อบจ.เชียงราย ผนึก กมธ.สวัสดิการสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ดันโฮงยาใกล้บ้านพลัสและศูนย์ยืมอุปกรณ์การแพทย์


Summary


อบจ.เชียงราย ผนึก กมธ.สวัสดิการสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ดันโฮงยาใกล้บ้านพลัสและศูนย์ยืมอุปกรณ์การแพทย์

เชียงราย,26 กรกฎาคม 2569 – จังหวัดเชียงรายเดินหน้ารับมือโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ผ่านความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและคณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร โดยนำแนวทางสวัสดิการ สุขภาพ และบริการชุมชนมาพัฒนาให้ประชาชนเข้าถึงได้ใกล้บ้านมากขึ้น

หนึ่งในนโยบายสำคัญที่ถูกนำเสนอคือ “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” หรือ “โฮงยาใกล้บ้านพลัส” ซึ่งมุ่งลดภาระการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดบ้าน และผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ชายแดน พร้อมเดินหน้าจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่วงกลางวัน และศูนย์ยืมคืนกายอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อช่วยให้ครอบครัวสามารถเข้าถึงรถเข็น เตียงผู้ป่วย เครื่องช่วยเดิน และอุปกรณ์ที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึง

การขับเคลื่อนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางตัวเลขประชากรที่สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้เพียงกำลังมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งอัตราเกิดที่ลดลง จำนวนผู้เสียชีวิตที่สูงกว่าการเกิด และจำนวนผู้สูงอายุวัยปลายที่ต้องพึ่งพาการดูแลมากขึ้น

ข้อมูลที่ใช้ประกอบข่าวมาจากรายละเอียดการสัมมนาและรายงานวิเคราะห์โครงสร้างประชากรผู้สูงอายุจังหวัดเชียงรายที่ผู้ใช้แนบมา

เปิดเวทีเชียงของ รับฟังปัญหาสวัสดิการจากพื้นที่จริง

การสัมมนาเรื่อง “สวัสดิการสังคมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในชุมชน” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ณ หอประชุมดาวเจ็ดแฉก ที่ว่าการอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

นางสาวรัชนก สุขประเสริฐ ประธานคณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วยนายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต 7 ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคม คนที่สี่

ด้านนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายในพื้นที่อำเภอเชียงของและอำเภอเวียงแก่น รวมถึงเจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคม อบจ.เชียงราย เข้าร่วมรับฟังปัญหาและนำเสนอแนวทางพัฒนาระบบสวัสดิการในระดับท้องถิ่น

การสัมมนาครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการเชื่อมงานสามส่วนเข้าด้วยกัน ได้แก่ งานด้านท้องถิ่น งานพัฒนาสังคม และงานสาธารณสุขชุมชน เพราะปัญหาของผู้สูงอายุหนึ่งคนมักไม่ได้มีเพียงเรื่องสุขภาพ แต่ยังเกี่ยวข้องกับรายได้ ที่อยู่อาศัย การเดินทาง ผู้ดูแล และการเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์

โฮงยาใกล้บ้านพลัส ลดระยะทางและค่าใช้จ่ายประชาชน

นางอทิตาธรนำเสนอนโยบาย “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” หรือ “โฮงยาใกล้บ้านพลัส” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบาย 7 เรือธงขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

แนวคิดสำคัญคือการทำให้บริการสุขภาพและสวัสดิการไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในตัวเมือง แต่ขยายไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและระบบบริการในชุมชน

สำหรับผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกล การไปพบแพทย์หนึ่งครั้งอาจหมายถึงค่าเดินทาง ค่าอาหาร รายได้ที่ผู้ดูแลต้องหยุดงาน และเวลาที่ต้องใช้ตลอดวัน หากมีบริการพื้นฐานอยู่ใกล้บ้าน ภาระเหล่านี้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นโยบายดังกล่าวไม่ได้มองสุขภาพแยกออกจากชีวิตด้านอื่น แต่เชื่อมโยงทั้งสุขภาพ สังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี โดยมุ่งให้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของนโยบายจะขึ้นอยู่กับจำนวนบุคลากร ระบบส่งต่อผู้ป่วย ฐานข้อมูลสุขภาพ และความพร้อมของ รพ.สต. ในแต่ละพื้นที่ หากมีสถานที่แต่ไม่มีบุคลากรหรือระบบประสานโรงพยาบาลแม่ข่าย การลดระยะทางของประชาชนอาจเกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่

Day Care Center ช่วยดูแลผู้สูงอายุในช่วงกลางวัน

อีกหนึ่งแนวทางที่ อบจ.เชียงรายกำลังดำเนินการร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคือการจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่วงกลางวัน หรือ Day Care Center

ศูนย์ลักษณะนี้มีบทบาทรองรับผู้สูงอายุที่ยังไม่จำเป็นต้องเข้าพักในสถานดูแลระยะยาว แต่ต้องการกิจกรรม การเฝ้าระวังสุขภาพ และการดูแลในช่วงที่สมาชิกครอบครัวออกไปทำงาน

กิจกรรมสามารถครอบคลุมการออกกำลังกาย การฟื้นฟูสมรรถภาพ การตรวจสุขภาพเบื้องต้น การส่งเสริมความจำ การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น และการให้ความรู้ด้านอาหารกับการดูแลโรคเรื้อรัง

สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่บ้านเพียงลำพัง Day Care Center ยังช่วยลดความโดดเดี่ยวและเปิดพื้นที่ให้พบปะเพื่อนในวัยเดียวกัน ขณะที่ครอบครัวสามารถวางใจได้ว่าผู้สูงอายุได้รับการดูแลในช่วงกลางวัน

การจัดศูนย์จึงไม่ใช่เพียงการหาสถานที่ให้ผู้สูงอายุใช้เวลา แต่ต้องมีบุคลากรที่เข้าใจการดูแลผู้สูงวัย มีระบบประเมินสุขภาพ และสามารถส่งต่อผู้ที่พบความผิดปกติไปยังหน่วยบริการได้อย่างรวดเร็ว

ศูนย์ยืมอุปกรณ์การแพทย์ ลดภาระครอบครัว

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายยังผลักดันศูนย์ยืมคืนกายอุปกรณ์ เพื่อให้ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และผู้พิการเข้าถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นโดยไม่ต้องซื้อใหม่ทั้งหมด

อุปกรณ์ที่ครอบครัวอาจต้องใช้ประกอบด้วยรถเข็น เตียงผู้ป่วย เครื่องช่วยเดิน ไม้เท้า ที่นอนลดแรงกดทับ และอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนย้าย

อุปกรณ์เหล่านี้บางชนิดมีราคาสูง ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้เพียงช่วงฟื้นฟูระยะหนึ่ง การจัดระบบยืมคืนจึงช่วยลดค่าใช้จ่ายและทำให้ทรัพยากรถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้หลายครั้ง

ระบบดังกล่าวจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลที่ชัดเจน มีการตรวจสภาพ ทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ และซ่อมบำรุงก่อนส่งต่อให้ผู้ใช้งานรายใหม่ รวมถึงควรมีบุคลากรแนะนำวิธีใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้อง

การมีรถเข็นหรือเตียงผู้ป่วยไม่เพียงพอ หากครอบครัวไม่รู้วิธีเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ก็อาจเกิดการพลัดตก บาดเจ็บ หรือเกิดแผลกดทับได้ ดังนั้นศูนย์ยืมอุปกรณ์ควรทำงานควบคู่กับการอบรมผู้ดูแล

เชียงรายเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์

รายงานวิเคราะห์ข้อมูลประชากรระบุว่า สัดส่วนผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงรายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 18.4 ของประชากรทั้งหมดในปี 2562 เป็นร้อยละ 19.2 ในปี 2563 และเพิ่มเป็นร้อยละ 21.4 ในปี 2564

ปี 2566 สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 22.4 และมีการประมาณการว่าในปี 2567 สัดส่วนอาจสูงกว่าร้อยละ 23

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเชียงรายเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว และมีแนวโน้มเคลื่อนไปสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด ซึ่งโดยหลักประชากรศาสตร์หมายถึงพื้นที่ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับอัตราการเกิดที่ลดลง ประชากรวัยแรงงานย้ายเข้าสู่เมืองหรือจังหวัดเศรษฐกิจ และประชาชนมีอายุยืนขึ้น

ผลที่ตามมาคือจำนวนคนที่ต้องการบริการสุขภาพและการดูแลระยะยาวเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนสมาชิกครอบครัวที่สามารถทำหน้าที่ดูแลอาจลดลง

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อยู่นอกเขตเมือง

ข้อมูลในรายงานระบุว่า ผู้สูงอายุจังหวัดเชียงรายประมาณร้อยละ 71.4 อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลหรือพื้นที่ชนบท ขณะที่ร้อยละ 28.6 อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล

การกระจายตัวดังกล่าวเป็นเหตุผลสำคัญที่ระบบบริการต้องลงไปถึงระดับตำบลและหมู่บ้าน เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยอยู่ใกล้โรงพยาบาลจังหวัดหรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่

พื้นที่ชนบทบางแห่งมีระยะทางไกล ขาดระบบขนส่งสาธารณะ และอาจมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาหรือชายแดน การเดินทางของผู้สูงอายุจึงมีต้นทุนและความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป

เมื่อสมาชิกวัยทำงานย้ายไปทำงานนอกพื้นที่ ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งต้องอยู่กับคู่สมรสสูงวัย อยู่กับหลาน หรืออาศัยเพียงลำพัง

ระบบสวัสดิการท้องถิ่นจึงต้องรู้ว่าใครอยู่ที่ใด มีโรคประจำตัวหรือไม่ และมีผู้ดูแลหรือไม่ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ตรงจุด

ผู้สูงอายุวัยต้นยังเป็นกำลังสำคัญของชุมชน

ประชากรผู้สูงอายุในเชียงรายสามารถแบ่งเป็นสามกลุ่มหลัก

กลุ่มวัยต้น อายุ 60 ถึง 69 ปี มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 57.2 ถึง 60.6 ของผู้สูงอายุทั้งหมด

กลุ่มวัยกลาง อายุ 70 ถึง 79 ปี มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 28.1 ถึง 29.5

กลุ่มวัยปลาย อายุ 80 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 11.3 ถึง 13.3

ผู้สูงอายุวัยต้นส่วนใหญ่ยังมีสุขภาพแข็งแรง สามารถทำงานและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมชุมชนได้ รายงานระบุว่าผู้สูงอายุเชียงรายร้อยละ 34.7 ยังทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ

ในจำนวนนี้ ผู้สูงอายุชายมีสัดส่วนการทำงานร้อยละ 44.4 ขณะที่ผู้สูงอายุหญิงอยู่ที่ร้อยละ 26.7 งานส่วนใหญ่เป็นธุรกิจส่วนตัวหรือเกษตรกรรมในครัวเรือนโดยไม่มีลูกจ้าง

ข้อมูลนี้สะท้อนว่านโยบายผู้สูงอายุไม่ควรมองเฉพาะการรักษาพยาบาลหรือการสงเคราะห์ แต่ควรมีพื้นที่ส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาทักษะ และการใช้ประสบการณ์ของผู้สูงอายุให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน

ผู้สูงอายุหญิงเผชิญความเปราะบางด้านรายได้

รายงานยังพบความแตกต่างด้านรายได้ระหว่างผู้สูงอายุชายและหญิง

ผู้สูงอายุชายมีรายได้หลักจากการทำงานร้อยละ 43 รองลงมาคือรายได้จากบุตรร้อยละ 32.2 และเบี้ยยังชีพจากภาครัฐร้อยละ 19.2

ผู้สูงอายุหญิงมีรายได้หลักจากบุตรร้อยละ 38.1 รองลงมาคือเบี้ยยังชีพร้อยละ 32.4 และรายได้จากการทำงานร้อยละ 26.7

ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุหญิงมีแนวโน้มพึ่งพารายได้จากครอบครัวและภาครัฐมากกว่าผู้สูงอายุชาย

เมื่อเข้าสู่วัย 80 ปีขึ้นไป สัดส่วนผู้สูงอายุหญิงเพิ่มเป็นร้อยละ 61.6 ขณะที่ผู้ชายเหลือร้อยละ 38.4 เนื่องจากผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยยาวกว่า

ผู้สูงอายุหญิงวัยปลายจึงมีโอกาสสูญเสียคู่สมรส อยู่ลำพัง และเผชิญโรคเรื้อรังพร้อมข้อจำกัดทางการเงินมากขึ้น

รายงานยังระบุว่า ในปี 2566 จังหวัดเชียงรายมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไปจำนวน 605 คน เป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความจำเป็นของระบบดูแลวัยปลายที่มีความเฉพาะทางมากขึ้น

อัตราเกิดลด อัตราตายสูงกว่าเกิด

แนวโน้มสังคมสูงอายุของเชียงรายไม่ได้เกิดจากจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มเพียงด้านเดียว แต่เกิดจากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่า อัตราเกิดมีชีพของจังหวัดอยู่ในช่วงประมาณ 4.26 ถึง 6.62 ต่อประชากร 1,000 คน ขณะที่อัตราการตายอยู่ที่ประมาณ 10.90 ต่อประชากร 1,000 คน

เมื่อจำนวนผู้เสียชีวิตสูงกว่าจำนวนเกิด จังหวัดจึงเข้าสู่ภาวะประชากรลดลงตามธรรมชาติ

ดัชนีการสูงวัยของเชียงรายถูกประเมินว่าอยู่ในระดับมากกว่า 172 ถึง 200 หมายความว่า จำนวนผู้สูงอายุมีมากกว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเกือบสองเท่า

โครงสร้างประชากรจึงมีลักษณะฐานแคบจากจำนวนเด็กที่ลดลง ขณะที่ส่วนบนขยายออกจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น

ผลกระทบจะเกิดทั้งต่อโรงเรียน ตลาดแรงงาน ระบบภาษี ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และภาระดูแลของครอบครัว

โรคเรื้อรังและ PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุเชียงรายต้องเผชิญโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายประเภท เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไตวายเรื้อรัง เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

รายงานยังระบุว่า ผู้ป่วยวัณโรคที่ขึ้นทะเบียนรักษาในพื้นที่ร้อยละ 35.05 เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี

อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 ซึ่งเกิดซ้ำในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางจากระบบหายใจและโรคประจำตัว

การดูแลผู้สูงอายุจึงต้องครอบคลุมมากกว่าการตรวจสุขภาพทั่วไป แต่ควรมีระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ พื้นที่ปลอดฝุ่น หน้ากากที่เหมาะสม และการติดตามผู้ป่วยโรคปอดกับโรคหัวใจในช่วงฝุ่นสูง

ด้านสุขภาพจิต รายงานระบุว่าผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังเรื่องความเครียด ภาวะซึมเศร้า และความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย

Day Care Center และกิจกรรมชุมชนจึงอาจมีบทบาทช่วยลดความโดดเดี่ยวได้ หากมีระบบคัดกรองและส่งต่อด้านสุขภาพจิตควบคู่กัน

ผู้สูงอายุร้อยละ 96.9 ยังช่วยเหลือตนเองได้

ข้อมูลการประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันระบุว่า ผู้สูงอายุเชียงรายร้อยละ 96.9 อยู่ในกลุ่มติดสังคม ซึ่งยังช่วยเหลือตนเองและเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนได้

กลุ่มติดบ้านมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 1.8 ขณะที่กลุ่มติดเตียงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.3

แม้สัดส่วนผู้สูงอายุติดบ้านและติดเตียงจะดูไม่สูง แต่เมื่อคำนวณจากประชากรผู้สูงอายุทั้งจังหวัด ตัวเลขจริงอาจหมายถึงประชาชนจำนวนมากที่ต้องได้รับบริการถึงบ้าน อุปกรณ์ทางการแพทย์ และผู้ดูแลประจำ

เมื่อผู้สูงอายุมีอายุมากขึ้น สัดส่วนผู้ที่ต้องมีผู้ดูแลจะเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มวัยปลายมีผู้ดูแลหลักร้อยละ 35.6

ผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นบุตรร้อยละ 59.9 รองลงมาคือคู่สมรสร้อยละ 23 และญาติพี่น้องร้อยละ 14.3

ระบบดูแลจึงยังคงพึ่งพาครอบครัวเป็นหลัก แต่เมื่อครอบครัวมีขนาดเล็กลงและวัยแรงงานย้ายถิ่น ความสามารถในการดูแลย่อมลดลง

ความร่วมมือท้องถิ่นกับรัฐสภาต้องเปลี่ยนเป็นนโยบายที่จับต้องได้

ความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคมและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายมีบทบาทสำคัญในการนำปัญหาจากพื้นที่ชายแดนขึ้นสู่กระบวนการนโยบายระดับประเทศ

อำเภอเชียงของและเวียงแก่นมีทั้งพื้นที่ชนบท พื้นที่ภูเขา และชุมชนห่างไกล การจัดบริการในรูปแบบเดียวกับเขตเมืองอาจไม่เหมาะสม

ข้อมูลจากการสัมมนาควรถูกนำไปกำหนดจำนวนศูนย์ดูแลกลางวัน จำนวนอุปกรณ์ทางการแพทย์ บุคลากร และงบประมาณให้สอดคล้องกับจำนวนผู้สูงอายุจริงในแต่ละตำบล

นอกจากนี้ควรมีตัวชี้วัดที่ประชาชนตรวจสอบได้ เช่น ระยะเวลารอรับอุปกรณ์ จำนวนผู้สูงอายุที่เข้าถึง Day Care Center จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับบริการใกล้บ้าน และค่าเดินทางที่ครัวเรือนสามารถลดลงได้

หากนโยบายไม่มีฐานข้อมูลและระบบติดตาม อาจเกิดปัญหาทรัพยากรกระจุกตัว บางพื้นที่มีอุปกรณ์เหลือ ขณะที่อีกพื้นที่มีผู้ป่วยรอคิวจำนวนมาก

เชียงรายต้องเตรียมระบบดูแลก่อนผู้สูงอายุวัยปลายเพิ่มขึ้น

วันนี้ผู้สูงอายุเชียงรายส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มวัยต้นและช่วยเหลือตนเองได้ แต่ภายในอีก 10 ถึง 20 ปี ประชากรกลุ่มนี้จะเข้าสู่วัย 70 และ 80 ปีพร้อมกันจำนวนมาก

ความต้องการบริการฟื้นฟู การดูแลระยะยาว ผู้ดูแล และอุปกรณ์ช่วยเหลือจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

การตั้งศูนย์ Day Care Center ศูนย์ยืมคืนกายอุปกรณ์ และโฮงยาใกล้บ้านพลัสจึงเป็นการวางโครงสร้างก่อนภาระการดูแลจะเพิ่มขึ้นเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ระบบต้องพัฒนาไปพร้อมกับการเพิ่มจำนวนผู้ดูแลผู้สูงอายุ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน นักกายภาพบำบัด นักสังคมสงเคราะห์ และบุคลากรด้านสุขภาพจิต

สภาพแวดล้อมในชุมชนต้องถูกปรับให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ทั้งทางเดิน ทางลาด ห้องน้ำ แสงสว่าง จุดพัก และระบบขนส่งสาธารณะ

เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่เพียงทำให้ผู้สูงอายุมีอายุยืนขึ้น แต่ต้องทำให้สามารถใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และไม่กลายเป็นภาระที่ครอบครัวต้องรับผิดชอบเพียงลำพัง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :