เปิดสถิติจัดเก็บรายได้ อปท. ภาคเหนือ เชียงรายส่ง 6 ท้องถิ่นติดอันดับ ทุนกระจุกตัวเมืองและแม่สาย

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเปิดเผยข้อมูลรายได้จัดเก็บเองของ อปท. ประจำปีงบประมาณ 2568
  • จังหวัดเชียงรายมี อปท. ติดอันดับ Top 80 ของภาคเหนือ จำนวน 6 แห่ง รวมเป็นเงินกว่า 334 ล้านบาท
  • เทศบาลนครเชียงรายครองอันดับ 2 ของภาคเหนือ ด้วยรายได้จัดเก็บเองสูงถึง 191.67 ล้านบาท
  • โครงสร้างรายได้สะท้อนเศรษฐกิจเชียงรายที่ขับเคลื่อนด้วยสองเครื่องยนต์ คืออำเภอเมืองและอำเภอแม่สาย
  • ข้อมูลชี้ให้เห็นการขยายตัวของเมืองปริมณฑลและการเติบโตของการค้าชายแดนอย่างมีนัยสำคัญ

โฮงยกางแผนที่รายได้ท้องถิ่นภาคเหนือปี 2568 เชียงใหม่โตกระจุก ลำพูนโตตามโรงงาน ส่วนเชียงรายขับเคลื่อนคู่เมืองและชายแดน

เชียงราย,2 สิงหาคม 2569 – ตัวเลขรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจดูเหมือนเป็นเรื่องบัญชี ภาษี และงบประมาณ แต่เมื่อวางตำแหน่งของท้องถิ่นที่มีรายได้สูงลงบนแผนที่ เราจะเห็นโครงสร้างของเมืองภาคเหนือชัดขึ้นว่า ความเจริญกำลังรวมตัวอยู่ตรงไหน เมืองใดขยายตามกิจกรรมการค้า เมืองใดเติบโตตามโรงงาน และพื้นที่ชายแดนแห่งใดกำลังก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ไม่อาจมองข้าม

ข้อมูล 80 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาคเหนือที่จัดเก็บรายได้เองสูงสุด ประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งเพจ URBAN TH รวบรวมจากข้อมูลด้านการเงินและการคลังท้องถิ่นของสำนักบริหารคลังท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พบว่า จังหวัดเชียงใหม่มี อปท. ติดอันดับมากที่สุด 27 แห่ง ตามด้วยพิษณุโลก 7 แห่ง ส่วนเชียงราย ลำพูน และตากมีจังหวัดละ 6 แห่ง

เชียงรายจึงอยู่ในกลุ่มอันดับ 3 ร่วมของภาคเหนือในแง่ จำนวน อปท. ที่ติดกลุ่ม 80 อันดับแรก ไม่ใช่อันดับ 3 จากยอดรายได้รวมทั้งจังหวัด ข้อแตกต่างนี้ต้องอธิบายให้ชัด เพราะข้อมูลชุดนี้ไม่ได้ใช้วัดว่าจังหวัดใดมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับเท่าใดโดยตรง แต่ช่วยเผยให้เห็นตำแหน่งที่ฐานภาษี กิจกรรมพาณิชย์ อาคาร ธุรกิจ และการใช้ประโยชน์ที่ดินกำลังกระจุกตัวอยู่

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเผยแพร่ข้อมูลรายได้ของ อปท. ประจำปีงบประมาณ 2568 รวมถึงชุดวิเคราะห์รายได้ย้อนหลัง โดยรายได้จัดเก็บเองประกอบด้วยหลายหมวด เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีป้าย อากร ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ ใบอนุญาต รายได้จากทรัพย์สิน สาธารณูปโภค และการพาณิชย์ของท้องถิ่น

เชียงใหม่ครองแผนที่รายได้ด้วยพลังเมืองหลวงภาคเหนือ

เชียงใหม่มี อปท. ติดอันดับถึง 27 แห่ง ทิ้งห่างทุกจังหวัดในภาคเหนืออย่างชัดเจน โดย 26 แห่งอยู่ในอำเภอเมืองเชียงใหม่หรือพื้นที่ปริมณฑลที่เชื่อมต่อกับเมืองหลัก มีเพียงเทศบาลตำบลเวียงฝางเท่านั้นที่อยู่นอกเขตอิทธิพลของมหานครเชียงใหม่ตามการจำแนกในข้อมูลต้นทาง

เทศบาลนครเชียงใหม่ครองอันดับ 1 ของภาคเหนือด้วยรายได้จัดเก็บเอง 608.71 ล้านบาท จากประชากร 111,816 คน ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าเทศบาลนครเชียงราย ซึ่งอยู่ในอันดับ 2 และจัดเก็บได้ 191.67 ล้านบาท มากกว่าสามเท่า

โครงสร้างนี้สะท้อนการเติบโตแบบกระจุกตัวของเชียงใหม่ เมืองหลักไม่ได้หยุดอยู่ภายในเขตเทศบาลนคร แต่ขยายตัวออกไปยังเทศบาลรอบข้างผ่านหมู่บ้านจัดสรร ศูนย์การค้า โรงแรม โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา ร้านอาหาร สำนักงาน และธุรกิจบริการ

ในรายชื่อยังพบเทศบาลหลายแห่งจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ สันทราย หางดง สารภี แม่ริม และดอยสะเก็ด ซึ่งล้วนอยู่ในแนวขยายตัวของเมืองเชียงใหม่หรือมีความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจของเมืองหลักอย่างใกล้ชิด

เชียงใหม่จึงเป็นตัวอย่างของเมืองที่เติบโตในลักษณะ มหานครศูนย์กลางเดียว เมืองขยายออกไปเป็นวงแหวนและดึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของพื้นที่โดยรอบเข้าหาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ข้อดีคือเกิดตลาดขนาดใหญ่ มีบริการเฉพาะทาง และดึงดูดการลงทุนได้มาก แต่ต้นทุนของการกระจุกตัวก็ปรากฏในรูปของการจราจร ราคาที่ดินสูง การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ความต้องการระบบขนส่งมวลชน และแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อม

พิษณุโลกโตแบบศูนย์กลางเดียวในอำเภอเมือง

พิษณุโลกมี อปท. ติดอันดับ 7 แห่ง มากเป็นอันดับ 2 ของภาคเหนือ โดยทั้ง 7 แห่งอยู่ในอำเภอเมืองพิษณุโลกทั้งหมด

เทศบาลนครพิษณุโลกอยู่ในอันดับ 4 ของภาคเหนือ จัดเก็บรายได้เอง 150.29 ล้านบาท ขณะที่เทศบาลเมืองอรัญญิกอยู่ในอันดับ 34 ด้วยรายได้ 30.22 ล้านบาท และยังมีเทศบาลตำบลกับองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตเมืองติดอันดับอีกหลายแห่ง

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจพิษณุโลกมีความเข้มข้นสูงในอำเภอเมือง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านราชการ การแพทย์ การศึกษา การค้า การขนส่ง และบริการของภาคเหนือตอนล่าง

รูปแบบของพิษณุโลกแตกต่างจากเชียงใหม่ตรงที่ความเติบโตยังไม่ได้แผ่ไปหลายอำเภอในระดับเดียวกัน แต่รวมตัวแน่นอยู่ภายในเมืองหลักและพื้นที่ต่อเนื่องกัน

เมืองลักษณะนี้มีข้อได้เปรียบด้านการรวมบริการและโครงสร้างพื้นฐาน แต่มีความเสี่ยงที่จะทำให้เมืองรองของจังหวัดเติบโตช้ากว่า หากไม่มีฐานเศรษฐกิจเฉพาะด้านมาสร้างงานและรายได้ในพื้นที่ของตนเอง

ลำพูนโตไปตามแนวโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม

ลำพูนมี อปท. ติดอันดับ 6 แห่ง เท่ากับเชียงรายและตาก แต่มีรูปแบบการกระจายตัวต่างออกไป เพราะท้องถิ่นที่มีรายได้สูงตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองเดิม เมืองขยาย และแนวอุตสาหกรรม

เทศบาลเมืองลำพูนอยู่ในอันดับ 26 ด้วยรายได้จัดเก็บเอง 34.30 ล้านบาท ขณะที่เทศบาลเมืองป่าซางและเทศบาลตำบลหลายแห่งในอำเภอเมืองลำพูนติดอยู่ในรายชื่อด้วย

พื้นที่เศรษฐกิจของลำพูนเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน ถนนสายหลัก ชุมชนแรงงาน และการขยายตัวจากเชียงใหม่ ทำให้รูปแบบเมืองไม่ได้เป็นวงรอบศูนย์กลางขนาดใหญ่แบบเชียงใหม่ แต่เติบโตตามแนวพื้นที่ผลิตและการคมนาคม

เมื่อโรงงานขยายตัว ธุรกิจที่อยู่อาศัย ร้านอาหาร ร้านค้า คลังสินค้า ขนส่ง และบริการแรงงานก็เติบโตตาม ฐานภาษีท้องถิ่นจึงเกิดขึ้นตามเส้นทางอุตสาหกรรม

ลำพูนจึงเป็นภาพของ เมืองที่โตตามสายโรงงาน มีข้อได้เปรียบด้านการจ้างงานและฐานการผลิต แต่ต้องบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนเทคโนโลยี และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด

ตากเติบโตสองขั้วระหว่างเมืองจังหวัดกับแม่สอด

ตากมี อปท. ติดอันดับ 6 แห่ง โดยกระจายอยู่ในอำเภอเมืองตากและอำเภอแม่สอด สะท้อนการเติบโตแบบสองศูนย์กลางอย่างชัดเจน

เทศบาลนครแม่สอดอยู่ในอันดับ 6 ของภาคเหนือ จัดเก็บรายได้เอง 77.19 ล้านบาท จากประชากรตามข้อมูลในภาพ 41,377 คน ขณะที่เทศบาลเมืองตากอยู่ในอันดับ 18 ร่วม ด้วยรายได้ 42.70 ล้านบาท

เมืองตากทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางราชการและบริการของจังหวัด ส่วนแม่สอดเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดน การขนส่งสินค้า การเดินทาง และกิจกรรมเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเมียนมา

แม่สอดจึงแสดงให้เห็นว่า เมืองชายแดนไม่ใช่พื้นที่ชายขอบของระบบเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่สามารถสร้างฐานรายได้ของท้องถิ่นในระดับที่แข่งขันกับเมืองหลักของหลายจังหวัดได้

อย่างไรก็ตาม เมืองชายแดนมีความเปราะบางเฉพาะตัว เพราะรายได้อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปิดปิดด่าน สถานการณ์การเมืองประเทศเพื่อนบ้าน ค่าเงิน การเคลื่อนย้ายแรงงาน และมาตรการด้านความมั่นคง

เชียงรายติดอันดับ 3 ร่วมด้วย 6 ท้องถิ่น

ข้อมูลจากอินโฟกราฟิกพบว่า จังหวัดเชียงรายมี อปท. ติดกลุ่ม 80 อันดับแรกจำนวน 6 แห่ง ได้แก่

เมื่อรวมรายได้ของทั้ง 6 แห่งตามตัวเลขที่ปรากฏในภาพ อยู่ที่ประมาณ 334.63 ล้านบาท โดยมากกว่าร้อยละ 57 มาจากเทศบาลนครเชียงรายเพียงแห่งเดียว

โครงสร้างดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ฐานรายได้สูงของเชียงรายเกาะกลุ่มอยู่ในสองพื้นที่ไข่แดง ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย และ อำเภอแม่สาย

ในอำเภอเมืองมีเทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลบ้านดู่ เทศบาลตำบลสันทราย และเทศบาลตำบลท่าสาย ส่วนอำเภอแม่สายมีเทศบาลตำบลแม่สายและเทศบาลตำบลเวียงพางคำ

นี่คือภาพของจังหวัดที่เติบโตด้วยเครื่องยนต์สองตัว ตัวหนึ่งคือเมืองศูนย์กลางด้านการค้า การท่องเที่ยว การศึกษา สุขภาพ ราชการ และบริการ อีกตัวหนึ่งคือเมืองชายแดนที่เชื่อมโยงการค้าและการเดินทางระหว่างไทยกับเมียนมา

เทศบาลนครเชียงรายขึ้นอันดับ 2 ของภาคเหนือ

เทศบาลนครเชียงรายจัดเก็บรายได้เอง 191.67 ล้านบาท อยู่ในอันดับ 2 ของภาคเหนือ รองจากเทศบาลนครเชียงใหม่ และสูงกว่าเทศบาลนครนครสวรรค์กับเทศบาลนครพิษณุโลก

ตัวเลขนี้สะท้อนบทบาทของเมืองเชียงรายในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคเหนือตอนบน ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์การค้า โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ ไปจนถึงกิจกรรมการท่องเที่ยวและบริการ

แต่การอ่านอันดับต้องคำนึงถึงขอบเขตการปกครองด้วย อปท. แต่ละแห่งมีขนาดพื้นที่ จำนวนประชากร และฐานทรัพย์สินแตกต่างกัน เทศบาลที่ครอบคลุมพื้นที่พาณิชยกรรมหนาแน่นย่อมมีโอกาสจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมได้มากกว่าพื้นที่เกษตรกรรม

รายได้สูงจึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นผลจากขนาดประชากรเพียงอย่างเดียว เพราะเทศบาลนครเชียงรายมีประชากรในภาพ 76,668 คน แต่จัดเก็บรายได้สูงกว่าเทศบาลที่มีประชากรใกล้เคียงหรือมากกว่าในหลายจังหวัดอย่างชัดเจน

สิ่งที่ตัวเลขบอกได้คือ เขตเมืองเชียงรายมีฐานกิจกรรมเศรษฐกิจและทรัพย์สินที่หนาแน่นพอสมควร และท้องถิ่นมีรายได้ที่เกิดขึ้นจากพื้นที่ของตนเองในระดับสูงเมื่อเทียบกับเมืองอื่นในภาคเหนือ

บ้านดู่ สันทราย และท่าสายสะท้อนแนวเมืองขยาย

การที่เทศบาลตำบลบ้านดู่ สันทราย และท่าสายติดอันดับพร้อมกัน แสดงให้เห็นว่าพลังเศรษฐกิจของเมืองเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่ในเขตเทศบาลนคร

บ้านดู่เป็นพื้นที่เชื่อมสนามบิน สถานศึกษา ชุมชนขนาดใหญ่ ที่พัก ร้านค้า และการขยายตัวด้านอสังหาริมทรัพย์ ส่วนสันทรายและท่าสายเป็นพื้นที่ต่อเนื่องของเมืองที่มีทั้งที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และกิจกรรมบริการเพิ่มขึ้น

รูปแบบนี้สะท้อนกระบวนการขยายตัวของเมืองออกไปนอกขอบเขตเทศบาลนคร หรือที่ในทางผังเมืองเรียกว่าเขตปริมณฑลเมือง

เมื่อประชาชนย้ายออกไปอยู่นอกเขตเมืองชั้นใน ธุรกิจ ร้านค้า ป้าย อาคารเช่า และบริการต่าง ๆ ก็เคลื่อนตัวตามไปด้วย ฐานภาษีของเทศบาลรอบเมืองจึงขยายตัวตามการใช้ประโยชน์ที่ดิน

อย่างไรก็ตาม หากการขยายตัวเกิดขึ้นเร็วกว่าการวางผัง อาจนำไปสู่ถนนติดขัด ระบบระบายน้ำไม่เพียงพอ ขยะเพิ่มขึ้น และการใช้ที่ดินแบบกระจัดกระจาย ซึ่งทำให้ต้นทุนการจัดบริการสาธารณะสูงขึ้น

รายได้ที่เพิ่มขึ้นจึงต้องถูกนำกลับไปลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเมืองขยาย ไม่ใช่มองเพียงว่าเป็นตัวเลขความสำเร็จทางการคลัง

แม่สายและเวียงพางคำยืนยันพลังเมืองชายแดน

เทศบาลตำบลแม่สายอยู่ในอันดับ 23 ด้วยรายได้จัดเก็บเอง 40.32 ล้านบาท ขณะที่เทศบาลตำบลเวียงพางคำอยู่ในอันดับ 57 ด้วยรายได้ 18.41 ล้านบาท

ทั้งสองแห่งตั้งอยู่ในอำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญบนชายแดนไทยและเมียนมา การค้า ตลาด โรงแรม ขนส่ง ร้านอาหาร บริการแลกเปลี่ยนเงิน และการเดินทางข้ามแดนช่วยสร้างฐานกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แตกต่างจากเมืองอำเภอทั่วไป

หากมองคู่กับแม่สอด จะเห็นว่าเมืองชายแดนทั้งสองด้านของภาคเหนือมีความสามารถสร้างรายได้ให้ท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ

แม่สอดเติบโตบนแนวชายแดนตะวันตก ส่วนแม่สายเติบโตบนแนวชายแดนเหนือ ทั้งสองแห่งต่างเชื่อมประเทศไทยกับเมียนมา และเป็นจุดที่เศรษฐกิจระดับชุมชนมาบรรจบกับการค้าระหว่างประเทศ

ข้อมูลนี้ทำให้เมืองชายแดนไม่สามารถถูกมองเป็นเพียงพื้นที่ปลายทางของถนนหรือพื้นที่ด้านความมั่นคง แต่ต้องได้รับการวางแผนในฐานะเมืองเศรษฐกิจที่ต้องมีระบบขนส่ง ศุลกากร สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และบริการสาธารณะที่รองรับประชากรแฝงกับกิจกรรมข้ามแดน

เชียงรายโตคู่ แต่รายได้ยังไม่กระจายทั่วจังหวัด

แม้เชียงรายมี อปท. ติดอันดับถึง 6 แห่ง แต่ทั้งหมดอยู่ในเพียง 2 อำเภอจากทั้งหมด 18 อำเภอของจังหวัด

นี่คือทั้งจุดแข็งและสัญญาณเตือน จุดแข็งคือเชียงรายมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจมากกว่าหนึ่งศูนย์กลาง ไม่ได้พึ่งพาเมืองเชียงรายเพียงแห่งเดียว แต่มีแม่สายช่วยสร้างกิจกรรมจากชายแดน

สัญญาณเตือนคืออำเภอที่มีบทบาทสำคัญอื่น เช่น เชียงของ เชียงแสน พาน เทิง แม่จัน และเวียงป่าเป้า ยังไม่ปรากฏในกลุ่ม 80 อันดับแรก

การไม่ติดอันดับไม่ได้หมายความว่าอำเภอเหล่านั้นไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เพราะบางพื้นที่มีฐานเกษตร การท่องเที่ยว หรือโลจิสติกส์ที่อาจไม่แปลงเป็นรายได้จัดเก็บเองของท้องถิ่นในระดับสูง

แต่ข้อมูลนี้ชวนตั้งคำถามว่า จังหวัดจะสามารถสร้างเมืองรองให้มีฐานเศรษฐกิจและการคลังที่เข้มแข็งขึ้นได้อย่างไร

เชียงของมีศักยภาพจากสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 4 และเส้นทางสู่จีนตอนใต้ เชียงแสนมีท่าเรือและการท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง เทิงเป็นศูนย์กลางของพื้นที่ตะวันออก ส่วนแม่จันมีฐานเกษตรและการท่องเที่ยว

หากเมืองเหล่านี้สามารถสร้างกิจกรรมมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น รายได้ท้องถิ่นก็มีโอกาสขยายตัว และท้องถิ่นจะมีทรัพยากรสำหรับพัฒนาบริการประชาชนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

รายได้จัดเก็บเองไม่เท่ากับรายได้รวมทั้งหมด

สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือการนำคำว่า จัดเก็บรายได้เองสูงสุด ไปตีความว่าเป็น อปท. ที่มีงบประมาณรวมมากที่สุด

รายได้ของท้องถิ่นยังประกอบด้วยภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บแล้วจัดสรรกลับให้ เงินอุดหนุนทั่วไป เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ และรายรับประเภทอื่น ดังนั้น อปท. ที่จัดเก็บเองไม่สูงอาจมีรายรับรวมมากจากการจัดสรรของรัฐได้

ในทางกลับกัน อปท. ที่มีรายได้จัดเก็บเองสูงอาจยังต้องพึ่งเงินจากส่วนกลางสำหรับโครงการขนาดใหญ่ เช่น ถนน ระบบป้องกันน้ำท่วม โรงบำบัดน้ำเสีย หรือโครงสร้างพื้นฐานที่มีต้นทุนสูง

ข้อมูลทางการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแยกรายได้จัดเก็บเองออกจากรายได้ที่รัฐจัดสรรและเงินอุดหนุนอย่างชัดเจน จึงควรใช้ข้อมูลแต่ละประเภทตามวัตถุประสงค์ ไม่ควรนำมาปะปนกัน

รายได้จัดเก็บเองเหมาะสำหรับใช้พิจารณาฐานภาษีและความสามารถทางการคลังจากพื้นที่ แต่หากต้องการประเมินศักยภาพการใช้จ่ายของท้องถิ่น ต้องดูรายได้รวม งบประมาณ รายจ่าย และภาระผูกพันประกอบกัน

เมืองที่จัดเก็บได้มากต้องแปลงรายได้เป็นคุณภาพชีวิต

อันดับรายได้จะมีความหมายต่อประชาชนก็ต่อเมื่อเงินถูกนำไปใช้แก้ปัญหาเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ

ในเมืองเชียงราย รายได้ควรถูกเชื่อมกับการจัดการจราจร ระบบระบายน้ำ พื้นที่สาธารณะ ขยะ น้ำเสีย ความปลอดภัย และการเตรียมรับภัยพิบัติ

ในแม่สาย โจทย์สำคัญรวมถึงน้ำท่วม การค้าชายแดน ประชากรแฝง การจราจรบริเวณด่าน สิ่งแวดล้อม และบริการสาธารณสุขที่ต้องรองรับคนมากกว่าจำนวนประชากรตามทะเบียน

ส่วนเทศบาลรอบเมืองต้องรับมือกับการขยายตัวของบ้านจัดสรร อาคารพาณิชย์ และการใช้ที่ดินที่เปลี่ยนจากชนบทเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว

หากรายได้เพิ่มขึ้นแต่การจราจรยังติดขัด น้ำยังท่วมซ้ำ หรือประชาชนยังเข้าไม่ถึงบริการพื้นฐาน อันดับที่สูงก็อาจไม่ได้สะท้อนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ท้องถิ่นจึงควรเปิดเผยข้อมูลว่ารายได้มาจากแหล่งใด เติบโตหรือลดลงอย่างไร และถูกนำไปลงทุนในบริการประเภทใด เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินประสิทธิภาพการบริหารได้มากกว่าเห็นเพียงตัวเลขจัดอันดับ

ภาคเหนือไม่ได้โตด้วยสูตรเดียวกัน

ภาพรวมจาก 80 อปท. ทำให้เห็นรูปแบบการเติบโตของเมืองภาคเหนืออย่างน้อย 4 ลักษณะ

เชียงใหม่เป็นเมืองที่โตกระจุกในมหานครและปริมณฑล พิษณุโลกเป็นเมืองที่รวมศูนย์กิจกรรมไว้ในอำเภอเมือง ลำพูนเติบโตตามแนวอุตสาหกรรม ส่วนตากและเชียงรายมีเมืองชายแดนเป็นเครื่องยนต์คู่กับเมืองศูนย์กลางของจังหวัด

ลำปางมีทั้งเมืองหลักและฐานอุตสาหกรรมพลังงานอย่างแม่เมาะ นครสวรรค์มีเมืองจังหวัดควบคู่กับตาคลี ส่วนเพชรบูรณ์กระจายกิจกรรมไปยังเมืองการค้าและแหล่งท่องเที่ยวหลายอำเภอ

ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นว่า นโยบายพัฒนาเมืองภาคเหนือไม่ควรใช้สูตรเดียวกับทุกจังหวัด

เชียงใหม่ต้องจัดการปัญหามหานครและการขยายตัวรอบเมือง ลำพูนต้องรักษาสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมกับสิ่งแวดล้อม ส่วนเชียงรายและตากต้องพัฒนาเมืองชายแดนให้มีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนจากประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับเชียงราย เป้าหมายระยะต่อไปไม่ควรหยุดอยู่ที่การรักษาความแข็งแรงของเมืองเชียงรายและแม่สาย แต่ต้องเชื่อมพลังจากสองพื้นที่นี้ไปสู่เมืองรอง ผ่านระบบขนส่ง การแปรรูปสินค้า การท่องเที่ยว การศึกษา และบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม

แผนที่รายได้กำลังบอกทิศทางอนาคตเชียงราย

การที่เชียงรายมี 6 อปท. ติดอันดับ Top 80 ของภาคเหนือเป็นสัญญาณว่า จังหวัดมีฐานกิจกรรมเศรษฐกิจท้องถิ่นที่โดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับหลายจังหวัด

เทศบาลนครเชียงรายขึ้นถึงอันดับ 2 ของภาคเหนือ ส่วนแม่สายและเวียงพางคำยืนยันว่าชายแดนยังเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ ขณะที่บ้านดู่ สันทราย และท่าสายสะท้อนแนวการขยายตัวของเมืองเชียงรายออกไปสู่พื้นที่รอบนอก

แต่เบื้องหลังข่าวดีคือโจทย์เรื่องการกระจายความเจริญ เพราะทั้ง 6 แห่งยังรวมตัวอยู่ในสองอำเภอหลัก

ข้อมูลปี 2568 จึงไม่ได้เพียงบอกว่าเชียงรายติดอันดับ 3 ร่วม แต่กำลังบอกว่าจังหวัดมีโครงสร้างเมืองแบบ สองขั้วพลัง ขั้วหนึ่งคือเมืองศูนย์กลาง อีกขั้วหนึ่งคือเมืองชายแดน

ความท้าทายต่อจากนี้คือการทำให้สองขั้วเชื่อมโยงกับเชียงของ เชียงแสน เทิง พาน แม่จัน และเมืองรองอื่น เพื่อให้เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตเฉพาะบนแผนที่รายได้ของบางท้องถิ่น แต่กระจายไปสู่การจ้างงาน รายได้ และบริการสาธารณะที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนทั้งจังหวัด

ท้ายที่สุด รายได้จัดเก็บเองไม่ใช่เพียงตัวเลขของกองคลัง แต่เป็นร่องรอยของการขยายตัวของเมือง การลงทุน การใช้ที่ดิน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเมืองใดเก็บรายได้มากที่สุด แต่คือเมืองนั้นจะใช้รายได้ที่มี สร้างคุณภาพชีวิตและเตรียมรับการเติบโตในอนาคตได้ดีเพียงใด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :