืองศูนย์กลางและทิศทางการพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศไทยจนถึงปี 2580
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดจากความคืบหน้าสำคัญสองด้าน ได้แก่ การประกาศใช้ผังนโยบายระดับประเทศ พ.ศ. 2569–2580 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 และความก้าวหน้าโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งกระทรวงคมนาคมยืนยันเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าการก่อสร้างคืบหน้าแล้วร้อยละ 72 โดยมีแผนแล้วเสร็จในปี 2571
สำหรับประชาชนเชียงราย ประเด็นสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวันที่รถไฟจะเปิดให้บริการ แต่ยังรวมถึงโอกาสของเจ้าของที่ดิน ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้า โรงแรม และเกษตรกรที่จะสามารถเข้าถึงระบบขนส่งใหม่ รวมถึงความเป็นไปได้ของการพัฒนาย่านเศรษฐกิจรอบสถานีในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การได้รับสถานะเมืองศูนย์กลางตามผังระดับประเทศไม่ได้ทำให้ที่ดินทุกแปลงสามารถเปลี่ยนประเภทการใช้ประโยชน์หรือมีราคาสูงขึ้นทันที การพัฒนาเชิงพาณิชย์ยังขึ้นอยู่กับผังเมืองที่มีผลบังคับใช้ สิทธิในที่ดิน ระบบสาธารณูปโภค และความต้องการใช้พื้นที่จริง
ผังประเทศฉบับใหม่กำหนดเชียงรายเป็นเมืองศูนย์กลางรองระดับภาค
ประกาศคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ เรื่อง ผังนโยบายระดับประเทศ พ.ศ. 2569–2580 เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 242 ง เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามในประกาศเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569
ผังฉบับดังกล่าวจัดลำดับเมืองศูนย์กลางสำคัญของประเทศไทยเป็น 3 ระดับ รวม 39 เมือง ประกอบด้วยกรุงเทพมหานครในฐานะเมืองศูนย์กลางระดับชาติ เมืองศูนย์กลางหลักระดับภาค 8 เมือง และเมืองศูนย์กลางรองระดับภาค 30 เมือง โดยจังหวัดเชียงรายอยู่ในกลุ่มเมืองศูนย์กลางรองระดับภาค
การกำหนดบทบาทดังกล่าวมีความสำคัญต่อการวางแผนพัฒนาเมืองในระยะยาว เพราะเป็นกรอบให้หน่วยงานรัฐนำไปประกอบการจัดทำแผนโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค การคมนาคม การใช้ประโยชน์ที่ดิน และบริการสาธารณะให้สัมพันธ์กับทิศทางการเติบโตของแต่ละพื้นที่
สำหรับภาคเหนือ ผังประเทศกำหนดให้เป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูง ควบคู่กับการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำ ส่งเสริมเกษตรปลอดภัย อุตสาหกรรมชีวภาพ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการพัฒนาเมืองที่คำนึงถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
นอกจากนี้ เชียงรายยังเป็นหนึ่งในจังหวัดเป้าหมายด้านการท่องเที่ยวที่กำหนดให้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมเมืองและยกระดับสาธารณูปโภค เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว แรงงานทักษะสูง และกลุ่มผู้ประกอบอาชีพดิจิทัล
สถานะเมืองศูนย์กลางรองระดับภาคจึงเป็นกรอบนโยบายสำหรับการยกระดับเมือง มากกว่าจะเป็นการประกาศโครงการลงทุนใหม่ทั้งหมดในคราวเดียว
รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ปักหมุดปี 2571
ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกันคือการลงพื้นที่ติดตามโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 โดยนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายสืบพงษ์ ไพศาลวัฒนา ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางบก ตลอดจนผู้แทนกรมทางหลวง กรมการขนส่งทางราง และการรถไฟแห่งประเทศไทย
การประชุมจัดขึ้นที่ห้องประชุมทรัพย์ล้อม แขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อประเมินปัญหาการก่อสร้าง การส่งมอบพื้นที่ และผลกระทบต่อชุมชนตลอดแนวเส้นทาง
กระทรวงคมนาคมระบุว่า โครงการระยะทางรวม 323.10 กิโลเมตร แบ่งการก่อสร้างออกเป็น 3 สัญญา มีความก้าวหน้าโดยรวมร้อยละ 72 และยังคงเป้าหมายก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2571
เมื่อพิจารณารายสัญญาตามข้อมูลความก้าวหน้าที่นำมาเผยแพร่ พบว่า สัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย–งาว คืบหน้าร้อยละ 74.212 สัญญาที่ 2 ช่วงงาว–เชียงราย คืบหน้าร้อยละ 73.699 และสัญญาที่ 3 ช่วงเชียงราย–เชียงของ คืบหน้าร้อยละ 67.560
โครงการยังมีงานก่อสร้างอุโมงค์รถไฟ 4 แห่ง เพื่อรองรับภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและพื้นที่ลาดชัน โดยข้อมูลโครงการระบุความก้าวหน้าของอุโมงค์สอง จังหวัดแพร่ ร้อยละ 68.608 อุโมงค์งาว จังหวัดลำปาง ร้อยละ 60.420 ส่วนอุโมงค์แม่กา จังหวัดพะเยา และอุโมงค์ดอยหลวง จังหวัดเชียงราย มีความก้าวหน้าที่รายงานไว้ร้อยละ 88.063 เท่ากัน
ทั้งนี้ ตัวเลขความก้าวหน้าที่รายงานเป็นสถานะการก่อสร้าง ไม่ใช่การยืนยันวันเปิดเดินรถเชิงพาณิชย์ ซึ่งยังต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบความพร้อมของระบบและความปลอดภัยก่อนให้บริการจริง
จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่สถานีรถไฟ ไม่ใช่เพียงรางที่พาดผ่านเมือง
เมื่อโครงข่ายรถไฟสามารถรองรับทั้งผู้โดยสารและสินค้า บทบาทของสถานีอาจเปลี่ยนจากจุดขึ้นลงรถไปสู่พื้นที่เชื่อมต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งร้านค้า ที่พัก การเดินทางท้องถิ่น ศูนย์รวบรวมสินค้าเกษตร และบริการโลจิสติกส์
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน หรือ Transit-Oriented Development (TOD) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางภายใต้ผังนโยบายระดับประเทศ พ.ศ. 2569–2580 โดยเน้นการพัฒนาเมืองให้สัมพันธ์กับระบบขนส่งสาธารณะ ส่งเสริมการเดินเท้า ทางจักรยาน และการเชื่อมต่อการเดินทางที่สะดวกสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม แนวทาง TOD ในผังระดับประเทศเป็นหลักการพัฒนาเมืองโดยรวม ยังไม่ใช่การประกาศอนุมัติโครงการ TOD เฉพาะสถานีเชียงรายหรือสถานีเชียงของพร้อมขอบเขตพื้นที่และงบประมาณที่ชัดเจน
หากจังหวัดสามารถนำหลักการนี้ไปจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่รอบสถานีอย่างเหมาะสม ย่านสถานีรถไฟเชียงรายอาจมีโอกาสรองรับกิจกรรมการค้าและบริการในเมือง ขณะที่พื้นที่สถานีเชียงของมีศักยภาพเชื่อมโยงกิจกรรมด้านการค้าชายแดนและการกระจายสินค้า
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ลักษณะเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ เพราะพื้นที่ใกล้ศูนย์กลางเมืองมีความต้องการด้านที่อยู่อาศัย การค้า และบริการต่างจากพื้นที่ที่เน้นขนส่งสินค้าเกษตรหรือเชื่อมต่อชายแดน การพัฒนาจึงไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเดียวกันทุกสถานี
เจ้าของที่ดินเชียงรายจะได้ประโยชน์อย่างไร
สำหรับเจ้าของที่ดินและผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ การเกิดสถานีรถไฟแห่งใหม่อาจเปลี่ยนความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน
หากพื้นที่ใกล้สถานีมีถนนเข้าออกสะดวก มีสาธารณูปโภคเพียงพอ และมีปริมาณผู้โดยสารหรือกิจกรรมการค้าจำนวนมาก ก็อาจสร้างความต้องการใช้พื้นที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ โรงแรมขนาดเล็ก ศูนย์บริการผู้เดินทาง และพื้นที่ค้าปลีก
ในทางกลับกัน พื้นที่ที่อยู่ใกล้ทางรถไฟแต่ไม่มีทางเข้าออกเหมาะสม หรือมีข้อจำกัดด้านผังเมือง อาจไม่ได้รับประโยชน์ในระดับเดียวกัน อีกทั้งบางแปลงอาจได้รับผลกระทบจากเสียง การสั่นสะเทือน แนวเขตทางรถไฟ หรือข้อจำกัดในการก่อสร้าง
ดังนั้น การลงทุนซื้อที่ดินตามแนวรถไฟโดยคาดหวังว่าราคาจะปรับขึ้นอย่างรวดเร็วจึงมีความเสี่ยง ผู้สนใจลงทุนจำเป็นต้องตรวจสอบตำแหน่งสถานีจริง แนวเขตเวนคืน กรรมสิทธิ์ที่ดิน ประเภทการใช้ประโยชน์ตามผังเมือง และราคาซื้อขายที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่อาศัยเพียงราคาประกาศขาย
สำหรับเจ้าของที่ดินเดิม โอกาสอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่การขายทรัพย์สิน หากยังรวมถึงการพัฒนาพื้นที่ให้เช่า การปรับปรุงอาคารเพื่อทำธุรกิจ หรือการรวมกลุ่มเจ้าของที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน


เชียงของกับโอกาสศูนย์กลางโลจิสติกส์ชายแดน
อีกหนึ่งพื้นที่ที่ต้องติดตามคืออำเภอเชียงของ ซึ่งมีบทบาทเป็นประตูการค้าชายแดนเชื่อมประเทศไทยกับ สปป.ลาว และจีนตอนใต้ ผ่านเส้นทางขนส่งทางถนนที่มีอยู่เดิม
การพัฒนาระบบรางเข้าสู่พื้นที่เชียงของอาจเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะการลำเลียงสินค้าปริมาณมากในระยะทางไกล ซึ่งระบบรางมีศักยภาพด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการขนส่งเมื่อมีปริมาณสินค้าเพียงพอ
ผู้ประกอบการในเชียงรายอาจศึกษาความเป็นไปได้ของศูนย์รวบรวมและคัดแยกผลผลิตเกษตร คลังสินค้า ระบบห้องเย็น และบริการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อลดต้นทุนการกระจายสินค้าจากแหล่งผลิตไปยังตลาดปลายทาง
อย่างไรก็ตาม รถไฟสายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของไม่ได้หมายความว่าจะมีขบวนรถไฟวิ่งข้ามพรมแดนเข้าสู่ระบบรถไฟลาว–จีนได้โดยตรงทันที การเชื่อมต่อข้ามประเทศยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐาน จุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า ระบบรางที่แตกต่างกัน และข้อตกลงการขนส่งระหว่างประเทศ
ด้วยเหตุนี้ การลงทุนด้านโลจิสติกส์ควรพิจารณารูปแบบการเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าประเมินรายได้จากสมมติฐานว่าระบบขนส่งจะเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อเมื่อโครงการก่อสร้างเสร็จสิ้น
เตือนความปลอดภัยทางหลวง 1020 หลังประชาชนร้องเรียนอุบัติเหตุ
ในขณะที่โครงการกำลังก่อสร้าง สิ่งที่กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะบริเวณก่อสร้างสะพานยกระดับข้ามทางรถไฟบนทางหลวงหมายเลข 1020 ช่วงชมภู–เชียงของ ระหว่างกิโลเมตรที่ 132+665 ถึง 133+855
นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ ระบุว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจราจรและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่ก่อสร้าง จึงเน้นย้ำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับรูปแบบการเบี่ยงจราจร ควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระหว่างก่อสร้าง ไม่ใช่เพียงติดตามตัวเลขความก้าวหน้าของโครงการเท่านั้น
การรักษาความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน การลดฝุ่นและเสียงรบกวน ตลอดจนการแจ้งข้อมูลการเปลี่ยนเส้นทางจราจรล่วงหน้า ล้วนเป็นมาตรการสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่
ผังประเทศวางเป้าหมายถึงปี 2580 แต่เชียงรายต้องมีแผนพื้นที่ของตนเอง
ผังนโยบายระดับประเทศกำหนดเป้าหมายการพัฒนาเป็นสามระยะ ได้แก่ ระยะสั้นปี 2570 ระยะกลางปี 2575 และระยะยาวปี 2580 โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเมืองอย่างสมดุล และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำหรับเชียงราย การนำแนวนโยบายดังกล่าวมาปฏิบัติจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับสภาพภูมิประเทศ พื้นที่เกษตรกรรม ชุมชนดั้งเดิม และความเสี่ยงจากน้ำท่วม โดยเฉพาะการพัฒนาเมืองใหม่ที่อาจเพิ่มการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคต
หน่วยงานท้องถิ่นจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดทำแผนรองรับการขยายตัวของเมือง การเชื่อมต่อถนนกับสถานีรถไฟ ระบบขนส่งสาธารณะ ตลอดจนการจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม
หากการพัฒนาทำได้อย่างเป็นระบบ ประโยชน์จากรถไฟอาจขยายไปถึงชุมชนเกษตรกรรมผ่านการลดต้นทุนขนส่ง การเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า และการสร้างกิจกรรมเศรษฐกิจใหม่ แต่หากการพัฒนาขาดการวางแผน ก็อาจนำไปสู่ปัญหาราคาที่ดินสูงเกินกำลังซื้อ ความแออัด และต้นทุนการอยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น
ปี 2571 จุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจระบบรางเชียงราย
ความก้าวหน้าร้อยละ 72 ของโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ เป็นสัญญาณว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคเหนือกำลังเข้าสู่ช่วงที่ประชาชนและผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมมากขึ้น
แต่โอกาสทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างทางรถไฟให้เสร็จเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับความสามารถของจังหวัดในการเชื่อมโยงสถานีเข้ากับกิจกรรมการค้า การท่องเที่ยว การผลิตสินค้าเกษตร และระบบขนส่งที่ประชาชนใช้งานได้จริง
สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย การเริ่มศึกษาพฤติกรรมผู้เดินทางและความต้องการบริการในพื้นที่อาจมีประโยชน์มากกว่าการเร่งลงทุนอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ขณะที่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนสามารถเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานสินค้าและระบบกระจายผลผลิต เพื่อรองรับโอกาสจากโครงข่ายการขนส่งใหม่
การประกาศให้เชียงรายเป็นเมืองศูนย์กลางรองระดับภาคภายใต้ผังประเทศฉบับใหม่ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวางทิศทางเมืองในระยะยาว ส่วนรถไฟทางคู่ที่กำลังจะก่อสร้างแล้วเสร็จตามเป้าหมายปี 2571 เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนทิศทางดังกล่าว
ท้ายที่สุด สิ่งที่จะบ่งชี้ความสำเร็จของโครงการไม่ใช่เพียงราคาที่ดินรอบสถานีปรับสูงขึ้นเท่าใด แต่คือประชาชนเชียงรายสามารถเดินทางสะดวกขึ้น ลดต้นทุนประกอบอาชีพ เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเมืองอย่างทั่วถึงมากเพียงใด



เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- ราชกิจจานุเบกษา ประกาศคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ เรื่อง ผังนโยบายระดับประเทศ พ.ศ. 2569–2580 เล่ม 143 ตอนพิเศษ 242 ง วันที่ 5 ตุลาคม 2569
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย รายงานการลงพื้นที่ของรองปลัดกระทรวงคมนาคมและผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย วันที่ 15 ตุลาคม 2569