เชียงรายชูระบบตามไฟและมาตรการข้าวโพดปลอดเผา แก้เกมฝุ่น PM 2.5 ปี 2569 ท่ามกลางเป้าหมายรัฐที่ยังท้าทาย

[Sassy_Social_Share]

เชียงรายชู “ตามไฟ – งดเผา – ระดมชุมชน” ดันโมเดลสู้ PM2.5 รับปี 2569 ท่ามกลางคำถามใหญ่ต่อประสิทธิภาพนโยบายระดับชาติ

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 – ย่างเข้าต้นปีใหม่ได้เพียงไม่กี่วัน จังหวัดเชียงรายก็เดินหน้าเข้าสู่ “โหมดรับมือไฟป่าและฝุ่น PM2.5” อย่างเต็มตัว ภายใต้แรงกดดันจากทั้งตัวเลขพื้นที่เผาในภาคเหนือที่ยังไม่ลดลงตามเป้าหมายของรัฐบาล และบทเรียนจากมาตรการระดับชาติที่ไม่เคยบรรลุ KPI มาตั้งแต่แผนวาระฝุ่นแห่งชาติ ปี 2562 จนถึงมาตรการปี 2567

ในห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.ชร.) เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำปี 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคความมั่นคง และเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่

เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ดับไฟ” เมื่อเกิดเหตุ แต่คือการลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และพฤติกรรมเผาในพื้นที่โล่งลงให้ได้จริง ผ่านมาตรการผสมผสานระหว่างกฎหมาย เทคโนโลยีข้อมูลดาวเทียม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเดินคู่ไปกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลกลางที่กำลังเร่งขันนอตมาตรการสู้ฝุ่น PM2.5 ในปี 2569 ด้วยเช่นกัน

จาก ครม. ถึงชายแดนเหนือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” และ MOU 4 กระทรวง เพื่อปิดประตูการเผา

ในระดับชาติ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ “ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้าในราชอาณาจักร พ.ศ. …” โดยจุดประสงค์สำคัญคือ “ตัดวงจรการเผา” ที่แฝงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานพืชไร่ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ

สาระหลักของประกาศคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องมี “หนังสือรับรองปลอดเผา” ยืนยันว่าผลผลิตดังกล่าวไม่ได้มาจากแปลงเพาะปลูกที่ใช้การเผา หากตรวจสอบพบว่ามาจากการเกษตรที่ไม่ปลอดเผา รัฐสามารถใช้มาตรการจำกัดหรือห้ามนำเข้าได้โดยตรง แนวทางนี้ถูกวางให้ “เดินคู่” กับการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรภายในประเทศ

ในเวลาเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม MOU ระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่

สาระของความร่วมมือคือ การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่ เพื่อลดการเกิดฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้เทคโนโลยีตรวจจับจุดความร้อน และการออกแบบมาตรการเศรษฐกิจเพื่อลดแรงจูงใจในการเผา

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปยังผลการดำเนินงานปี 2567 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและ GISTDA ที่ถูกรวบรวมและวิเคราะห์โดย Rocket Media Lab สะท้อนตรงกันว่า เป้าหมายสำคัญหลายข้อยังไม่บรรลุ ทั้งพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน พื้นที่เกษตร และค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในแต่ละภูมิภาคของประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “นโยบายมีอะไรใหม่” แต่คือ “บทเรียนเก่าได้ถูกนำไปใช้แล้วหรือยัง” – โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางอย่างภาคเหนือและจังหวัดชายแดน เช่น เชียงราย

บทเรียนจากตัวเลข เมื่อ KPI ปี 2567 ไม่เดินตามแผน

แผนการลดฝุ่น PM2.5 ปี 2567 ถูกออกแบบให้เป็นภาคต่อของ “วาระแห่งชาติด้านฝุ่นละออง” ที่ประกาศครั้งแรกในปี 2562 โดยมีตัวชี้วัดหลัก (KPI) ที่ท้าทาย เช่น

  1. ลดพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์และป่าสงวน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  2. ลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  3. ลดพื้นที่เผาในป่าและพื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 10–20%
  4. ลดค่าเฉลี่ย PM2.5 และจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในทุกภูมิภาค

แต่เมื่อย้อนดูตัวเลขจริง พบว่าหลายตัวชี้วัด “เดินสวนทาง” กับเป้าอย่างน่ากังวล

ในด้านคุณภาพอากาศ กรุงเทพฯ ถือเป็น “กรณีศึกษา” ที่ชัดเจนที่สุดจากฐานข้อมูล The World Air Quality Index Project ซึ่ง Rocket Media Lab นำมาวิเคราะห์ พบว่าในปี 2567

เมื่อเทียบค่าฝุ่นกับ “บุหรี่” ตามเกณฑ์ของ Richard A. Muller ที่เปรียบ PM2.5 เฉลี่ย 22 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เท่ากับการสูบบุหรี่ 1 มวน พบว่า

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้มาตรการและ “วาทกรรมเรื่องการแก้ฝุ่น” จะเข้มข้นขึ้นทุกปี แต่ผลลัพธ์จริงยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงรายและภาคเหนือ สิ่งที่เห็นชัดคือ แม้ค่าเฉลี่ย PM2.5 ในภาคเหนือจะลดลงจาก 62 เป็น 46 ไมโครกรัม/ลบ.ม. (ลดลงราว 25.81%) แต่ก็ยังไม่ถึงเป้าหมายลดลง 40% ตามที่ตั้งไว้ ขณะที่จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในภาคเหนือกลับเพิ่มขึ้นเป็น 129 วัน สวนทางกับเป้าหมายที่ต้องการลดลง 30%

นี่คือฉากหลังสำคัญที่ทำให้ “แผน 2569 ของเชียงราย” ถูกจับตามองว่า จะสามารถสร้างความแตกต่างจากปีที่ผ่านมาได้มากน้อยเพียงใด

เชียงรายยกเครื่องรับมือปี 2569 จากห้องประชุม ปภ. ถึงคำสั่งงดเผา-ห้ามเผา

การประชุมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย มีวาระสำคัญคือ “การจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ประจำปี 2569 พร้อมกันทั้งจังหวัด” ในวันที่ 8 มกราคม 2569

สาระสำคัญของแผนเตรียมความพร้อม ได้แก่

  1. การจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า–หมอกควัน
  2. การเตรียมพร้อมกำลังพล เครื่องจักร สาธารณภัย และอุปกรณ์ดับไฟอย่างเป็นระบบ
  3. การปล่อยขบวนรณรงค์ป้องกันไฟป่าและหมอกควันในชุมชนเสี่ยง
  4. การพิจารณาจัด “ทอดผ้าป่า” เพื่อระดมกองทุนสำหรับงานป้องกันไฟป่าของจังหวัดเชียงรายโดยเฉพาะ

ควบคู่กับกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ จังหวัดเชียงราย โดย กอ.ปภ.ชร. ได้วาง “ปฏิทินควบคุมการเผา” อย่างชัดเจนว่า

แม้จะเป็นมาตรการที่คุ้นเคยในจังหวัดภาคเหนือ แต่สิ่งที่เชียงรายพยายามทำให้ต่างออกไปในปีนี้ คือการ “ต่อยอดด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสะท้อนสถานการณ์จริง ไม่ใช่เพียงคำสั่งบนกระดาษ

 “ตามไฟ” และข้อมูลดาวเทียม เมื่อเชียงรายใช้เทคโนโลยีเป็นดวงตาที่สอง

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของเชียงรายในปี 2569 คือการนำเสนอและหารือการใช้งานระบบ “ตามไฟ” (tamfire.net) ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.ดร.สรรเพชญ ชื้อนิธิไพศาล ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์

“ตามไฟ” เป็นแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ที่ดึงข้อมูลจากระบบตรวจจับจุดความร้อนของ NASA FIRMS ผ่านดาวเทียม VIIRS และ MODIS เพื่อนำมาวิเคราะห์แบบ Near Real-Time ในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ จุดแข็งของระบบนี้ ได้แก่

สำหรับเชียงราย ความสำคัญของ “ตามไฟ” ไม่ได้อยู่แค่แผนที่จุดแดงบนหน้าจอ แต่คือการใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็น “ฐานกลาง” ให้หน่วยงานในจังหวัดพูดคุยกันบนข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน ทั้งฝ่ายปกครอง ป่าไม้ ทหาร และ อปท. ลดข้อโต้แย้งเรื่อง “พื้นที่ใคร–ความรับผิดชอบใคร” และหันมาโฟกัสว่า จุดใดควรส่งกำลังเข้าไปดับก่อน จุดใดเสี่ยงลุกลามสู่ชุมชน หรือจุดใดสะท้อนพฤติกรรมเผาซ้ำในพื้นที่เดิมทุกปี

ในมุมเชิงนโยบาย หากเชื่อม “ตามไฟ” กับปฏิทินงดเผา–ห้ามเผา จังหวัดจะสามารถใช้ข้อมูล Hotspot เป็นหนึ่งในหลักฐานเพื่อกำกับดูแล บังคับใช้กฎหมาย หรือผูกกับมาตรการจูงใจ–ลงโทษในระดับหมู่บ้านและตำบลได้ชัดเจนขึ้น

ภาคเหนือทั้งภูมิภาค เมื่อตัวเลขพื้นที่เผายังสวนทางเป้าหมาย

แม้เชียงรายจะเดินหน้าด้วยเครื่องมือใหม่และปฏิทินควบคุมการเผาที่ชัดเจน แต่ปัญหาไฟป่า–หมอกควันในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดเดียว หากมองทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือจากข้อมูลของ GISTDA จะเห็นภาพใหญ่ที่ท้าทายอย่างมาก คือ

เมื่อเชื่อมโยงกับมาตรการของรัฐบาลที่ตั้งใจลดการเผาในพื้นที่เกษตรและป่า ทั้งในและนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ จะเห็นว่า “เป้าเชิงตัวเลข” ปี 2567 ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ปี 2568–2569 รัฐบาลต้องทบทวน KPI ใหม่ ลดระดับความคาดหวังในบางพื้นที่ (จากลด 50% เหลือ 25–30%) และเพิ่มความละเอียดในเชิง “กลุ่มพืช” เช่น นาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การลด KPI อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นการ “ยอมแพ้เชิงตัวเลข” หรือเป็นการปรับเป้าให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อค่อย ๆ ไต่ระดับไปสู่เป้าหมายระยะยาว ซึ่งคำตอบจะอยู่ที่ผลลัพธ์ในช่วงฤดูไฟป่า–หมอกควันที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่เดือนข้างหน้า

จากกรุงเทพฯ ถึงเชียงราย เมื่อสุขภาพคนเมืองและคนดอยอยู่บนเส้นเดียวกัน

แม้เชียงรายและภาคเหนือจะเป็น “แนวหน้าของไฟป่า” แต่สถานการณ์ PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูเขาและป่าไม้ ตัวเลขจากกรุงเทพฯ ที่คนเมืองสูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่กว่า 1,297 มวนต่อปี ในปี 2567 สะท้อนว่า “คนเมืองใหญ่” ก็ตกอยู่บนเส้นวิกฤตสุขภาพไม่ต่างจากคนเหนือ

กรุงเทพมหานครจึงต้องออก (ร่าง) แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา PM2.5 ปี 2568–2569 ภายใต้กรอบวาระแห่งชาติฝุ่นละออง โดยมีทั้งมาตรการตลอดปี เช่น

และมาตรการเฉพาะช่วงวิกฤต เช่น การพิจารณาปิดโรงเรียน การจำกัดรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าพื้นที่เมือง หรือการประกาศเขตภัยพิบัติในกรณีที่ค่าฝุ่นเกิน 150 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ติดต่อกัน 5 วัน

หากมองแบบ “ภาพใหญ่ของประเทศ” จะเห็นว่าปัญหา PM2.5 เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่

ในบริบทนี้ เชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียง “จังหวัดหนึ่งใน 17 จังหวัดภาคเหนือ” แต่เป็น “ห้องทดลองเชิงพื้นที่” ที่นโยบายระดับชาติกำลังถูกทดสอบผ่านเครื่องมือใหม่อย่าง “ตามไฟ” และกลไกร่วมของชุมชน

คำถามปลายเปิดปี 2569 นโยบายใหม่จะหยุดฝุ่นเก่าได้จริงหรือไม่

เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งจากรัฐบาลกลาง หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม นักวิจัย และจังหวัดเชียงราย จะเห็นประเด็นสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อที่สังคมควรจับตาในปี 2569

  1. จากเอกสารสู่การปฏิบัติในไร่–ในป่า
    • มาตรการหนังสือรับรอง “ข้าวโพดปลอดเผา” และการไม่รับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา หากไม่มีระบบติดตามจริงจังในพื้นที่ชายแดน ภาคเหนือ และประเทศเพื่อนบ้าน อาจกลายเป็นเพียง “กำแพงบนกระดาษ” ที่ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมในพื้นที่ได้จริง
  2. เชียงรายโมเดล เทคโนโลยี + ชุมชน จะช่วยลด Hotspot ได้แค่ไหน
    • ระบบ “ตามไฟ” ทำให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพไฟป่าและจุดความร้อนชัดเจนขึ้น แต่หัวใจสำคัญคือ “การใช้ข้อมูลนั้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง” ทั้งในเชิงการวางแผนล่วงหน้า การจัดสรรกำลังพล และการสื่อสารกับชุมชนให้เข้าใจว่าพื้นที่ของตนเองถูกจับตามองอย่างไร
  3. KPI ที่ลดลง กับความคาดหวังของประชาชนที่ยังสูงเหมือนเดิม
    • การลดเป้าหมายจากลดการเผา 50% เหลือ 25–30% อาจช่วยให้หน่วยงานรัฐ “ไม่ล้มเหลวบนกระดาษ” อีกครั้ง แต่สำหรับประชาชนในเชียงราย ภาคเหนือ และกรุงเทพฯ ที่ยังต้องใส่หน้ากากในช่วงฤดูฝุ่น คำถามคือ “ชีวิตจริงจะดีขึ้นตามตัวเลข KPI หรือไม่”

ในมุมของจังหวัดเชียงราย การกำหนดปฏิทินงดเผา–ห้ามเผาที่ชัดเจน การวางแผนระดมพลและเครื่องมือด้านสาธารณภัย และการหยิบเทคโนโลยี “ตามไฟ” มาใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแปลงนโยบายระดับประเทศให้เป็นมาตรการจับต้องได้ในพื้นที่ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนในจังหวัด – ตั้งแต่หมู่บ้าน ชุมชน เกษตรกร ไปจนถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจ – รับรู้ว่า “อากาศที่สะอาด” ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐ แต่คือทุนชีวิตและทุนเศรษฐกิจร่วมกันของคนเชียงรายทั้งจังหวัด

ปี 2569 จึงอาจเป็นปีชี้ชะตาว่า “เชียงรายโมเดล” จะสามารถก้าวข้ามบทเรียนความล้มเหลวของเป้าหมาย PM2.5 ในอดีต และกลายเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ นำไปปรับใช้ หรือจะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งปีที่กราฟตัวเลข Hotspot และค่าฝุ่นย้อนกลับมาถามซ้ำว่า – เราได้ทำดีที่สุดแล้วจริงหรือยัง







สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

[Sassy_Social_Share]
 NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

MOST POPULAR
FOLLOW ME


Facebook


Youtube


Tiktok


X-twitter


Weibo


Instagram


Line

EDITORIAL

December 31, 2025


เมื่อกาลเวลาพาสุดสาย! รถเมล์สายเชียงราย-เชียงแสน ปิดฉากอาชีพ 5 รุ่นสู่รุ่น เหลือวิ่งเพียง 3 คันในปี 2569




December 30, 2025


คู่มือเลือกตั้งเชียงราย 2569 วิเคราะห์เจาะลึกมวยคู่เอกทั้ง 7 เขต ใครคือตัวจริงบนเวทีการเมือง




December 22, 2025


เชียงราย 2569 กางแผนยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง ชูนวัตกรรม AI และ Medical Hub แก้ปมเศรษฐกิจยั่งยืน




December 22, 2025


กลยุทธ์ “Sea-side Feeling” พลิกโฉมกว๊านพะเยา เพิ่มยอดใช้จ่ายนักท่องเที่ยวท้าชนเมืองใหญ่




December 5, 2025


ศิลปะปลุกจิตสำนึก! “Crooked River” สะท้อนวิกฤตแม่น้ำกกที่กำลังถูกปีศาจสารพิษที่มองไม่เห็นหลอกหลอน




November 26, 2025


เหนือจรดใต้ ศาสนาพหุวัฒนธรรมเชียงรายผนึกกำลังส่งน้ำใจช่วยน้ำท่วมสงขลา




November 23, 2025


กลยุทธ์ ASV เปลี่ยน อ.พาน จาก “เมืองผ่าน” สู่ “เมืองแนะนำ” ก่อนเคาท์ดาวน์พะเยา




November 16, 2025


DINK คู่รักยุคใหม่ รายได้สูง การศึกษาสูง ส่งผลต่อตลาดอสังหาฯ และโครงสร้างประชากรโลก




November 11, 2025


เร็วกว่าแผน ≠ ดีพอ จี้รัฐบาลแก้ปัญหาฝุ่น-ไฟส่องสว่างหน้า รร.เทศบาล 6 ที่เกิดซ้ำซาก




November 4, 2025


เด็ก 8 ขวบ “โฟกัส” คว้าแชมป์สตรีทแดนซ์ประเทศไทย นำทีมเชียงรายบุก UDO WORLD 2026



NEWS UPDATE