Wisesight เผยเทรนด์ Longevity โต 553% เชียงรายสบช่องปั้นเมืองหลวงฮีลใจ เจาะกลุ่ม Gen Y กระเป๋าหนัก

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • กระแสสุขภาพปี 2569 ขยับจาก Anti-aging สู่ “Longevity” หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Healthspan)
  • Wisesight เผยยอด Engagement ด้าน Longevity บนโซเชียลมีเดียไทยโตทะลุ 553% ขณะที่ GWI ประเมินเวลเนสไทยโตต่อเนื่องแตะ 1.8 ล้านล้านบาท
  • กลุ่ม Gen Y กลายเป็นผู้บริโภคกำลังซื้อสูงที่พร้อมจ่ายให้แพ็กเกจ Longevity Retreat เพื่อฟื้นฟูการนอนหลับและดูแลสุขภาพจิต
  • จังหวัดเชียงรายมีความพร้อมทั้งน้ำพุร้อนโป่งพระบาท ศูนย์การแพทย์ มฟล. สมุนไพรล้านนา และภูมิปัญญาเกษตรปลอดภัย
  • ผู้ประกอบการและภาครัฐเตรียมบูรณาการต้นทุนธรรมชาติและการแพทย์ ยกระดับสู่ Chiang Rai Wellness City เชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

เชียงรายจ่อพลิกขุนเขาสู่ฮับ Longevity รับตลาด Wellness 1.8 ล้านล้านบาท

เชียงราย,30 กันยายน 2569 – กระแส Health & Wellness ปี 2569 กำลังเปลี่ยนจากการขายความอ่อนเยาว์ไปสู่การขายชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความสุข ข้อมูล Wisesight ชี้ Engagement เรื่อง Longevity โต 5.5 เท่า ขณะที่ Global Wellness Institute ระบุเศรษฐกิจสุขภาวะไทยแตะ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Wellness Tourism โต 36.4 เปอร์เซ็นต์ โอกาสนี้ทำให้เชียงรายมีลุ้นยกระดับน้ำพุร้อน ศูนย์การแพทย์ มฟล. เกษตรอินทรีย์ และสมุนไพรล้านนา สู่เมืองหลวงฮีลใจของ Gen Y และนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

จากชะลอวัย สู่การมีชีวิตที่แข็งแรงและมีความสุข

เชียงรายกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมสุขภาพ เมื่อคำว่า “สุขภาพดี” ไม่ได้หมายถึงการไม่ป่วย หรือการดูอ่อนกว่าวัยเท่านั้น แต่กำลังขยับไปสู่คำที่ลึกกว่าเดิม คือ Healthspan ช่วงชีวิตที่ร่างกายยังแข็งแรง ใจยังมีพลัง และยังใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

ในอดีต ธุรกิจสุขภาพมักสื่อสารผ่านคำว่า Anti-aging เน้นผิวพรรณ รูปร่าง และภาพลักษณ์ภายนอก แต่ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มถามไกลกว่านั้นว่า จะนอนหลับดีขึ้นได้อย่างไร จะลดความเครียดจากงานได้อย่างไร จะกินอย่างไรให้ไม่รู้สึกผิด จะเดินทางไปพักที่ไหนแล้วกลับมามีพลังมากกว่าเดิม

ข้อมูลจาก Wisesight Research ซึ่งวิเคราะห์บทสนทนา Health & Wellness บนโซเชียลมีเดียไทยช่วงมกราคมถึงเมษายน 2569 ระบุว่า Engagement เกี่ยวกับ Longevity เพิ่มจาก 888,000 ครั้งในช่วงเดียวกันของปี 2568 เป็น 5.8 ล้านครั้งในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้น 553 เปอร์เซ็นต์ WISESIGHT ตัวเลขนี้สะท้อนว่าคนไทยไม่ได้สนใจแค่การอยู่ให้นานขึ้น แต่สนใจการอยู่ให้ดีขึ้น

ตลาด Wellness ไทยโตสวนเศรษฐกิจ

ขณะที่หลายธุรกิจเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและกำลังซื้อชะลอ กลุ่ม Health & Wellness กลับเป็นตลาดที่ผู้บริโภคจำนวนมากยังพร้อมจ่าย ข้อมูล Global Wellness Institute ระบุว่า Wellness Economy ของไทยขยายจาก 38.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 เป็น 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เติบโต 10.1 เปอร์เซ็นต์ และทำให้ไทยเป็นตลาด Wellness อันดับ 24 ของโลกและอันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก Global Wellness Institute

หมวดที่น่าจับตาที่สุดคือ Wellness Tourism ซึ่งมีมูลค่า 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโต 36.4 เปอร์เซ็นต์ในปีเดียวกัน Global Wellness Institute หากแปลงเป็นมูลค่าเงินบาทตามกรอบที่ผู้ใช้จัดเตรียมไว้ ตลาดสุขภาพไทยมีโอกาสขยับสู่ระดับประมาณ 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2026

ในมุมผู้บริโภค ข้อมูลที่ให้มาระบุว่า Gen Y และ Young Adult คือกลุ่มที่น่าสนใจมาก แม้อายุ 20 ถึง 30 ปีจะมีสัดส่วนไม่มากในฐานลูกค้าบางแพลตฟอร์ม แต่ยอดใช้จ่ายด้านสุขภาพเติบโตสูง โดยเฉพาะอาหารสุขภาพ วิตามิน อาหารเสริม ฟิตเนส และแพ็กเกจ Longevity Retreat ที่ยอมจ่ายได้ถึงครั้งละ 25,000 บาท

นี่คือเหตุผลที่เชียงรายไม่ควรมอง Wellness เป็นเพียงธุรกิจสปา แต่มองเป็นเศรษฐกิจประสบการณ์ที่รวมการแพทย์ การพักผ่อน อาหาร ธรรมชาติ สมุนไพร กิจกรรมกลางแจ้ง และสุขภาพจิตเข้าด้วยกัน

White Space ที่แบรนด์ยังเติมไม่เต็ม

ข้อมูลจาก Wisesight ชี้ว่า 3 เสาหลักของสุขภาพยุคใหม่ คือการนอนหลับและการฟื้นฟูร่างกาย โภชนาการ และสุขภาพจิต โดยผู้บริโภค 55 เปอร์เซ็นต์ให้ความสำคัญกับการนอนหลับและการฟื้นฟู ตามด้วยโภชนาการ 42 เปอร์เซ็นต์ และสุขภาพจิต 40 เปอร์เซ็นต์ WISESIGHT

แต่ช่องว่างสำคัญอยู่ที่ Mental Wellness บนโซเชียลมีเดียยังมีแบรนด์เข้ามาสื่อสารไม่มาก ข้อมูลที่ให้มาระบุว่ามีแบรนด์เพียง 12 เปอร์เซ็นต์ที่จับประเด็นสุขภาพใจอย่างจริงจัง ทั้งที่บนโลกออนไลน์มีบทสนทนาเกี่ยวกับความเครียด งาน เงิน และสุขภาพจำนวนมาก

นี่คือพื้นที่ว่างของเชียงราย เมืองที่มีภูเขา อากาศ ธรรมชาติ ความสงบ และจังหวะชีวิตที่ช้ากว่าเมืองใหญ่ หากนำจุดแข็งเหล่านี้มาออกแบบเป็นแพ็กเกจ “พักเพื่อฟื้นใจ” แทนการขายห้องพักธรรมดา เชียงรายอาจกลายเป็นเมืองที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคซึ่งเหนื่อยจากงาน เมือง และหน้าจอ

ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโรงพยาบาลหรูเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มจากแพ็กเกจ 3 วัน 2 คืน ที่มีการตรวจสุขภาพเบื้องต้น การนอนหลับแบบไม่มีสิ่งรบกวน อาหารท้องถิ่นสุขภาพ เวิร์กช็อปสมุนไพรล้านนา เดินป่าเบา ๆ แช่น้ำแร่ และกิจกรรมดูแลใจ เช่น สมาธิ ศิลปะ หรือ journaling

เชียงรายมีต้นทุนครบ แต่ต้องจัดระบบให้เป็นสินค้า

เชียงรายมีสินทรัพย์ด้าน Wellness ที่หลายเมืองต้องสร้างใหม่ แต่เชียงรายมีอยู่แล้ว ทั้งน้ำพุร้อนโป่งพระบาท น้ำพุร้อนผาเสริฐ แหล่งธรรมชาติ ป่า สมุนไพร ชา กาแฟ เกษตรปลอดภัย และภูมิปัญญาชาติพันธุ์ กรมทรัพยากรธรณีระบุว่าไทยมีแหล่งน้ำพุร้อน 112 แห่ง และในฐานข้อมูลมีน้ำพุร้อนโป่งพระบาท อำเภอเมืองเชียงรายอยู่ด้วย กรมทรัพยากรธรณี ขณะที่ข้อมูลเทศบาลนครเชียงรายระบุว่าน้ำพุร้อนโป่งพระบาทมีศักยภาพพัฒนาเป็นแหล่งอาบน้ำอุ่นธรรมชาติเพื่อสุขภาพได้ แต่ต้องระวังไม่ใช้น้ำร้อนเพื่อการบริโภคเพราะมีสารบางชนิดสูงกว่ามาตรฐานน้ำแร่ดื่ม Chiang Rai City

ด้านการแพทย์ เชียงรายมีโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งมหาวิทยาลัยระบุว่ามีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการศึกษา วิจัย และพัฒนาทางการแพทย์ เพื่อคนไทยในภาคเหนือตอนบนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง Mae Fah Luang University อีกทั้งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงยังมีงานด้านเวชศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ ระบบประสาท และห้องยาสมุนไพร ซึ่งเชื่อมกับแนวคิดสุขภาพเชิงบูรณาการได้โดยตรง Mae Fah Luang University

ที่สำคัญ จังหวัดเชียงรายเคยประกาศขับเคลื่อน Chiang Rai Wellness City โดยภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชนร่วมกัน เพื่อพัฒนาเชียงรายเป็นพื้นที่พิเศษด้าน Wellness อย่างยั่งยืน ครอบคลุมการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สมุนไพรล้านนา น้ำพุร้อน สปา เกษตรปลอดภัย และวัฒนธรรมท้องถิ่น Radio Chiang Rai

จุดที่ยังขาดคือการนำต้นทุนเหล่านี้มาร้อยเป็นสินค้าเดียวกัน นักท่องเที่ยวไม่ควรต้องค้นหาเองว่าไปแช่น้ำพุร้อนที่ไหน กินอาหารสุขภาพที่ไหน ตรวจสุขภาพที่ไหน หรือพักที่ไหนจึงเหมาะกับการฟื้นฟูร่างกายและใจ เมืองที่เป็น Wellness Destination ต้องทำให้ทุกอย่างเชื่อมกันง่ายตั้งแต่ก่อนเดินทาง

Gen Y ต้องการ Permission to Pause

ข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่ให้มาชี้ว่า ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนความหมายของการพัก จากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นความขี้เกียจหรือการยอมแพ้ ไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพ แนวคิดนี้สำคัญมากต่อเชียงราย เพราะเมืองไม่ควรขายเพียงคำว่า “เที่ยวธรรมชาติ” แต่ควรขายคำว่า “พักได้จริง”

Gen Y เป็นกลุ่มที่แบกรับหลายแรงกดดันพร้อมกัน ทั้งงาน เงิน ครอบครัว สุขภาพ และความคาดหวังของสังคม คนกลุ่มนี้จึงพร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองได้หยุดอย่างมีคุณค่า ไม่ใช่แค่ย้ายที่ทำงานจากกรุงเทพฯ ไปนั่งตอบอีเมลในรีสอร์ต

สำหรับเชียงราย แพ็กเกจ Longevity Retreat จึงไม่ควรเน้นหรูอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบให้ผู้ใช้บริการรู้สึกว่าเดินทางกลับไปพร้อมพลังใหม่ เช่น หลับดีขึ้น กินดีขึ้น เข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้น และมีแผนดูแลสุขภาพต่อเนื่องหลังกลับบ้าน

จากกินคลีน สู่กินดีมีสุข

อีกโอกาสหนึ่งของเชียงรายคืออาหาร ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการอาหารคลีนที่เคร่งจนไม่มีความสุขเสมอไป แต่ต้องการ “กินดี มีสุข” หรือ Guilt-free Indulgence อาหารที่อร่อย ฮีลใจ และยังรู้สึกว่าไม่ทำร้ายสุขภาพ

เชียงรายมีวัตถุดิบที่ตอบโจทย์นี้ได้มาก ทั้งชา กาแฟ ข้าว ผัก ผลไม้ สมุนไพร เห็ด น้ำผึ้ง และอาหารชาติพันธุ์ หากเชฟ โรงแรม คาเฟ่ และเกษตรกรจับมือกันออกแบบเมนูสุขภาพที่มีเรื่องเล่า ไม่ใช่เพียงสลัดหรืออาหารจืด เชียงรายจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้จากครัวท้องถิ่น

แพ็กเกจ Wellness ที่ดีจึงควรรวมอาหารเข้าไปเป็นหัวใจ ไม่ใช่บริการเสริม เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่ได้มองอาหารเป็นเพียงมื้อหนึ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูร่างกายและอารมณ์

บทสรุปของโอกาส 1.8 ล้านล้าน

ตลาด Wellness ไทยกำลังขยับจากการขายความสวยและความอ่อนเยาว์ ไปสู่การขายชีวิตที่มีคุณภาพ เชียงรายมีโอกาสอยู่ในแผนที่นี้ เพราะมีทั้งธรรมชาติ น้ำพุร้อน วัฒนธรรม สมุนไพร ศูนย์การแพทย์ มฟล. เกษตรปลอดภัย และภาพลักษณ์เมืองที่เหมาะกับการพักใจ

แต่โอกาสจะไม่เกิดขึ้นเอง หากเชียงรายยังขายแหล่งท่องเที่ยวแบบแยกส่วน น้ำพุร้อนก็ขายแค่แช่เท้า รีสอร์ตก็ขายแค่ห้องพัก โรงพยาบาลก็ขายแค่บริการรักษา และอาหารท้องถิ่นก็ขายแค่ความอร่อย เมืองต้องเปลี่ยนจากการขายจุด ไปสู่การขายระบบ

หากภาครัฐและเอกชนสามารถจัดแพ็กเกจที่เชื่อมการแพทย์ป้องกัน น้ำพุร้อน สมุนไพรล้านนา อาหารสุขภาพ ธรรมชาติ การนอนหลับ และ Mental Wellness เข้าด้วยกัน เชียงรายมีโอกาสก้าวจากเมืองท่องเที่ยวปลายฝนต้นหนาว ไปสู่ เมืองหลวงฮีลใจของลุ่มน้ำโขง และเป็นหนึ่งในจุดหมาย Longevity ที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อกลับมามีชีวิตที่ดีขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :