ปราบสแกมเมอร์ทำชีวิตหยุดนิ่ง! สัญญาณมือถือชายแดนเชียงรายถูกตัด สู่ปัญหาใหญ่ระดับชาติขาดมาตรการเยียวยา

[Sassy_Social_Share]

เชียงรายร้องสัญญาณมือถือหายทั้งตำบล สะท้อนปัญหาใหญ่ระดับชาติ ร้องเรียนผู้บริโภคพุ่ง “สินค้าออนไลน์–มือถือ–อีเวนต์–รถ EV” เสี่ยงซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำดิจิทัล

เชียงราย, 14 ธันวาคม 2568 – เสียงสะท้อนจากประชาชนในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่ออกมาร้องเรียนว่า “โทรศัพท์เหมือนถูกตัดเข้าโหมดเครื่องบินทั้งตำบล” ตลอดช่วงเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงสะท้อนความลำบากในชีวิตประจำวันของคนชายแดน แต่ยังชี้ไปยังปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เมื่อมาตรการด้านความมั่นคงและการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเข้าไม่ถึงบริการสื่อสารที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยที่ยังไม่มีมาตรการเยียวยาอย่างชัดเจน

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับตัวเลขร้องเรียนระดับประเทศที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามรายงาน “ภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ปี 2568” ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งสะท้อนว่า ผู้บริโภคไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงใหม่ ๆ จากเทคโนโลยี การซื้อขายออนไลน์ รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ตที่เติบโตเร็ว แต่การกำกับดูแลยังตามไม่ทัน

ภาพรวมร้องเรียนไตรมาส 3/2568 สินค้าออนไลน์–โทรคมนาคม ครองแชมป์ปัญหาผู้บริโภค

รายงานของ สศช. อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงาน กสทช. ระบุว่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 ประเทศไทยมีเรื่องร้องเรียนด้านการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในส่วนของกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. ได้รับเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 449 เรื่อง เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 44.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยแบ่งเป็น

เมื่อพิจารณาตามลักษณะปัญหา พบว่า

ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่า แม้ระบบสื่อสารจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งต่อเศรษฐกิจดิจิทัลและชีวิตประจำวัน แต่ผู้บริโภคยังเผชิญทั้งปัญหาคุณภาพบริการและความไม่แน่นอนของสัญญาณในหลายพื้นที่

ด้าน สคบ. รายงานว่ามีเรื่องร้องเรียนรวม 9,236 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 34 โดยประเภทปัญหาเปลี่ยนโฉมไปตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อลงลึกถึงประเภทสินค้าและบริการ พบว่า

โดยในกลุ่มบริการ มีเรื่องร้องเรียน 1,439 เรื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปัญหาจากธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ต ตั้งแต่การเปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่แจ้งล่วงหน้า การบังคับสมัครสมาชิกพิเศษเพื่อกดบัตร การยกเลิกกิจกรรมแล้วไม่คืนเงิน ไปจนถึงการใช้บอทกว้านซื้อบัตรเพื่อขายต่อในราคาสูงเกินควร

ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภคระบุว่า ระหว่างปี 2564–2568 มีการร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ตสูงถึง 9,053 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 32.9 ล้านบาท สะท้อนว่าความบันเทิงที่ควรให้ความสุข กลับกลายเป็นแหล่งความเสี่ยงของผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย

เมื่อสัญญาณถูก “ตัด” เพื่อปราบสแกมเมอร์ ชีวิตชายแดนเชียงรายที่หยุดนิ่ง

ท่ามกลางตัวเลขร้องเรียนที่เพิ่มสูงขึ้น กรณีเชิงรูปธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงรายทำให้ปัญหา “คุณภาพสัญญาณ” จากสถิติระดับชาติ กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและจับต้องได้ทันที

ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่สายและอำเภอเชียงของหลายตำบล ร้องเรียนมายังทีมข่าวท้องถิ่นว่า สัญญาณโทรศัพท์เครือข่าย AIS ในบางพื้นที่ถูกตัดขาดแทบทั้งตำบล โดยเฉพาะบริเวณแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง ซึ่งสัญญาณหายไปเกือบ 100% ทำให้ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต หรือแอปพลิเคชันทางการเงินได้เลย

ผู้ร้องเรียนบางรายระบุว่า เมื่อต้องออกจากบ้านและไม่มีสัญญาณ Wi-Fi โทรศัพท์จะกลายเป็นเหมือน “โหมดเครื่องบิน” ทันที ไม่สามารถติดต่อธุรกิจ ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว หรือรับ–ส่งข้อมูลสำคัญได้ ขณะที่เครือข่ายอื่นอย่าง dtac และ true ยังใช้งานได้ตามปกติ

ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ในหลายจุดตามแนวชายแดน สัญญาณ AIS ไม่สามารถใช้งานได้จริงตรงกับคำร้องเรียนของประชาชน โดยข้อมูลเบื้องต้นจากผู้ร้องเรียนระบุว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้ขอความร่วมมือ กสทช. ให้จำกัดหรือปิดสัญญาณบางย่านความถี่ตามแนวชายแดน เพื่อสกัดกั้นการใช้ซิมไทยของแก๊งสแกมเมอร์และขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ที่มักตั้งฐานอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

แม้เจตนารมณ์ด้านความมั่นคงทางดิจิทัลจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับกระทบตรงกับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตและแอปธนาคารในการทำธุรกรรมประจำวัน เช่น พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย คนขับรถส่งของ นักเรียน นักศึกษา และครอบครัวที่มีสมาชิกทำงานต่างจังหวัดซึ่งต้องติดต่อกันผ่านโทรศัพท์มือถือ

จนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนจากทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายและหน่วยงานกำกับดูแล ขณะที่เหตุการณ์ดังกล่าวอาจกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญว่าการตัดสินใจด้านนโยบายที่ “มุ่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์” หากขาดการประเมินผลกระทบด้านสิทธิผู้บริโภคอย่างรอบด้าน อาจสร้างความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ออนไลน์พุ่ง – EV สะดุด – คอนเสิร์ตป่วน ภูมิทัศน์ใหม่ของความเสี่ยงผู้บริโภคไทย

นอกจากปัญหาสัญญาณโทรศัพท์แล้ว ข้อมูลจาก สคบ. และสภาองค์กรของผู้บริโภคยังฉายภาพชัดเจนว่า คนไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงในหลายมิติที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

  1. สินค้าออนไลน์: เมื่อ “คลิกสั่งซื้อ” แปลว่าเปิดช่องรับความเสี่ยง

สินค้าออนไลน์กลายเป็นหมวดที่มีการร้องเรียนสูงที่สุดถึง 3,656 เรื่อง หรือเกือบ 4 ใน 10 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ปัญหาหลักคือ “ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากร้านค้า” ตั้งแต่ไม่ได้รับสินค้า สินค้าไม่ตรงปก สินค้าชำรุด ไม่มีการรับผิดชอบ ไปจนถึงการโฆษณาเกินจริง

ปรากฏการณ์ “ไลฟ์ขายของ” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มโซเชียล ทำให้การซื้อขายเข้าถึงง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ผู้ค้าและอินฟลูเอนเซอร์บางกลุ่มใช้ความคล่องตัวของแพลตฟอร์มเป็นเกราะกำบัง ไม่ขออนุญาตโฆษณาจาก อย. ขายอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อาจไม่ปลอดภัย ใช้กลยุทธ์เรียกความเชื่อถือจากผู้ติดตามจำนวนมาก แต่กลับไม่รับผิดชอบเมื่อสินค้ามีปัญหา

สภาพัฒน์เสนอว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องยกระดับการกำกับดูแลการขายสินค้าผ่านไลฟ์อย่างจริงจัง ทั้งการกำหนดมาตรฐานให้ผู้ไลฟ์และอินฟลูเอนเซอร์ต้องมีใบรับรองในบางประเภทสินค้า การร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในการเพิ่มช่องทางร้องเรียน และการถอดถอนสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบ รวมถึงการเผยแพร่คู่มือการขาย–โฆษณาสินค้าที่ถูกต้องของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ให้ผู้ค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

  1. รถยนต์ไฟฟ้า (EV): ก้าวสู่อนาคตสีเขียว แต่บริการหลังการขายยัง “แดง”

กลุ่มรถยนต์ถูกยกให้เป็นประเภทสินค้าที่มีการร้องเรียนเป็นอันดับ 2 จำนวน 509 เรื่อง โดยส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังได้รับความนิยม แต่โครงสร้างบริการหลังการขายยังไม่พร้อมเท่าที่ควร

งานวิจัย “โครงการศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้า” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค ปี 2568 สะท้อนว่า ผู้ใช้รถ EV จำนวนไม่น้อยเผชิญปัญหาการรออะไหล่นาน บางกรณีต้องรออะไหล่ถึง 7 เดือน ขณะที่ศูนย์บริการยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ใช้รถจำนวนมากเสียโอกาสในการประกอบอาชีพและการเดินทาง แต่กลับไม่ได้รับการชดเชยหรือเยียวยาอย่างเป็นธรรม

แม้ สคบ. จะประกาศให้รถ EV เป็นสินค้าควบคุมฉลาก กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องระบุข้อมูลสำคัญ เช่น กำลังมอเตอร์ ความจุแบตเตอรี่ ระยะทางต่อการชาร์จ และรายละเอียดการรับประกันแบตเตอรี่ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจบนข้อมูลที่ครบถ้วน แต่สภาพัฒน์ชี้ว่า ยังจำเป็นต้องพิจารณากำหนดมาตรฐานเพิ่มเติมด้านการซ่อมบำรุงและการรับประกันบริการหลังการขาย เพื่อสร้างกลไกคุ้มครองผู้ใช้รถ EV ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

  1. ธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ต: เมื่อบัตรหายยากกว่าหาเงิน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจคอนเสิร์ตและอีเวนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาการเอาเปรียบผู้บริโภคในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การบังคับสมัครสมาชิกพิเศษก่อนกดบัตร การจัดระบบขายบัตรที่ไม่เสถียร การยกเลิกงานกระทันหันโดยไม่คืนเงิน ไปจนถึงการใช้บอทซื้อบัตรจำนวนมากแล้วนำมาขายต่อในราคาที่สูงเกินจริง

ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภคชี้ว่า ระหว่างปี 2564–2568 มีการร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวรวม 9,053 เรื่อง มูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 32.9 ล้านบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ระบบขายบัตรในปัจจุบันคุ้มครองผู้บริโภคเพียงพอหรือไม่

สภาพัฒน์เสนอว่า กรมการค้าภายในและ สคบ. ควรหารือเพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแลธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ตอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การกำหนดเงื่อนไขการให้บริการ การคืนเงิน ไปจนถึงการขายต่อ (resale) พร้อมเสนอให้ศึกษาแนวทางของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้แก้ไขกฎหมายการแสดงสาธารณะ (Public Performance Act 2023) ห้ามใช้โปรแกรมอัตโนมัติในการซื้อบัตรคอนเสิร์ตเพื่อนำไปขายต่อ โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับสูงสุด 10 ล้านวอน

ช่องโหว่กำกับดูแล–เสียงประชาชน จุดที่รัฐต้องเร่งฟังให้มากขึ้น

จากภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่า “เสียงร้องเรียน” ไม่ได้มีความหมายเพียงตัวเลขในรายงานประจำไตรมาส แต่คือสัญญาณเตือนถึงช่องโหว่ในระบบกำกับดูแลที่อาจกำลังขยายวงกว้าง โดยเฉพาะในสังคมที่การใช้เทคโนโลยีและบริการดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

กรณีสัญญาณมือถือใน อ.เชียงของ และพื้นที่ชายแดนเชียงรายที่ถูกจำกัดเพื่อปราบแก๊งสแกมเมอร์ แต่กลับทำให้ประชาชนจำนวนมาก “ถูกตัดออกจากโลกดิจิทัล” เป็นตัวอย่างสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ขาดการสื่อสารและกลไกเยียวยาที่รัดกุม หากไม่มีช่องทางให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนและได้รับคำชี้แจงอย่างโปร่งใส ปัญหาความไม่ไว้วางใจต่อรัฐและผู้ให้บริการเอกชนอาจทวีความรุนแรง

สภาพัฒน์ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่

  1. การกำกับดูแลการขายสินค้าผ่านไลฟ์ (Live Commerce) ให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งในมิติการโฆษณา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค
  2. การยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขายของรถ EV เพื่อให้สอดรับกับนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับประเทศ
  3. การออกมาตรการเฉพาะสำหรับธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ต โดยเรียนรู้จากประเทศที่มีระบบควบคุมบอทและการขายบัตรเกินราคาที่เห็นผลชัดเจน

ในด้านกิจการโทรคมนาคม กรณีร้องเรียนเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่งในเวลาเพียงปีเดียว ตลอดจนปัญหาคุณภาพสัญญาณตามแนวชายแดน ยิ่งทำให้ความคาดหวังต่อบทบาทของ กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายสูงขึ้น ทั้งในเรื่องการสื่อสารข้อมูล การชดเชยกรณีบริการขัดข้อง และการสร้างกลไกแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนดำเนินมาตรการที่กระทบประชาชนวงกว้าง

ทางเลือกของประชาชน ใช้สิทธิ–ใช้เสียง อย่างมีข้อมูล

ในสถานการณ์ที่ความเสี่ยงของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นทั้งจากโลกออนไลน์และโลกจริง หน่วยงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคย้ำว่า ประชาชนไม่ควรนิ่งเฉยเมื่อพบปัญหา

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากการจำกัดสัญญาณมือถือ การรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสัญญาณหาย พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และผลเสียหายต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และนำไปร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล จะช่วยให้เสียงของพื้นที่ถูกบันทึกไว้ในระบบทางการ มากกว่าการเป็นเพียงเรื่องเล่าปากต่อปาก

จาก “ตัวเลขร้องเรียน” สู่ “เข็มทิศนโยบาย”

ตัวเลข 449 เรื่องร้องเรียนด้านโทรคมนาคม และ 9,236 เรื่องร้องเรียนต่อ สคบ. ในไตรมาส 3 ปี 2568 อาจดูเป็นเพียงสถิติหนึ่งในรายงานภาวะสังคม แต่เมื่อเชื่อมโยงกับเสียงจากพื้นที่จริงอย่างเชียงราย ภาพรวมที่ปรากฏคือ “ความเปราะบางใหม่” ของผู้บริโภคไทยในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อผ่านสัญญาณและแพลตฟอร์มดิจิทัล

สินค้าออนไลน์ที่ร้องเรียนสูงสุด 3,656 เรื่อง ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแล Live Commerce อย่างจริงจัง รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังถูกผลักดันในฐานะอนาคตของการเดินทาง กลับเผชิญปัญหาบริการหลังการขายที่ยังไม่พร้อม ขณะที่ธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ต ซึ่งควรเป็นพื้นที่แห่งความสุข กลับสร้างความเสียหายหลายหมื่นคดีในช่วงไม่ถึง 5 ปี

กรณีสัญญาณ AIS ตามแนวชายแดนเชียงรายที่หายไปเกือบ 1 เดือน เป็นสัญลักษณ์ชัดเจนว่า หากนโยบายด้านความมั่นคงดิจิทัลขาดกลไกคุ้มครองประชาชน อาจทำให้ “คนตัวเล็ก” กลายเป็นผู้รับภาระตัวจริงในสงครามกับอาชญากรรมออนไลน์

ในระยะยาว การลดตัวเลขร้องเรียนและป้องกันความเสียหายต่อผู้บริโภค จะต้องอาศัยทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่ทันสมัย การทำงานเชิงรุกของหน่วยงานรัฐ การรับผิดชอบของภาคเอกชน และการใช้สิทธิร้องเรียนของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ทุกฝ่ายต้องมอง “เสียงร้องเรียน” ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นเข็มทิศให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยเดินหน้าไปสู่ความเป็นธรรมและความปลอดภัยที่แท้จริงในยุคดิจิทัล

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

[Sassy_Social_Share]
 NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

MOST POPULAR
FOLLOW ME


Facebook


Youtube


Tiktok


X-twitter


Weibo


Instagram


Line

EDITORIAL

December 5, 2025


ศิลปะปลุกจิตสำนึก! “Crooked River” สะท้อนวิกฤตแม่น้ำกกที่กำลังถูกปีศาจสารพิษที่มองไม่เห็นหลอกหลอน




November 26, 2025


เหนือจรดใต้ ศาสนาพหุวัฒนธรรมเชียงรายผนึกกำลังส่งน้ำใจช่วยน้ำท่วมสงขลา




November 23, 2025


กลยุทธ์ ASV เปลี่ยน อ.พาน จาก “เมืองผ่าน” สู่ “เมืองแนะนำ” ก่อนเคาท์ดาวน์พะเยา




November 16, 2025


DINK คู่รักยุคใหม่ รายได้สูง การศึกษาสูง ส่งผลต่อตลาดอสังหาฯ และโครงสร้างประชากรโลก




November 11, 2025


เร็วกว่าแผน ≠ ดีพอ จี้รัฐบาลแก้ปัญหาฝุ่น-ไฟส่องสว่างหน้า รร.เทศบาล 6 ที่เกิดซ้ำซาก




November 4, 2025


เด็ก 8 ขวบ “โฟกัส” คว้าแชมป์สตรีทแดนซ์ประเทศไทย นำทีมเชียงรายบุก UDO WORLD 2026




November 1, 2025


1,406 กม. ข้ามจังหวัด เจ้าของฟาร์มสเตย์ระนอง พาทีม 50 คนเที่ยวเชียงราย กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง




October 17, 2025


เปิดไทม์ไลน์ “ผู้ว่าฯ สั้นที่สุด?” 14 วันที่เชียงราย กับบทบาทที่ทิ้งไว้ให้เมืองชายแดนเหนือ




October 14, 2025


ถอดบทเรียน “แม่ข่า-โอตารุ” สู่การสร้าง “ถนนศิลปิน” ริมคลองเกาะทองอย่างยั่งยืน




October 14, 2025


ผู้ว่าฯ เชียงราย ประหยัด สมานมิตร วาระสั้นสุด 4 เดือน 20 วัน



NEWS UPDATE