ชาวอำเภอพานกว่า 100 ชีวิต บุกศาลากลางเชียงราย ยื่นหนังสือร้องระงับโครงการโรงไฟฟ้าขยะ อบต.ป่าหุ่ง
Summary
- ประชาชนจากอำเภอพานประมาณ 100 คน เดินทางมารวมตัว ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าขยะ อบต.ป่าหุ่ง
- ตัวแทนชาวบ้านเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาทบทวน ระงับ หรือยุติโครงการเนื่องจากกังวลผลกระทบสิ่งแวดล้อม
- นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าฯ เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นตัวแทนรับหนังสือข้อร้องเรียน
- จังหวัดชี้แจงว่ามีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงและตรวจสอบในระดับพื้นที่ ก่อนส่งเรื่องให้กระทรวงมหาดไทยและส่วนกลางตัดสินใจ
- กลุ่มผู้คัดค้านเรียกร้องให้ตรวจสอบความเหมาะสมของสถานที่ตั้ง รวมถึงความถูกต้องของ MOU ที่ทำร่วมกับ อปท. อื่น
ร้อนถึงผู้ว่าฯ ชาวพานยื่นค้านโรงไฟฟ้าขยะป่าหุ่ง รองผู้ว่าฯ รับหนังสือ ส่งต่อส่วนกลาง จับตาคณะกรรมการจังหวัดจะถ่วงดุลอย่างไร
เชียงราย, 2 กันยายน 2569 – แรงคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าขยะขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เดินเข้าสู่ขั้นตอนทางปกครองที่สำคัญ หลังวันที่ 2 กันยายน 2569 ประชาชนจากอำเภอพานประมาณ 100 คน เดินทางจากบริเวณศาลจังหวัดเชียงรายมายังศาลากลางจังหวัด เพื่อยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ขอให้พิจารณาทบทวน ระงับ ยับยั้ง หรือยุติโครงการ โดยมีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย เป็นผู้แทนรับหนังสือ พร้อมตัวแทนศูนย์ดำรงธรรมและ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย
แต่ประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดตั้งแต่ต้นคือ การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดรับเรื่อง ไม่ได้หมายความว่าจังหวัดมีอำนาจเด็ดขาดในการอนุมัติหรือยุติโครงการทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว ข้อมูลจากการชี้แจงของรองผู้ว่าฯ ระบุว่า จังหวัดจะรับข้อเรียกร้องไว้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ประเด็นการอนุมัติโครงการต้องส่งต่อไปยังกระทรวงมหาดไทยและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนกลางที่มีอำนาจตามขั้นตอน
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้ไม่ใช่เพียงว่า “ผู้ว่าฯ จะสั่งหยุดหรือไม่” แต่คือ จังหวัดจะใช้กลไกตรวจสอบในมือมากแค่ไหน ก่อนส่งความเห็นและข้อมูลขึ้นส่วนกลาง ทั้งเรื่องสถานที่ตั้ง การรับฟังประชาชน ความถูกต้องของ MOU กระบวนการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพ
จากหน้าศาลถึงศาลากลาง คดีหมิ่นประมาทจบ แต่คดีโครงการยังไม่จบ
ช่วงเช้าวันที่ 2 กันยายน กลุ่มประชาชนจากอำเภอพานเดินทางมารวมตัวบริเวณสวนสาธารณะแม่ฟ้าหลวง ข้างศาลจังหวัดเชียงราย เพื่อให้กำลังใจแกนนำและทนายความที่เข้ารับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีหมิ่นประมาท โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องตามข้อมูลของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกับความชอบด้วยกฎหมายหรือความเหมาะสมของโครงการโรงไฟฟ้าขยะ กล่าวคือ ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่าโครงการควรสร้างหรือไม่ควรสร้าง และไม่ได้เป็นคำสั่งให้ยุติโครงการ ดังนั้น การนำผลคดีหมิ่นประมาทไปตีความว่าเท่ากับ “โครงการแพ้คดี” จะคลาดเคลื่อน
หลังจากนั้นเวลา 10.40 น. กลุ่มประชาชนจึงเดินทางต่อมายังศาลากลางจังหวัดและยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการ เพื่อเปลี่ยนการเคลื่อนไหวจากพื้นที่ศาลเข้าสู่ช่องทางปกครอง โดยขอให้จังหวัดทบทวนโครงการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่หมู่ 4 บ้านท่าหล่ม ตำบลทานตะวัน หมู่ 9 บ้านสุขสันติ และหมู่ 6 บ้านสันไม้ฮาม ตำบลแม่เย็น อำเภอพาน
นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะข้อเรียกร้องไม่ได้อยู่เพียงในพื้นที่สาธารณะอีกต่อไป แต่ถูกบันทึกเข้าสู่ระบบราชการและศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งหมายความว่าหน่วยงานต้องมีขั้นตอนรับเรื่อง ตรวจสอบ และตอบกลับตามอำนาจหน้าที่
คำถามใหญ่ ผู้ว่าฯ มีอำนาจ “สั่งยุติ” แค่ไหน
ในข้อมูลที่ประชาชนยื่น ระบุถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในฐานะประธานคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำให้เกิดความคาดหวังว่าจังหวัดอาจสามารถชี้ชะตาโครงการได้โดยตรง
แต่จากข้อมูลล่าสุด ฝ่ายจังหวัดชี้แจงว่าประเด็นการอนุมัติในขั้นหลักอยู่ที่หน่วยงานส่วนกลาง และจะต้องส่งเรื่องไปยังกระทรวงมหาดไทยกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จึงต้องแยก “อำนาจตรวจสอบและเสนอความเห็น” ออกจาก “อำนาจอนุมัติขั้นสุดท้าย” ให้ชัดในทางปฏิบัติ จังหวัดยังมีบทบาทสำคัญมาก เพราะสามารถรวบรวมข้อมูลจากฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินว่าข้อคัดค้านมีน้ำหนักเพียงใด และสามารถส่งความเห็นเชิงนโยบายขึ้นส่วนกลางได้
ดังนั้น หากจังหวัดพบว่ามีปัญหาเรื่องกระบวนการ มีข้อสงสัยเรื่อง MOU หรือมีข้อมูลด้านพื้นที่ที่ยังไม่ครบ การเสนอให้ชะลอหรือทบทวนก็สามารถมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจของส่วนกลางได้ แม้จังหวัดจะไม่ได้เป็นผู้ลงนามอนุมัติขั้นสุดท้ายเองก็ตาม
โครงการนี้ไม่ได้เพิ่งถูกค้าน ปี 2567 กมธ.ที่ดินเคยลงพื้นที่มาแล้ว
ข้อพิพาทเกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าขยะป่าหุ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เคยลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในอำเภอพานแล้ว โดยในเวลานั้นมีชาวบ้านกว่า 300 คนแสดงจุดยืนคัดค้าน
ข้อมูลจากครั้งนั้นระบุว่า อบต.ป่าหุ่งมองว่าปัญหาขยะมูลฝอยในพื้นที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่วิธีการกำจัดเดิมแบบเทกองไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงศึกษาแนวทางนำขยะไปผลิตพลังงานไฟฟ้าและให้เอกชนเข้ามาลงทุนในกิจการบริการสาธารณะ โดยอ้างอิงแนวทางของเทศบาลนครขอนแก่นเป็นหนึ่งในต้นแบบ
นั่นหมายความว่า ฝ่ายโครงการมีเหตุผลเชิงนโยบายเรื่องการจัดการขยะและพลังงาน ขณะที่ฝ่ายชุมชนมีข้อกังวลด้านผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิต
นี่คือโจทย์ Governance ที่แท้จริง เพราะรัฐไม่ได้กำลังเลือกระหว่าง “คนรักสิ่งแวดล้อม” กับ “คนต้องการพัฒนา” แต่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง ความจำเป็นในการจัดการขยะ กับ ความเสี่ยงของโครงการที่อาจกระทบพื้นที่อยู่อาศัยและเกษตรกรรม
พื้นที่ 3 จุดคือหัวใจ เพราะคนในชุมชนไม่ได้ค้านเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ค้าน “สถานที่ตั้ง”
กลุ่มผู้คัดค้านระบุพื้นที่เป้าหมายอย่างชัดเจน ได้แก่ บ้านท่าหล่ม ตำบลทานตะวัน บ้านสุขสันติ และบ้านสันไม้ฮาม ตำบลแม่เย็น โดยตั้งคำถามว่าพื้นที่เหล่านี้เหมาะสมเพียงใดต่อการตั้งโครงการ
ข้อมูลจากภาคประชาชนที่เผยแพร่ผ่าน Thai PBS C-Site ระบุข้อกังวลว่าพื้นที่บางจุดเป็นพื้นที่เกษตร อยู่ใกล้ชุมชน และมีลำน้ำหรือลำห้วยเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ชุ่มน้ำหนองฮ่าง จึงกังวลเรื่องคุณภาพน้ำ อากาศ สุขภาพ และผลกระทบต่อวิถีชีวิต
ตรงนี้เป็นประเด็นที่จังหวัดควรตรวจสอบเชิงเทคนิค ไม่ใช่เพียงรับฟังความรู้สึก เพราะคำถามเรื่องโรงไฟฟ้าขยะสามารถวัดได้จากข้อมูล เช่น ระยะห่างจากชุมชน ทิศทางลม ระบบระบายน้ำ แหล่งน้ำใต้ดิน ความเสี่ยงน้ำท่วม เส้นทางขนส่งขยะ และ Capacity ของพื้นที่
หากข้อมูลเหล่านี้เปิดเผยต่อสาธารณะ การถกเถียงจะย้ายจาก “เอาหรือไม่เอา” ไปสู่คำถามที่มีหลักฐานรองรับมากขึ้นว่า “จุดนี้เหมาะหรือไม่ และเพราะอะไร”
MOU คืออีกจุดร้อน ตัวเลข 44 กับ 51 แห่งยังต้องเคลียร์
นอกจากเรื่องสถานที่ตั้ง กลุ่มประชาชนยังเรียกร้องให้ตรวจสอบบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ โดยเฉพาะจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วม ซึ่งมีข้อมูลแตกต่างกันระหว่าง 44 แห่งและ 51 แห่งตามที่ฝ่ายผู้คัดค้านระบุ
ข้อสงสัยอีกประเด็นคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งมีมติสภาท้องถิ่นรองรับก่อนเข้าร่วม MOU หรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังเป็นข้อกล่าวอ้างที่ต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานราชการ
นี่เป็นประเด็น Governance ที่สำคัญ เพราะหากโครงการต้องใช้ขยะจากหลาย อปท.มารวมกัน สัญญาหรือ MOU เหล่านี้ย่อมกำหนด Supply ของขยะและความเป็นไปได้ทางการเงินของโรงไฟฟ้า
หากจำนวน อปท.ไม่ชัด หรือขั้นตอนการเข้าร่วมไม่ครบ โครงสร้างทั้งโครงการอาจต้องถูกทบทวน
ดังนั้น จังหวัดควรเปิดบัญชีให้ชัดว่า ปัจจุบันมี อปท.ใดเข้าร่วมบ้าง วันที่ทำ MOU เมื่อใด มีมติสภาท้องถิ่นหรือเอกสารรับรองแบบใด และปริมาณขยะที่แต่ละแห่งจะส่งเข้าโครงการเท่าไร

ศูนย์ดำรงธรรมรับเรื่องแล้ว ต่อจากนี้ต้องมี Timeline ไม่ใช่เพียง “รับไว้พิจารณา”
หนึ่งในคำถามที่ชาวบ้านตั้งขึ้นคือความล่าช้าของหนังสือร้องเรียนเดิม โดยข้อมูลภาคประชาชนระบุว่าบางเรื่องเคยยื่นผ่านศูนย์ดำรงธรรมระดับอำเภอแต่ยังไม่ได้รับคำตอบเป็นเวลาหลายเดือน
ดังนั้น การรับหนังสือครั้งใหม่จะสร้างความเชื่อมั่นได้ก็ต่อเมื่อจังหวัดเปิด Timeline ที่ชัด เช่น วันรับเรื่อง หน่วยงานที่รับผิดชอบ วันที่ส่งต่อส่วนกลาง และกรอบเวลาที่ประชาชนควรได้รับคำตอบ หากทุกเรื่องจบที่คำว่า “ส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว” ความไม่ไว้วางใจก็จะเพิ่มขึ้น เพราะประชาชนไม่รู้ว่าเรื่องอยู่ที่โต๊ะใครการบริหารข้อร้องเรียนที่ดีจึงควรมี Tracking Number หรือเลขรับเรื่องที่ประชาชนสามารถติดตามได้ พร้อมรายงานสถานะเป็นระยะนี่เป็นเรื่องเล็กในเชิงระบบ แต่มีผลสูงต่อความเชื่อมั่น เพราะในข้อพิพาทที่ลากยาวหลายปี “ความเงียบของราชการ” สามารถสร้างความขัดแย้งได้ไม่แพ้ตัวโครงการเอง
ผู้ว่าฯ ต้องถ่วงดุล 3 เรื่องพร้อมกัน ขยะ พลังงาน และ Social License
โครงการโรงไฟฟ้าขยะมีข้อดีเชิงนโยบายที่ชัด หากออกแบบและควบคุมมาตรฐานดี เพราะสามารถลดปริมาณขยะฝังกลบและเปลี่ยนของเสียบางส่วนเป็นพลังงานแต่เทคโนโลยีที่ดีไม่ได้ทำให้โครงการได้รับการยอมรับโดยอัตโนมัติ หากชุมชนไม่เชื่อมั่นว่าพื้นที่เหมาะสมหรือข้อมูลผลกระทบเพียงพอ โครงการก็จะเผชิญ Social License Problem หรือขาดการยอมรับจากคนในพื้นที่ หน้าที่ของจังหวัดจึงไม่ควรเป็นการเลือกข้างว่าจะ “เดินหน้า” หรือ “หยุด” ตั้งแต่ต้น แต่ควรสร้างกระบวนการที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถตรวจสอบข้อมูลเดียวกันได้
หากผลศึกษาชี้ว่าพื้นที่ไม่เหมาะสม ก็ต้องกล้าทบทวน หากผลชี้ว่าควบคุมผลกระทบได้ ก็ต้องเปิดข้อมูลทั้งหมดให้ประชาชนเห็น และอธิบายว่ามาตรการควบคุมมีอะไร ใครตรวจ และหากเกิดปัญหาใครรับผิดชอบ
นี่คือความแตกต่างระหว่าง Administrative Approval กับ Public Legitimacy โครงการอาจผ่านเอกสารได้ แต่ถ้าไม่ผ่านความไว้วางใจของชุมชน ความขัดแย้งก็จะตามมาในระยะยาว
อย่าด่วนตีความศาลยกฟ้องว่า “ประชาชนชนะโครงการ”
ผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ยกฟ้องแกนนำในคดีหมิ่นประมาทถือเป็นเหตุการณ์สำคัญสำหรับฝ่ายผู้คัดค้าน แต่ต้องแยกออกจากขั้นตอนของโครงการอย่างเด็ดขาด คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นและการเคลื่อนไหวของบุคคล ไม่ใช่คำพิพากษาต่อ EIA ใบอนุญาต หรือความชอบด้วยกฎหมายของโครงการโรงไฟฟ้าขยะโดยตรง ดังนั้น พาดหัวประเภท “ศาลสั่งยุติโรงไฟฟ้า” จะผิดข้อเท็จจริง ผลคดีอาจมีผลทางสังคม เพราะทำให้ฝ่ายผู้คัดค้านรู้สึกมีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น แต่การตัดสินใจโครงการยังต้องเดินผ่านกลไกปกครองและกฎหมายอีกชุดหนึ่ง ตรงนี้เป็นจุดที่สื่อควรช่วยแยกกระบวนการให้สาธารณะเข้าใจ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งถูกขยายจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
จำนวนผู้ชุมนุมยังมีหลายตัวเลข ควรยึดข้อมูลทางการเป็นหลัก
อีกจุดที่ควรระวังคือจำนวนผู้เข้าร่วม การรายงานของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุ ประมาณ 100 คน ขณะที่สื่อบางแห่งรายงานเกือบ 200 คน และ Thai PBS C-Site ใช้ตัวเลขกว่า 200 คนในรายงานอีกฉบับ
หากไม่มีการนับจากระบบเดียวกัน ข่าวควรใช้คำว่า “กว่า 100 คน” หรือ “ประชาชนจำนวนมาก” แทนการยืนยันตัวเลขที่สูงที่สุด
ประเด็นนี้ไม่ได้ลดน้ำหนักของข้อเรียกร้อง เพราะหัวใจไม่ได้อยู่ที่ว่ามี 100 หรือ 200 คน แต่อยู่ที่ข้อเรียกร้องถูกยื่นเข้าสู่ระบบราชการและมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบจริง
5 เรื่องที่จังหวัดต้องตอบให้ได้ก่อนเรื่องเดินต่อ
จากข้อมูลที่มี คำถามสำคัญที่สุดของจังหวัดมีอย่างน้อย 5 เรื่อง ได้แก่ ความเหมาะสมของพื้นที่ทั้ง 3 จุด ความถูกต้องและจำนวน MOU กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของชุมชน ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และอำนาจของแต่ละหน่วยงานในขั้นอนุมัติ
หากจังหวัดสามารถเปิดข้อมูล 5 เรื่องนี้ได้อย่างโปร่งใส ความขัดแย้งจะมีโอกาสลดลงอย่างมาก เพราะประชาชนจะไม่ต้องคาดเดาว่าโครงการอยู่ขั้นไหนหรือใครเป็นคนตัดสิน
แต่ถ้าข้อมูลยังแยกอยู่หลายหน่วยงาน ความไม่ชัดเจนจะกลายเป็นพื้นที่ให้ข่าวลือและความไม่ไว้วางใจเติบโต
นี่คือบททดสอบของ Provincial Governance มากกว่าการบริหารเหตุชุมนุม เพราะการชุมนุมวันที่ 2 กันยายนจบลงอย่างสงบ แต่คำถามเชิงนโยบายเพิ่งเริ่มต้น
จากนี้ต้องจับตา “คำตอบเป็นลายลักษณ์อักษร” มากกว่าคำพูดวันรับหนังสือ
หลังรองผู้ว่าฯ รับหนังสือ สิ่งสำคัญที่สุดคือ จังหวัดจะตอบกลับอย่างไร และเมื่อใด
หากเรื่องถูกส่งกระทรวงมหาดไทยและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแล้ว ควรระบุเลขที่หนังสือ วันส่ง และหน่วยงานผู้รับให้ประชาชนตรวจสอบได้ หากจังหวัดต้องตั้งคณะทำงานหรือเรียกหน่วยงานมาชี้แจง ก็ควรเปิดผลประชุมและเอกสารประกอบต่อสาธารณะ
เพราะโครงการที่มีความขัดแย้งสูงไม่ควรบริหารด้วยการสื่อสารแบบ “รับทราบแล้ว” เพียงอย่างเดียว
จังหวัดยังสามารถใช้เวทีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเป็นพื้นที่กลางในการนำข้อมูลทั้งฝ่ายโครงการและฝ่ายประชาชนมาเทียบกัน โดยมีหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบ
หากทำได้ การตัดสินใจสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นเดินหน้า ปรับพื้นที่ หรือยุติโครงการ จะมีความชอบธรรมมากขึ้น เพราะทุกฝ่ายเห็นว่ากระบวนการไม่ได้ถูกตัดสินในห้องปิด
โจทย์สุดท้ายไม่ใช่ “เอาโรงไฟฟ้าหรือไม่เอา” แต่คือรัฐตัดสินใจอย่างไรให้คนเชื่อ
วันที่ 2 กันยายน ประชาชนยื่นข้อเรียกร้อง จังหวัดรับหนังสือ และฝ่ายบริหารยืนยันว่าจะส่งประเด็นที่เกี่ยวข้องไปยังส่วนกลาง กระบวนการทั้งหมดจึงยังอยู่ระหว่างทาง ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย
จากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและคณะกรรมการระดับจังหวัดจะถูกจับตาว่า จะใช้บทบาทในการรวบรวมข้อเท็จจริงและถ่วงดุลอย่างไร ขณะที่กระทรวงมหาดไทยและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะต้องตอบประเด็นเรื่องอำนาจอนุมัติและความถูกต้องของกระบวนการ
สำหรับฝ่ายประชาชน สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมีหลักฐานรองรับมากน้อยเพียงใด ส่วนฝ่ายโครงการก็ต้องเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบว่าเทคโนโลยี สถานที่ และมาตรการควบคุมมีมาตรฐานเพียงพอหรือไม่


เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย