พลิกทุนวัฒนธรรมสู่เม็ดเงิน อบจ.เชียงราย ดันมรดกอาข่า เชื่อมกาแฟ-โฮมสเตย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแม่สาย
Summary
- อบจ.เชียงราย เปิดโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมประเพณีโล้ชิงช้า ณ บ้านผาฮี้ ตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย
- นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ มอบหมายนางอุบลรัตน์ พ่วงภิญโญ เป็นประธานเปิดงานร่วมกับผู้นำท้องถิ่นและชุมชน
- ประเพณี “แย้ขู่อ่าเผ่ว” ของชาวอาข่าจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความอุดมสมบูรณ์และแสดงความเคารพต่อธรรมชาติ
- โครงการมุ่งต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับห่วงโซ่มูลค่า ทั้งกาแฟดอย โฮมสเตย์ และหัตถกรรมพื้นบ้าน
- มุ่งสร้างรายได้หมุนเวียนสู่กระเป๋าคนในพื้นที่ พร้อมวางเป้าเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรมแม่สาย-แม่ฟ้าหลวง
พลิกทุนวัฒนธรรมสู่เม็ดเงิน อบจ.เชียงราย ดัน “มรดกอาข่า” เชื่อมกาแฟ–โฮมสเตย์–ตลาดชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากแม่สาย–แม่ฟ้าหลวง
เชียงราย, 2 กันยายน 2569 – เวลา 09.30 น. เมื่อวัฒนธรรมไม่ได้ถูกเก็บไว้เพียงในพิธี แต่ถูกเชื่อมเข้ากับการท่องเที่ยว กาแฟ วิถีชีวิต และสินค้าชุมชน ประเพณี “แย้ขู่อ่าเผ่ว” หรือประเพณีโล้ชิงช้าของชาวอาข่าที่บ้านผาฮี้ อำเภอแม่สาย กำลังสะท้อนอีกด้านของการบริหารท้องถิ่นเชียงรายว่า “ทุนทางวัฒนธรรม” สามารถถูกใช้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยไม่จำเป็นต้องแยกการอนุรักษ์ออกจากการพัฒนารายได้
นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นางอุบลรัตน์ พ่วงภิญโญ ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะทางด้านงานวางแผนและงบประมาณ เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชุมชนตำบลโป่งงาม ประจำปีงบประมาณ 2569 ภายใต้กิจกรรม “ประเพณีโล้ชิงช้า” ณ บ้านผาฮี้ หมู่ 10 ตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย โดยมีตัวแทน อบจ.เชียงราย หน่วยงานภาครัฐ ประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงาน ข้อมูลของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายยืนยันการจัดกิจกรรมดังกล่าวในวันที่ 2 กันยายน 2569 และระบุว่าประเพณีโล้ชิงช้าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวบนดอยของจังหวัด
หัวใจของงานครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การจัดเทศกาลเพียงไม่กี่วัน แต่คือคำถามว่า การสนับสนุนจากท้องถิ่นจะเปลี่ยนเทศกาลทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้ที่ “ค้างอยู่ในชุมชน” ได้มากเพียงใด ตั้งแต่ร้านกาแฟ โฮมสเตย์ อาหารพื้นถิ่น ไปจนถึงงานหัตถกรรมและตลาดชุมชน
“แย้ขู่อ่าเผ่ว” ไม่ใช่โชว์เพื่อการท่องเที่ยว แต่คือมรดกที่ยังมีชีวิต
ประเพณีโล้ชิงช้า หรือ “แย้ขู่อ่าเผ่ว” ในภาษาอาข่า เป็นประเพณีสำคัญที่จัดขึ้นช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน โดยมีรากความเชื่อเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ การขอบคุณธรรมชาติ และการรวมตัวของคนในชุมชน เสาชิงช้าและกิจกรรมโดยรอบไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะภาพสวยงามสำหรับนักท่องเที่ยว แต่เชื่อมโยงกับความทรงจำ การถ่ายทอดความรู้ และอัตลักษณ์ของชาวอาข่ารุ่นต่อรุ่น
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเองเคยยกประเพณีโล้ชิงช้าของชาวอาข่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมวัฒนธรรมสำคัญของเชียงรายช่วงฤดูฝน โดยอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเพณีกับการขอบคุณ “อึ่มซาแยะ” เทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยวและความอุดมสมบูรณ์
จุดที่ต้องระวังคือ เมื่อเทศกาลเริ่มมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น วัฒนธรรมอาจถูกลดทอนให้เหลือเพียง “โชว์” หากการออกแบบงานมุ่งตอบโจทย์ผู้มาเยือนมากกว่าความหมายเดิมของชุมชน ดังนั้น การทำให้ประเพณีอยู่รอดจึงไม่ใช่แค่การจัดงานทุกปี แต่ต้องทำให้คนในชุมชนยังเป็นเจ้าของความหมายของพิธี ไม่ใช่กลายเป็นผู้แสดงให้ตลาดภายนอกดู
ผาฮี้มีจุดแข็งเพราะวัฒนธรรมไม่ได้ยืนเดี่ยว แต่เชื่อมกับกาแฟและภูมิทัศน์
บ้านผาฮี้มีความได้เปรียบด้านการท่องเที่ยวตรงที่วัฒนธรรมอาข่าสามารถเชื่อมเข้ากับเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะกาแฟดอย ร้านอาหาร วิวภูเขา และที่พักขนาดเล็กในชุมชน ทำให้ประเพณีโล้ชิงช้าไม่จำเป็นต้องสร้าง “สินค้าใหม่” ทั้งหมด แต่สามารถพาคนเข้าสู่ Value Chain ที่มีอยู่เดิม
นักท่องเที่ยวที่เดินทางขึ้นดอยเพื่อร่วมงานหนึ่งวัน อาจใช้จ่ายตั้งแต่ค่ารถ อาหาร กาแฟ ของฝาก ไปจนถึงที่พัก หากการจัดการดี เงินจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่เวทีงาน แต่กระจายไปยังหลายครัวเรือนในพื้นที่
นี่คือหลักการเดียวกับที่ UN Tourism ใช้อธิบายบทบาทของ Rural Tourism ว่าการท่องเที่ยวชนบทสามารถสร้างงาน เพิ่มรายได้ และช่วยรักษาทั้งวัฒนธรรมกับสิ่งแวดล้อมได้ หากมีการวางแผนแบบมีส่วนร่วมและให้ชุมชนอยู่ในแกนกลางของการตัดสินใจ
กรณีผาฮี้จึงมีศักยภาพมากกว่าการเป็น “จุดชมวิว” เพราะสามารถทำให้กาแฟ วัฒนธรรม อาหาร และที่พักถูกขายเป็นประสบการณ์เดียวกัน แต่ต้องออกแบบให้รายได้ไม่ไหลออกไปอยู่กับผู้ประกอบการภายนอกมากกว่าคนในพื้นที่
บทบาทของ อบจ. ไม่ใช่แค่จัดงาน แต่ต้องช่วยสร้าง Value Chain
ภายใต้นโยบายของ อบจ.เชียงราย การสนับสนุนกิจกรรมวัฒนธรรมสามารถมีผลทางเศรษฐกิจได้ หากงบไม่ได้ถูกใช้เพียงกับเวที แสง สี เสียง แต่ถูกเชื่อมกับการพัฒนาสินค้า การจัดพื้นที่ขาย การสื่อสารแบรนด์ชุมชน และการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “งานมีคนมาเยอะแค่ไหน” แต่คือ “คนในชุมชนขายอะไรได้บ้าง และรายได้กระจายถึงใคร”
หากร้านกาแฟ โฮมสเตย์ ผู้ผลิตผ้าปัก ช่างฝีมือ หรือเกษตรกรสามารถเชื่อมเข้าสู่กิจกรรมได้โดยตรง เทศกาลจะสร้าง Multiplying Effect มากกว่าการเป็นงานหนึ่งครั้งต่อปี แต่หากรายได้กระจุกอยู่เฉพาะร้านไม่กี่แห่ง หรือคนภายนอกเข้ามาจับพื้นที่การค้าเป็นหลัก ผลทางเศรษฐกิจฐานรากก็จะลดลง
ดังนั้น การวัดความสำเร็จของท้องถิ่นควรมีข้อมูลอย่างน้อย เช่น จำนวนผู้ประกอบการชุมชนที่เข้าร่วม ยอดขายช่วงเทศกาล รายได้เฉลี่ยต่อร้าน จำนวนคืนพัก และสัดส่วนของเงินที่หมุนเวียนอยู่ในชุมชน
แม่สาย–แม่ฟ้าหลวงสามารถเชื่อมเป็น “Cultural Route” ได้
จุดน่าสนใจของเดือนกันยายนปีนี้คือกิจกรรมวัฒนธรรมอาข่าไม่ได้มีเพียงบ้านผาฮี้ โดยยังมีเทศกาลโล้ชิงช้าที่บ้านสามแยกอาข่า ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง ระหว่างวันที่ 5–6 กันยายน และกิจกรรมที่บ้านผาหมี อำเภอแม่สาย ระหว่างวันที่ 12–15 กันยายน ตามข้อมูลที่จังหวัดประชาสัมพันธ์ไว้
หากมองเชิงยุทธศาสตร์ การมีเทศกาลหลายจุดในช่วงเวลาใกล้กันเปิดโอกาสให้จังหวัดสร้าง “เส้นทางวัฒนธรรมอาข่า” แทนการประชาสัมพันธ์แต่ละงานแยกจากกัน เช่น เชื่อมแม่สาย–ผาฮี้–ผาหมี–แม่สลองใน ให้กลายเป็นเส้นทางหลายวัน โดยแต่ละพื้นที่นำเสนอเรื่องเล่าที่ต่างกัน
โมเดลแบบนี้สอดคล้องกับแนวทางการท่องเที่ยวชนบทระดับสากลที่ให้ความสำคัญกับการรวม Heritage, Local Products และ Community Experience เข้าเป็น Value Chain เดียวกัน เพื่อสร้างรายได้มากกว่าการพึ่งจุดท่องเที่ยวเดี่ยว
ข้อดีคือ นักท่องเที่ยวอาจพักนานขึ้น ใช้จ่ายหลายพื้นที่ และลดการกระจุกตัวเฉพาะหมู่บ้านที่ดังที่สุด
ต่างประเทศชี้ตรงกัน ชุมชนต้องเป็น “เจ้าของการท่องเที่ยว” ไม่ใช่แค่ผู้ถูกนำเสนอ
ตัวอย่างจาก UN Tourism ในหลายประเทศชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า Indigenous Tourism ที่ยั่งยืนต้องให้ชุมชนมีอำนาจออกแบบประสบการณ์ กำหนดกติกา และได้รับผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เพียงถูกนำวัฒนธรรมไปบรรจุเป็นสินค้าเพื่อดึงนักท่องเที่ยว
ในกรณี Rwanda ชุมชนพื้นเมืองถูกวางให้เป็นเจ้าของการออกแบบกิจกรรม ทั้งด้านเรื่องเล่า ที่พักเชิงวัฒนธรรม และงานหัตถกรรม พร้อมนำรายได้กลับไปลงทุนในชุมชนเอง ซึ่ง UN Tourism ยกเป็นตัวอย่างว่าการท่องเที่ยวสามารถช่วยรักษาอัตลักษณ์ได้ เมื่อคนท้องถิ่นเป็นแกนกลางจริง
ส่วนแนวทางของ Best Tourism Villages ก็ระบุชัดว่าการพัฒนาชนบทควรลดความเหลื่อมล้ำ เสริมพลังเยาวชนและผู้หญิง เพิ่มทักษะ และสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน โดยไม่แยกเศรษฐกิจออกจากการอนุรักษ์วัฒนธรรมและธรรมชาติ
บทเรียนนี้ตรงกับเชียงรายมาก เพราะหากชาวอาข่าเป็นเพียง “ผู้แสดง” ขณะที่คนอื่นเป็นผู้ขายแพ็กเกจหรือทำกำไร การท่องเที่ยวจะไม่ช่วยรักษาวัฒนธรรมอย่างแท้จริง
การรักษาวัฒนธรรมคือเกราะป้องกันการกลืนกลาย แต่ต้องทำให้เยาวชนเห็นว่ามีอนาคต
ปัญหาของวัฒนธรรมชาติพันธุ์ในหลายพื้นที่ไม่ใช่เพียงการสูญหายของพิธี แต่คือคนรุ่นใหม่ไม่เห็นว่าความรู้ของบรรพบุรุษเชื่อมกับชีวิตปัจจุบันอย่างไร หากภาษา เครื่องแต่งกาย เพลง หรือพิธีกรรมไม่มีพื้นที่ในเศรษฐกิจและสังคมสมัยใหม่ เยาวชนก็มีแรงจูงใจน้อยลงที่จะสืบทอด
ในมุมนี้ การท่องเที่ยวสามารถเป็น “เกราะ” ต่อการกลืนกลายทางวัฒนธรรมได้บางส่วน หากทำให้เยาวชนเห็นว่าทักษะด้านภาษา การเล่าเรื่อง งานฝีมือ ดนตรี หรือกาแฟพื้นถิ่นสามารถสร้างอาชีพและรายได้โดยไม่ต้องละทิ้งอัตลักษณ์
UN Tourism เคยชี้ว่าการเชื่อมวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวสามารถสร้างทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม และการอนุรักษ์วัฒนธรรมพร้อมกัน แต่ต้องมี Governance ที่ให้ชุมชนมีอำนาจในการกำหนดว่าควรเปิดเผยหรือรักษาส่วนใดของวัฒนธรรมไว้
ดังนั้น เป้าหมายไม่ควรเป็นการทำให้ “ทุกอย่างขายได้” แต่ทำให้สิ่งที่ชุมชนเลือกนำเสนอสร้างคุณค่าได้ โดยไม่กระทบส่วนที่มีความศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นเรื่องภายในของกลุ่ม

กาแฟคือสะพานเชื่อมวัฒนธรรมกับตลาดได้ดีที่สุดชนิดหนึ่ง
สำหรับผาฮี้ กาแฟมีบทบาทพิเศษ เพราะเป็นสินค้าที่นักท่องเที่ยวเข้าใจง่ายและสามารถซื้อกลับได้โดยไม่ต้องลดทอนความหมายของพิธีกรรม การพัฒนากาแฟให้เชื่อมกับเรื่องราวพื้นที่ เช่น แหล่งปลูก ครอบครัวผู้ผลิต วิธีแปรรูป และวัฒนธรรมอาข่า จะช่วยเพิ่มมูลค่าจาก “เครื่องดื่ม” ไปสู่ “Cultural Product”
ในระดับสากล แนวคิด Agritourism ถูกใช้เพื่อเชื่อมระบบเกษตรแบบดั้งเดิมกับการท่องเที่ยว โดยให้รายได้จากนักท่องเที่ยวช่วยรักษาภูมิปัญญา พันธุ์พืช และวิถีการผลิตไว้ด้วย
หากผาฮี้สามารถเชื่อมกาแฟกับเทศกาลได้อย่างเป็นระบบ เช่น Coffee Trail เวิร์กช็อปคั่วกาแฟ การเล่าเรื่องเกษตรกร หรือการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในชื่อหมู่บ้าน จะช่วยให้เงินจากเทศกาลไม่จบพร้อมวันสุดท้ายของงาน
แต่ต้องระวังเรื่อง Branding ให้ผู้ผลิตต้นทางได้รับประโยชน์จริง ไม่ใช่ชื่อ “ผาฮี้” ถูกนำไปใช้ทางการตลาดโดยผู้ประกอบการภายนอกมากกว่าคนในชุมชน
โฮมสเตย์คืออีกตัวชี้วัดว่าเงินค้างในพื้นที่หรือไหลออก
งานวัฒนธรรมที่จัดช่วงหลายวันมีโอกาสสร้างรายได้จากที่พักสูงกว่างานแบบเช้าไปเย็นกลับ หากนักท่องเที่ยวพักในหมู่บ้าน รายได้จะกระจายไปถึงครัวเรือนโดยตรงมากขึ้น
แต่การขยายโฮมสเตย์ต้องเดินคู่กับ Capacity ของพื้นที่ ทั้งเรื่องน้ำเสีย ขยะ ที่จอดรถ ความปลอดภัย และจำนวนผู้เข้าพักที่ไม่กระทบวิถีชีวิตเดิม เพราะความสำเร็จทางการท่องเที่ยวที่เติบโตเร็วเกินไปสามารถกลายเป็นแรงกดดันต่อชุมชนได้เช่นกัน
UN Tourism เน้นประเด็นนี้ชัดในแนวทาง Rural Tourism ว่าการพัฒนาต้องสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และใช้การวางแผนแบบมีส่วนร่วมหลายฝ่าย
ดังนั้น อบจ.และท้องถิ่นควรไม่ได้มองเพียง “ดึงคนขึ้นดอยให้มากที่สุด” แต่ต้องตอบด้วยว่าพื้นที่รองรับได้กี่คนต่อวันโดยไม่ทำลายสิ่งที่คนเดินทางมาชมตั้งแต่แรก
อย่าด่วนสรุปว่าจัดงานแล้วเศรษฐกิจโต เพราะยังไม่มีตัวเลขรายได้จริง
ข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ยืนยันว่ามีกิจกรรม มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าร่วม และงานถูกใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ยังไม่มีตัวเลขทางการว่าเทศกาลสร้างรายได้กี่ล้านบาท หรือเพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านกี่เปอร์เซ็นต์
ดังนั้น ไม่ควรเขียนว่า “สร้างเม็ดเงินมหาศาล” หรือ “รายได้ชุมชนเพิ่มขึ้นเท่าตัว” หากไม่มีการสำรวจจริง
สิ่งที่ควรทำหลังงานคือเก็บข้อมูลแบบง่ายแต่มีประโยชน์ เช่น จำนวนผู้เข้าร่วม จำนวนคืนพัก ยอดขายกาแฟ ยอดขายสินค้าชุมชน รายได้ร้านอาหาร และรายได้โฮมสเตย์ก่อน–ระหว่าง–หลังงาน
หาก อบจ.สามารถเปิดข้อมูลชุดนี้ได้ จะทำให้คำว่า “ทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจฐานราก” มีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่เพียงภาษานโยบาย
งบวัฒนธรรมที่ดีต้องสร้าง “ผลตอบแทนทางสังคม” มากกว่าจำนวนคนร่วมงาน
การใช้งบประมาณท้องถิ่นกับศิลปวัฒนธรรมมักถูกตั้งคำถามว่าให้ผลตอบแทนอย่างไรเมื่อเทียบกับถนน น้ำ หรือสาธารณูปโภค คำตอบไม่ได้อยู่ที่เงินอย่างเดียว เพราะวัฒนธรรมสร้างทั้ง Social Capital ความภาคภูมิใจ ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น และการดึงเยาวชนกลับมาเชื่อมกับชุมชน
แต่หากต้องการทำให้งบประเภทนี้มีความแข็งแรงในเชิงนโยบาย ควรมีทั้งตัวชี้วัดเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เช่น รายได้ชุมชน จำนวนเยาวชนที่เข้าร่วมการถ่ายทอดประเพณี จำนวนผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ขายสินค้าได้ และการใช้ภาษาอาข่าในกิจกรรม
เมื่อวัดทั้งสองด้าน จะเห็นว่าการสนับสนุนวัฒนธรรมไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อจัดงาน แต่เป็นการลงทุนใน “ทุนมนุษย์และทุนอัตลักษณ์” ของพื้นที่
โจทย์ของ อบจ. จากนี้คือทำให้เทศกาลไม่จบเมื่อเวทีถูกรื้อ
หากต้องการให้โมเดลนี้ยั่งยืน อบจ.เชียงรายควรเชื่อมเทศกาลเข้ากับแผนการพัฒนาทั้งปี เช่น ปฏิทิน Cultural Route การอบรมมัคคุเทศก์ชุมชน การพัฒนามาตรฐานโฮมสเตย์ การทำฐานข้อมูลผู้ผลิตกาแฟและงานฝีมือ หรือการสนับสนุน Digital Marketing ให้ชุมชนขายสินค้าได้หลังนักท่องเที่ยวกลับบ้านแล้ว
นี่จะช่วยเปลี่ยนกิจกรรมจาก Event Economy ไปสู่ Creative Economy จริง เพราะรายได้ไม่จำกัดอยู่แค่ช่วงเทศกาล
อีกด้านหนึ่ง ต้องเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดทิศทางมากขึ้น เช่น อะไรควรนำเสนอ อะไรไม่ควรถูกทำเป็นสินค้า และนักท่องเที่ยวควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเข้าร่วมพิธี เพื่อป้องกันการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้กลายเป็นเพียงฉากถ่ายรูป
จากผาฮี้สู่ภาพใหญ่ เชียงรายมีโอกาสสร้าง “เศรษฐกิจชาติพันธุ์” ที่ไม่ทิ้งรากเดิม
เดือนกันยายน 2569 ทำให้เชียงรายมีโอกาสเห็นภาพเชื่อมโยงระหว่างผาฮี้ ผาหมี และแม่สลองใน ซึ่งแต่ละพื้นที่มีความเข้มแข็งด้านอาข่าแตกต่างกัน หากท้องถิ่นสามารถพัฒนาเป็นเครือข่ายร่วมกัน จะสร้างเส้นทางท่องเที่ยวที่มีทั้งกาแฟ งานฝีมือ ดนตรี อาหาร และภูมิทัศน์ภูเขา
จุดแข็งของโมเดลนี้คือไม่ต้องสร้าง Attraction ใหม่จากศูนย์ แต่ใช้สิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้วเป็นทุนตั้งต้น
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคนอาข่าเองยังมีอำนาจกำหนดความหมายและได้รับส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม ไม่เช่นนั้น “การอนุรักษ์” อาจกลายเป็นเพียงการนำอัตลักษณ์ของชุมชนไปสร้างมูลค่าให้คนอื่น
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการรักษาวัฒนธรรมชาติพันธุ์จึงเป็นมากกว่าการป้องกันการสูญหาย เพราะเมื่อคนรุ่นใหม่ยังเห็นว่ารากเหง้าของตนมีทั้งคุณค่าทางจิตใจและอนาคตทางเศรษฐกิจ พวกเขามีเหตุผลที่จะรักษา ภาษา งานฝีมือ พิธีกรรม และความรู้ของชุมชนไว้ต่อ
สำหรับ อบจ.เชียงราย ความท้าทายจากนี้จึงไม่ใช่เพียงทำให้งานปีหน้ามีคนมากกว่าเดิม แต่คือทำให้ ทุกบาทที่ลงทุนในวัฒนธรรมเปลี่ยนเป็นทั้งรายได้ ศักดิ์ศรี และพลังต่อรองของชุมชน
หากทำได้ ประเพณี “แย้ขู่อ่าเผ่ว” จะไม่ใช่เพียงเทศกาลบนยอดดอย แต่จะกลายเป็นตัวอย่างว่า Local Governance สามารถใช้มรดกทางวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจฐานราก โดยไม่ต้องแลกอัตลักษณ์กับรายได้ ได้อย่างไร.



เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย