น้ำอิงเทิงแตะ 7.15 เมตร พุ่งเกินจุดเฝ้าระวัง อบจ.เชียงราย ชูระบบ PDOSS เตรียมพร้อมสู้ภัยน้ำท่วม


Summary


เชียงรายเร่งรับมือน้ำหลาก “นายก อบจ.” ส่งทีมฉุกเฉินลงเทิง 4 ชุมชน ขณะมหาดไทยย้ำเตือนก่อนเกิดเหตุ ลดความเสียหายก่อนน้ำถึงบ้าน

เชียงราย,10 สิงหาคม 2569 – สถานการณ์อุทกภัยในเชียงรายยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังระดับน้ำในพื้นที่อำเภอเทิงเพิ่มสูงขึ้นจนหลายชุมชนต้องเตรียมรับมือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายระดมเจ้าหน้าที่ รถบรรทุก เรือกู้ภัย เวชภัณฑ์ น้ำดื่ม ข้าวสาร และผ้าห่ม ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนใน 4 ชุมชนเสี่ยง พร้อมประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานความมั่นคงเพื่อเตรียมกำลังรองรับ หากสถานการณ์ขยายวงกว้างขึ้น

จุดสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำสิ่งของบรรเทาทุกข์เข้าไปหลังเกิดน้ำท่วม แต่เป็นความพยายามขยับการจัดการภัยพิบัติจากระบบ “รอเกิดเหตุแล้วช่วย” ไปสู่การเฝ้าระวัง เตรียมกำลัง และส่งทรัพยากรเข้าประจำจุดก่อนสถานการณ์รุนแรง ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยได้ย้ำในระดับประเทศให้หน่วยงานด้านสาธารณภัยติดตามน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ระบบเตือนภัยหลายช่องทางเพื่อเพิ่มเวลาตั้งรับให้ประชาชน

เทิงเฝ้าระวังน้ำอิง หลังระดับน้ำสูงกว่าจุดเฝ้าระวัง

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกองสาธารณสุข ลงพื้นที่ศูนย์บัญชาการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม เทศบาลตำบลเวียงเทิง อำเภอเทิง เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินความต้องการของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

พื้นที่เป้าหมายประกอบด้วยบ้านใหม่ หมู่ 10 ตำบลเวียง บ้านเหล่า หมู่ 1 ตำบลตับเต่า บ้านต้นเขือง หมู่ 4 ตำบลตับเต่า และบ้านทรายกาด หมู่ 6 ตำบลตับเต่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากน้ำเอ่อล้น บ้านเรือน พื้นที่เกษตร และเส้นทางสัญจร

ข้อมูลจากเทศบาลตำบลเวียงเทิงในวันที่ 10 สิงหาคมระบุว่า ระดับน้ำอิงอยู่ที่ประมาณ 7.15 เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับเฝ้าระวังที่ 7 เมตร ทำให้หน่วยงานในพื้นที่ต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องและเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ

ตัวเลขเพียง 15 เซนติเมตรเหนือระดับเฝ้าระวังอาจดูไม่มาก แต่สำหรับพื้นที่ริมน้ำ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขระดับน้ำเพียงช่วงเวลาเดียว หากอยู่ที่แนวโน้มว่าระดับน้ำเพิ่มเร็วเพียงใด ปริมาณน้ำจากต้นน้ำยังไหลลงมาอีกมากหรือไม่ และมีฝนตกเติมในพื้นที่รับน้ำหรือไม่ ดังนั้น การตัดสินใจเตรียมกำลังไว้ก่อนจึงมีความสำคัญกว่าการรอให้ระดับน้ำถึงจุดวิกฤตแล้วจึงเริ่มเคลื่อนย้ายทรัพยากร

19 เจ้าหน้าที่ พร้อมเรือและรถบรรทุก เตรียมเข้าถึงพื้นที่เสี่ยง

อบจ.เชียงรายจัดเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจำนวน 19 นาย พร้อมรถตรวจการณ์ 2 คัน รถบรรทุก 4 ล้อ 3 คัน รถบรรทุก 6 ล้อ 1 คัน และเรือยางพร้อมเครื่องยนต์รวม 1 ลำ โดยเรือกู้ภัยถือเป็นทรัพยากรสำคัญหากเส้นทางภาคพื้นดินถูกตัดขาดหรือระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนรถทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงบ้านเรือนประชาชนได้

ด้านการดำรงชีพและสุขภาพ มีการเตรียมยาและเวชภัณฑ์ 100 ชุด น้ำดื่ม 250 แพ็ก ข้าวสาร 200 กิโลกรัม และผ้าห่ม 145 ชุด เพื่อรองรับความต้องการเบื้องต้นของครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ

การจัดทรัพยากรลักษณะนี้สะท้อนว่าการรับมืออุทกภัยไม่ได้มีเพียงภารกิจกู้ภัยทางน้ำ หน่วยปฏิบัติยังต้องคำนึงถึงช่วงเวลาหลังน้ำเข้าพื้นที่ ซึ่งประชาชนอาจไม่สามารถออกจากบ้าน เดินทางซื้ออาหาร หรือเข้าถึงบริการสุขภาพได้ตามปกติ การมีทีมสาธารณสุขร่วมปฏิบัติภารกิจจึงช่วยเชื่อมงานกู้ภัยกับการดูแลประชาชนในระยะต่อเนื่อง

จากการส่งของช่วยเหลือ สู่ระบบบัญชาการร่วมในพื้นที่

นางอทิตาธรกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน กองบัญชาการกองทัพไทย และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้กำลังและเครื่องมือสามารถถูกนำไปใช้ในพื้นที่ที่มีความจำเป็นมากที่สุด

แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะหนึ่งในปัญหาของการจัดการภัยพิบัติขนาดใหญ่คือหลายหน่วยมีทรัพยากร แต่หากไม่มีข้อมูลสถานการณ์ชุดเดียวกัน อาจเกิดการส่งกำลังซ้ำในพื้นที่หนึ่ง ขณะที่อีกพื้นที่กลับขาดเครื่องมือ การตั้งศูนย์บัญชาการในพื้นที่จึงช่วยให้ข้อมูลจากชุมชนถูกส่งเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเร็วขึ้น

อบจ.เชียงรายใช้ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ หรือ PDOSS เป็นกลไกหนึ่งในการประสานภารกิจระดับจังหวัด โดยเป้าหมายของระบบไม่ได้อยู่ที่การมีหน่วยงานมากที่สุด แต่คือการทำให้แต่ละหน่วยรู้ว่าใครรับผิดชอบเรื่องใด และทรัพยากรชุดไหนต้องถูกส่งไปที่ใดก่อน

ก่อนหน้านี้ อบจ.เชียงรายมีการส่งเครื่องจักรและกำลังเข้าแก้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของจังหวัด รวมถึงอำเภอพาน เชียงแสน และพื้นที่อื่นที่ได้รับผลกระทบ สะท้อนว่าสถานการณ์ในปี 2569 ไม่ได้จำกัดอยู่ในจุดเดียว แต่ต้องบริหารกำลังในหลายพื้นที่พร้อมกัน

หัวใจใหม่ของการรับมือภัย คือทำให้ประชาชนรู้ก่อนน้ำมา

ในอีกด้านหนึ่ง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งข้อมูลทางการของกระทรวงมหาดไทยยืนยันตำแหน่งปัจจุบัน ได้กำชับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ พร้อมเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และเจ้าหน้าที่สำหรับการปฏิบัติภารกิจ

แนวคิดสำคัญที่ฝ่ายนโยบายย้ำคือ “การเตือนภัยให้ประชาชนรู้ก่อน” เพราะเวลาที่เพิ่มขึ้นก่อนน้ำมาถึงแม้เพียงช่วงหนึ่งสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ ครอบครัวสามารถย้ายรถ ยกเครื่องใช้ไฟฟ้า เตรียมยาและเอกสารสำคัญ หรือพาผู้สูงอายุและผู้ป่วยออกจากพื้นที่เสี่ยงก่อนเส้นทางถูกตัดขาด

กระทรวงมหาดไทยใช้แนวทางดังกล่าวในการบริหารภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้นายเจเศรษฐ์เคยเป็นประธานการประชุมติดตามพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่ม ร่วมกับ ปภ. กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานด้านข้อมูลภูมิสารสนเทศ ซึ่งสะท้อนการใช้ข้อมูลหลายหน่วยประกอบการตัดสินใจ

Cell Broadcast เติมช่องว่างระหว่างข้อมูลรัฐกับโทรศัพท์ประชาชน

อีกเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้มากขึ้นคือระบบ Cell Broadcast ซึ่งมีจุดประสงค์ส่งข้อความเตือนภัยไปยังโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เป้าหมาย โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนเปิดแอปหรือค้นหาข่าวด้วยตนเอง

แนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เวลาเป็นข้อจำกัด หากข้อมูลเตือนภัยอยู่เฉพาะบนหน้าเว็บไซต์หรือเพจของหน่วยงาน ประชาชนบางส่วนอาจไม่เห็นจนกระทั่งสถานการณ์รุนแรงแล้ว การมีช่องทางแจ้งเตือนตรงถึงอุปกรณ์ของคนในพื้นที่ช่วยลดระยะเวลาระหว่าง “รัฐรู้ว่ามีความเสี่ยง” กับ “ประชาชนรู้ว่าต้องเตรียมตัว”

อย่างไรก็ตาม ระบบเทคโนโลยีไม่สามารถทำงานแทนเครือข่ายในพื้นที่ทั้งหมดได้ การแจ้งเตือนผ่านจังหวัด อำเภอ เทศบาล อบต. ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่ภาคสนามยังจำเป็น โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุหรือประชาชนที่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์สมาร์ตโฟนเป็นประจำ

น้ำโขงสูงกับน้ำอิงในเชียงราย ต้องแยกเป็นคนละระบบน้ำ

ช่วงเวลาเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยยังติดตามความเสี่ยงระดับน้ำแม่น้ำโขงใน 5 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร และนครพนม ซึ่งมีการเตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรสาธารณภัยรองรับความเสี่ยงน้ำเอ่อล้นพื้นที่ลุ่มต่ำในช่วงวันที่ 10–14 สิงหาคม 2569 ตามข้อมูลที่กระทรวงมหาดไทยแจ้ง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวไม่ควรถูกนำมาปะปนกับสถานการณ์น้ำอิงในอำเภอเทิงของเชียงราย แม้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ตาม เพราะเป็นคนละระบบลุ่มน้ำและมีปัจจัยควบคุมระดับน้ำต่างกัน

สิ่งที่เชื่อมสองเหตุการณ์เข้าด้วยกันคือ “รูปแบบการรับมือ” ซึ่งหน่วยงานรัฐกำลังให้ความสำคัญกับการพร่องน้ำ การเตรียมเครื่องจักร การติดตามระดับน้ำตลอดเวลา และการแจ้งเตือนประชาชนก่อนเกิดผลกระทบรุนแรง

การแยกข้อมูลเช่นนี้สำคัญ เพราะในช่วงเกิดภัยพิบัติ ข่าวสารจากหลายจังหวัดสามารถไหลเข้ามาบนสื่อสังคมออนไลน์พร้อมกัน จนประชาชนเข้าใจว่าระดับน้ำในแม่น้ำสายหนึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอีกพื้นที่ ทั้งที่ความเป็นจริงอาจเป็นคนละระบบกันโดยสิ้นเชิง

จาก “กู้ภัย” สู่ “ลดความเสียหายก่อนเกิดภัย”

ภาพเจ้าหน้าที่ 19 นาย รถ 6 คัน เรือกู้ภัย เวชภัณฑ์ และสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่ถูกนำเข้าอำเภอเทิงจึงมีความหมายมากกว่าจำนวนทรัพยากร เพราะกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแนวคิดของการรับมือภัยพิบัติ

เป้าหมายไม่ควรอยู่เพียงว่า เมื่อบ้านถูกน้ำท่วมแล้วจะนำถุงยังชีพไปถึงเร็วแค่ไหน แต่ต้องขยับไปสู่คำถามว่า สามารถเตือนประชาชนก่อนน้ำเข้าบ้านได้กี่ชั่วโมง สามารถเคลื่อนย้ายผู้เปราะบางได้กี่คนก่อนถนนถูกตัด และสามารถวางเครื่องจักรหรือเรือไว้ใกล้พื้นที่เสี่ยงได้เร็วเพียงใดนี่คือความแตกต่างระหว่าง Disaster Response กับ Disaster Risk Reduction

อย่างแรกคือความสามารถในการช่วยเหลือเมื่อภัยเกิดขึ้นแล้ว ส่วนอย่างหลังคือการลดโอกาสที่ภัยธรรมชาติจะเปลี่ยนเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่

สำหรับอำเภอเทิง วันที่ 10 สิงหาคมจึงเป็นทั้งวันช่วยเหลือและวันทดสอบระบบเตรียมพร้อม เมื่อระดับน้ำอิงสูงกว่าจุดเฝ้าระวัง หน่วยงานไม่ได้มีเวลามากพอสำหรับการทำงานแบบต่างคนต่างทำ แต่ต้องเชื่อมข้อมูลจากสถานีวัดน้ำ ศูนย์บัญชาการ ท้องถิ่น เจ้าหน้าที่กู้ภัย และประชาชนเข้าด้วยกัน

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของการรับมืออุทกภัยครั้งนี้อาจไม่ได้วัดจากจำนวนรถหรือจำนวนถุงยังชีพที่ถูกส่งออกไป แต่วัดจากจำนวนประชาชนที่ได้รับข้อมูลก่อนภัยมาถึง จำนวนครัวเรือนที่สามารถป้องกันทรัพย์สินได้ทัน และความรวดเร็วที่เจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนเพราะในยุคที่สภาพอากาศมีความผันผวนมากขึ้น การรอให้น้ำมาถึงหน้าบ้านแล้วจึงเริ่มรับมือ อาจช้าเกินไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :