เชียงรายพร้อมรับหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 44 ผนึกกำลังธุรกิจทั่วไทย ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจชาติ
Summary
- จังหวัดเชียงรายเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
- งานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Unlocking New Growth” คาดมีผู้นำธุรกิจ รัฐมนตรี และผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าร่วมกว่า 1,500–2,000 คน
- สอดรับยุทธศาสตร์ TCEB ในการผลักดันเชียงรายสู่เมืองไมซ์ชั้นนำ หลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากวิกฤตอุทกภัย
- ไฮไลต์สำคัญคือการจัดทำสมุดปกขาวเสนอรัฐบาล ครอบคลุม 5 มิติ ทั้งการค้า เกษตร สิ่งแวดล้อม ดิจิทัล และการท่องเที่ยว
- เวทีนี้มุ่งผลักดันการปลดล็อกคอขวดโครงสร้างพื้นฐานการค้าชายแดน เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจไทย-ลาว-จีน อย่างเป็นรูปธรรม
โฮเชียงรายพร้อมรับหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 44 ผนึกกำลังธุรกิจทั่วไทย ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจชาติ
เชียงราย,21 กันยายน 2569 – จังหวัดเชียงรายกำลังนับถอยหลังสู่การเป็นเจ้าภาพงานใหญ่ประจำปีของภาคเอกชนไทย เมื่องานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 44 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2569 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ภายใต้แนวคิด “Unlocking New Growth ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” โดยคาดว่าจะมีผู้นำทางธุรกิจ นักธุรกิจรุ่นใหม่ ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ รัฐมนตรี และผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าร่วมมากกว่า 1,500 ถึง 2,000 คนจากทั่วประเทศ
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอะไรอยู่ในตอนนี้
งานสัมมนาครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่เศรษฐกิจไทยต้องการแรงกระตุ้นอย่างชัดเจน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.1 ถึง 2.5 โดยมีแรงหนุนจากการส่งออกที่คาดว่าจะโตร้อยละ 12 ถึง 16 และการลงทุนของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะรวยกระจุกจนกระจายหรือแบบ K-Shape ขณะที่หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงถึง 794,945 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดกำลังซื้อในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ด้านดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 41.8 สะท้อนว่าภาคธุรกิจเริ่มเห็นสัญญาณบวก แต่ยังต้องการนโยบายระดับชาติที่ชัดเจนเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
จากเวทีโลกสู่จุดสูงสุดที่เชียงราย
งานสัมมนาที่เชียงรายถูกวางตำแหน่งให้เป็นบทสรุปของแผนปฏิบัติการ “Reinvent Thailand” ที่หอการค้าไทยประกาศโรดแมป 10 เวทีเศรษฐกิจตลอดครึ่งปีหลังของ 2569 เริ่มจากการเป็นเจ้าภาพประชุมสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปคเมื่อเดือนกรกฎาคม ตามด้วยงาน Thailand-China Cooperation Expo 2026 ที่โชว์ความก้าวหน้าด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และงาน Thailand-U.S. Trade and Investment Summit 2026 เพื่อสร้างความชัดเจนด้านกติกาการค้ากับสหรัฐฯ ก่อนที่จะมีงาน Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้หัวข้อ Resilient ASEAN ซึ่งจัดโดย กกร. เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ในรูปแบบ One-Day High-Level Business Forum มีผู้เข้าร่วมประมาณ 300 คน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12 ถึง 18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพของไทยอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 1991 คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมและผู้เกี่ยวข้องเดินทางเข้าประเทศราว 15,000 ถึง 20,000 คน
นอกจากนี้ยังมีงานสัมมนาใหญ่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยประจำปี 2569 ในวันที่ 10 กันยายน ที่โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ซึ่งได้รับเกียรติจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ตามมาด้วยงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก SIAL Paris 2026 ระหว่างวันที่ 17 ถึง 21 ตุลาคม ที่กรุงปารีส ซึ่งดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย จะนำคณะผู้ประกอบการไทยกว่า 86 บริษัทเข้าร่วม และงานมหกรรมเกม gamescom asia x Thailand Game Show 2026 ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคมถึง 1 พฤศจิกายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งปีก่อนหน้ามีผู้เข้าชมกว่า 206,159 คน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า การจัดงานสำคัญต่าง ๆ ในช่วงครึ่งปีหลังไม่ควรเป็นเพียงอีเวนท์ที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่ต้องใช้เป็นโอกาสต่อยอดให้เกิดการค้า การลงทุน การสร้างเครือข่าย และการยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นรูปธรรม
ทำไมต้องเป็นเชียงราย
การเลือกเชียงรายเป็นสถานที่จัดงานระดับชาติที่มีผู้เข้าร่วมหลักพันคน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สอดรับกับยุทธศาสตร์ของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ TCEB ที่ต้องการผลักดันเชียงรายให้เป็นเมืองไมซ์ชั้นนำของภูมิภาค โดยปี 2569 TCEB ตั้งเป้าดึงดูดนักเดินทางกลุ่มไมซ์รวม 29.4 ล้านคน แบ่งเป็นในประเทศ 28.2 ล้านคนและต่างประเทศ 1.2 ล้านคน เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 117,301 ล้านบาท ด้านความพร้อมทางกายภาพ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายรองรับผู้เข้าร่วมได้ถึง 2,500 คน พร้อมห้องประชุมย่อยอีก 7 ห้อง
ความพร้อมของจังหวัดยังสะท้อนผ่านการประชุมเตรียมงานล่าสุด ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ซึ่งนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมใหญ่เพื่อเตรียมความพร้อมโค้งสุดท้าย โดยจังหวัดชูประเด็น “ความพร้อมและความใส่ใจต่อผู้มาเยือน” เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมบูรณาการคณะทำงาน 8 ฝ่ายหลัก ครอบคลุมตั้งแต่การต้อนรับแบบชาวเหนือ การจัดสถานที่ศึกษาดูงานและท่องเที่ยว ระบบโลจิสติกส์และการเดินทางภายในจังหวัดแบบไร้รอยต่อ การจัดการจราจรและรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงทีมแพทย์และพยาบาลที่จะดูแลสุขอนามัยของผู้เข้าร่วมงานอย่างใกล้ชิด ศูนย์ประชุมหลักการันตีรองรับผู้เข้าร่วมได้มากกว่า 1,000 คน และพื้นที่จัดเลี้ยงต้อนรับมื้อค่ำสุดพิเศษรองรับได้ถึง 1,500 คน
จากวิกฤตอุทกภัยสู่การพิสูจน์ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ
การที่เชียงรายได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพในปีนี้ มีความหมายลึกซึ้งกว่าที่คิด เพราะย้อนกลับไปปลายปี 2567 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเผชิญอุทกภัยครั้งรุนแรง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 30,000 ล้านบาท พื้นที่เกษตรกรรมเสียหายถึง 1,166,992 ไร่ โดยเชียงรายเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ทั้งภาคธุรกิจ ท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน แต่หอการค้าจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เริ่มจากงานหอการค้าแฟร์ Chiang Rai HORECA Exhibition 2024 ในเดือนพฤศจิกายน 2567 ทันทีหลังน้ำลด เพื่อกระตุ้นภาคธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร จนถึงงาน Chiang Rai Resilience Expo 2026 ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2569 ภายใต้แนวคิด การค้าขยับ เศรษฐกิจขับเคลื่อน ซึ่งเป็นการปูทางสู่ความสำเร็จของการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศในปลายปีนี้

เส้นทางการค้าชายแดนที่ยังมีคอขวดรอการปลดล็อก
นอกเหนือจากการท่องเที่ยว ศักยภาพที่แท้จริงของเชียงรายอยู่ที่การเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนที่เชื่อมไทย สปป.ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้ ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศระบุว่าปี 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดนมีมูลค่ารวมสูงถึง 1,937,629 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.7 และในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้ารวมแตะระดับ 1.34 ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 12.9 โดยมีแรงหนุนหลักจากการส่งออกทุเรียนสดไปจีนที่ทะลุ 1 ล้านตัน สร้างมูลค่ากว่า 124,658 ล้านบาท ด่านศุลกากรเชียงของทำหน้าที่เป็นประตูหลักสู่ สปป.ลาว เชื่อมโยงถนน R3A เข้าสู่จีนตอนใต้ เน้นส่งออกสินค้าเกษตรและผลไม้สด ด่านศุลกากรแม่สายเป็นด่านพรมแดนทางบกเชื่อมเมียนมา เน้นสินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงาน ส่วนด่านศุลกากรเชียงแสนเป็นท่าเรือพาณิชย์บนแม่น้ำโขงที่เชื่อมการขนส่งทางน้ำกับลาว เมียนมา และท่าเรือกวนเหล่ยของจีน
แม้ตัวเลขการค้าในภาพรวมจะดูสวยงาม แต่คณะอนุกรรมาธิการติดตามสถานการณ์โลกของวุฒิสภาที่ลงพื้นที่เชียงรายเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อจัดทำสมุดปกขาว ไทย-จีนในระเบียบโลกใหม่ พบว่าผู้ประกอบการไทยยังเผชิญอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่รุนแรง โดยเฉพาะคอขวดบนเส้นทาง R3A ปัจจุบันการขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีนต้องพึ่งพาทางเรือถึงร้อยละ 80 และทางบกเพียงร้อยละ 20 เพราะสภาพถนนฝั่ง สปป.ลาว ชำรุดทรุดโทรม อีกทั้งค่าใช้จ่ายแฝงจากการเปลี่ยนหัวลากรถบรรทุกราว 60,000 บาทต่อตู้ ทำให้ต้นทุนขนส่งทางบกพุ่งไปถึง 260,000 ถึง 300,000 บาทต่อตู้ ขณะที่เส้นทางน้ำผ่านแม่น้ำโขงจากท่าเรือเชียงแสนไปยังด่านกวนเหล่ยของจีน ระยะทาง 265 กิโลเมตร มีต้นทุนถูกกว่ามากอยู่ที่ 240,000 ถึง 275,000 บาทต่อตู้ และปัจจุบันจีนได้อนุมัติให้ด่านกวนเหล่ยเป็นด่านจำเพาะสำหรับนำเข้าผลไม้สดแล้ว
อีกโครงการที่ยังติดหล่มคือศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ มูลค่า 1,996 ล้านบาท ซึ่งการก่อสร้างระยะที่ 2 เสร็จไปแล้วกว่าร้อยละ 92.80 แต่ยังไม่สามารถเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบได้ เพราะติดขั้นตอนการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน ขณะเดียวกันความอยู่รอดของ SMEs ท้องถิ่นก็เป็นอีกโจทย์ใหญ่ เพราะมูลค่าการค้าผ่านด่านในเชียงรายช่วงครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2569 สูงถึง 65,000 ล้านบาท แต่กว่าร้อยละ 70 เป็นเพียงการเป็นทางผ่านของสินค้าจากส่วนกลาง เม็ดเงินจึงไม่ตกถึงมือคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้นสินค้านำเข้าจากจีนกว่าร้อยละ 95 ยังได้รับสิทธิยกเว้นอากรภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าเสรี ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยไทยแข่งขันด้านราคาได้ยาก สมุดปกขาวฉบับนี้จึงเสนอให้ประยุกต์ใช้ดอยตุงโมเดลผ่านหลักการ 3S คือ Survival Sufficiency และ Sustainability มาพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก พร้อมยกระดับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นศูนย์เตือนภัยทางการค้าและกฎระเบียบจีน
ห้าประเด็นในสมุดปกขาวหอการค้าไทยปี 2569
หัวใจของงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศทุกปีคือการรวบรวมความคิดเห็นจากเครือข่ายเอกชน 77 จังหวัด จัดทำเป็นสมุดปกขาวความยาวกว่า 70 หน้าเสนอต่อรัฐบาล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยชี้ว่าประเทศต้องรับมือกับเมกะเทรนด์ 4 ประการ คือการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับเอไอ ความยั่งยืนและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความปลอดภัย และภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ สมุดปกขาวจึงวางกรอบข้อเสนอไว้ 5 มิติหลัก
ด้านการค้าและการลงทุน เสนอเร่งให้สัตยาบันข้อตกลงการค้าเสรีกับศรีลังกาและกลุ่ม EFTA พร้อมสมัครเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดี และตั้งหน่วยงาน Fast Track Reform เพื่อรื้อถอนกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ด้านเกษตรและอาหาร เสนอขยายผลศูนย์ประสานงานสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อกระจายผลผลิต และผลักดันเทคโนโลยี Smart Farming ด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม มุ่งแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 จากการเผาในภาคเกษตร ด้วยการบังคับใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรให้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล สนับสนุนให้ SMEs เปลี่ยนผ่านสู่ Digital และ Global SMEs พร้อมส่งเสริมอุตสาหกรรม Data Center และด้านการท่องเที่ยวและบริการ เสนอขยายผลโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่าง Easy e-Receipt เฟส 2
ในโอกาสวันคุ้มครองโลกปี 2569 หอการค้าไทยได้ผนึกกำลังกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มมิตรผล เนสท์เล่ ข้าวหงษ์ทอง และพันธมิตรกว่า 100 องค์กร ประกาศเจตนารมณ์เกษตรปลอดเผา โดยขับเคลื่อนระบบตรวจสอบย้อนกลับอย่างเต็มรูปแบบ กำหนดพันธกิจ 7 ประการ ตั้งแต่การประกาศไม่รับซื้อผลผลิตจากการเผาเด็ดขาด การบังคับใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนและเอไอ ไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส
คนรุ่นใหม่กับบทบาทกำหนดทิศทางประเทศ
พัฒนาการที่น่าจับตามองในงานสัมมนาระยะหลังคือบทบาทของเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่หรือ YEC ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 5,000 คนครอบคลุม 77 จังหวัด จากการรวบรวมความคิดเห็นของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั่วประเทศกว่า 7,000 คน ตัวแทน YEC ได้นำเสนอแนวคิดสำคัญต่อรัฐบาลหลายจังหวัด อาทิ เชียงใหม่เสนอสนับสนุนธุรกิจจิ๋วเข้าสู่ระบบภาษีที่ถูกต้อง นครราชสีมาเสนอบรรจุวิชาภาษีและความรู้ทางการเงินในหลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน ระยองเสนอมาตรการลดหย่อนภาษีนิติบุคคลในเขตพื้นที่อีอีซี กรุงเทพมหานครเสนอจัดตั้งศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ และระนองเสนอพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ฝั่งอันดามัน ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างภาษี
นอกจากนี้ยังมีการขับเคลื่อนคณะทำงาน Zero Corruption ภายใต้ กกร. และเพื่อนไม่ทน เพื่อยกระดับการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศ โดยวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะครบรอบ 1 ปีของการขยายความร่วมมือสู่ภาคประชาสังคมและหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริตที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
สอดรับแผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย
ข้อเสนอทั้งหมดจากงานสัมมนาครั้งนี้สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2566 ถึง 2570 ฉบับทบทวนปี 2569 ซึ่งวางวิสัยทัศน์ให้เชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ วิถีถิ่นร่วมสมัย เกษตรกรรมมูลค่าสูง สิ่งแวดล้อมสมดุล มุ่งสู่ความยั่งยืน ขับเคลื่อนผ่าน 5 ประเด็นหลักที่เชื่อมโยงกับวาระของหอการค้าไทยทั้งด้านการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ นวัตกรรมสินค้าเกษตร การค้าการลงทุนและโลจิสติกส์ การจัดการสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิต
เมื่อทุกเวทีต้องต่อยอดเป็นผลลัพธ์จริง
งานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 44 จึงไม่ใช่เพียงงานประชุมประจำปีตามวาระ แต่เป็นจุดตกผลึกของความพยายามตลอดครึ่งปีหลังของภาคเอกชนไทย ที่เคลื่อนจากเวทีภูมิภาคสู่ความร่วมมือทวิภาคีกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ก่อนวกกลับมาเสริมความแข็งแกร่งภายในประเทศผ่านเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่จริง การที่เชียงรายได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพในปีที่จังหวัดเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ จึงเป็นทั้งบทพิสูจน์ความพร้อมและโอกาสสำคัญในการกระจายรายได้สู่ธุรกิจท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในปีต่อ ๆ ไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย