เชียงรายจับมือ สปป.ลาว ปลูกต้นไม้ 7,400 ต้น สร้างกำแพงเขียวชายแดน สู้ PM2.5 ข้ามแดนจากต้นเหตุ
Summary
- เชียงรายร่วมกับแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ปลูกต้นไม้ 7,400 ต้น ณ แก่งผาได อำเภอเวียงแก่น
- ใช้กล้าไม้เพาะเชื้อราเห็ดไมคอร์ไรซาเพื่อสร้างแนวกำแพงเขียว (Green Buffer) ตามแนวพรมแดน
- ขับเคลื่อนผ่านกลไก “เมืองคู่ขนาน” เน้นความร่วมมือระดับท้องถิ่น (Local to Local) เพื่อสกัดฝุ่น PM2.5
- สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และ GIZ ร่วมสนับสนุนโครงสร้างเกษตรยั่งยืนเพื่อลดการเผาในที่โล่ง
- โครงการมุ่งส่งเสริมพืชเศรษฐกิจทางเลือก เช่น กาแฟ เพื่อยกระดับสิทธิและรายได้ทดแทนพืชเชิงเดี่ยว
โเชียงรายจับมือ สปป.ลาว ปลูกต้นไม้ 7,400 ต้น สร้างกำแพงเขียวชายแดน สู้ PM2.5 ข้ามแดนจากต้นเหตุ
เชียงราย, 10 กรกฎาคม 2569 – ท่ามกลางภาพแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านแก่งผาได อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ชายแดนไทยและลาวไม่ได้ถูกมองเพียงเป็นเส้นแบ่งเขตแดนอีกต่อไป แต่กำลังถูกใช้เป็นพื้นที่เริ่มต้นของความร่วมมือใหม่ในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และหมอกควันข้ามแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนสองฝั่งโขงเผชิญร่วมกันมาหลายปี
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 จังหวัดเชียงราย อำเภอเวียงแก่น สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ และคณะผู้แทนจากแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ร่วมจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เสริมแนวกำแพงเขียว เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ลดการเผาในที่โล่ง และขยายความร่วมมือเมืองคู่ขนานชายแดนไทย ลาว เมียนมา โดยมีประชาชนและเยาวชนจากหมู่บ้านชายแดน 22 หมู่บ้านเข้าร่วมกว่า 800 คน
กิจกรรมครั้งนี้มีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยท่านสมนึก อินทะพรหม รองหัวหน้าห้องว่าการแขวงบ่อแก้ว เป็นหัวหน้าคณะฝ่าย สปป.ลาว นายสุพจน์ ลังกาวีระนันท์ นายอำเภอเวียงแก่น คณะผู้บริหารจาก TEI และ GIZ รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน และเยาวชนในพื้นที่ชายแดน เข้าร่วมกิจกรรม ณ แก่งผาได อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
กำแพงเขียว 7,400 ต้น เริ่มต้นจากพื้นที่ชายแดน
หัวใจของกิจกรรมคือการปลูกต้นไม้และไม้ป่าพื้นถิ่นรวม 7,400 ต้น โดยมีการใช้กล้าไม้ที่เพาะเชื้อราเห็ดไมคอร์ไรซา เพื่อช่วยเสริมการเจริญเติบโตของระบบรากและเพิ่มศักยภาพในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ
แนวคิดนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนต้นไม้ แต่เป็นการสร้าง แนวกันชนสีเขียว หรือ Green Buffer และ Green Belt ตามแนวพื้นที่ชายแดน เพื่อช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ลดความเสี่ยงการเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่า และสร้างฐานทรัพยากรให้ชุมชนมีทางเลือกในการทำกินที่ไม่ต้องพึ่งพาการเผาในที่โล่ง
ข้อมูลจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยระบุว่า โครงการพัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนานชายแดนไทย ลาว เมียนมา มีเป้าหมายสำคัญในการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร หรือ สวก. และขับเคลื่อนผ่านการทำงานร่วมกันของพื้นที่ชายแดนหลายอำเภอ
การปลูกต้นไม้ที่เวียงแก่นจึงไม่ใช่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เพียงวันเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามวางระบบความร่วมมือระดับพื้นที่ ซึ่งอาจมีความสำคัญมากกว่าการรอคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว เพราะปัญหาหมอกควันและ PM2.5 ไม่เคยหยุดอยู่ตามเส้นแบ่งประเทศ
เมืองคู่ขนาน ไทย ลาว เมียนมา กลไกใหม่รับมือควันข้ามแดน
สิ่งที่ทำให้กิจกรรมครั้งนี้มีความหมายเชิงนโยบาย คือการวางกรอบความร่วมมือแบบ เมืองคู่ขนาน ระหว่างอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย กับเมืองห้วยทรายและเมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว
รูปแบบดังกล่าวเน้นการทำงานแบบ Local to Local Cooperation หรือความร่วมมือระดับท้องถิ่นต่อท้องถิ่น เพราะผู้ที่เข้าใจจุดเสี่ยงไฟป่า เส้นทางควัน แหล่งเผา พื้นที่เกษตร และพฤติกรรมการใช้ที่ดินมากที่สุด คือคนในพื้นที่เอง
ในทางปฏิบัติ การแก้ปัญหา PM2.5 ข้ามแดนจำเป็นต้องใช้ความร่วมมือหลายชั้น ตั้งแต่ระดับรัฐบาล ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ไปจนถึงหมู่บ้าน หากมีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลดการเผา แต่พื้นที่ข้างเคียงยังไม่มีมาตรการร่วมกัน ควันและฝุ่นก็ยังเคลื่อนข้ามพรมแดนได้เหมือนเดิม
การขยายเมืองคู่ขนานจึงเป็นความพยายามสร้างพื้นที่ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปลูกป่าในฤดูฝน การทำแนวกันไฟในฤดูแล้ง การวางแผนเฝ้าระวังไฟป่า การสื่อสารระหว่างชุมชน และการสร้างอาชีพทางเลือกเพื่อลดแรงจูงใจในการเผา
ลดเผาต้องมีอาชีพทางเลือก ไม่ใช่แค่ห้ามเผา
หนึ่งในประเด็นสำคัญของกิจกรรมคือการเชื่อมการฟื้นฟูป่ากับการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจ เช่น กาแฟ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเผาในที่โล่งอย่างยั่งยืน
แนวทางนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญของการแก้ปัญหาฝุ่นภาคเหนือ เพราะการประกาศห้ามเผาเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอ หากเกษตรกรยังไม่มีวิธีจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไม่มีรายได้ทางเลือก หรือไม่มีระบบตลาดรองรับพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
GIZ ประเทศไทยดำเนินโครงการ Inclusive Sustainable Rice Landscapes in Thailand หรือ ISRL โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวไปสู่ระบบเกษตรที่ยั่งยืน ผ่านการจัดการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ
แม้โครงการ ISRL จะมีแกนสำคัญอยู่ที่ระบบการผลิตข้าว แต่แนวคิดของโครงการสอดคล้องกับการแก้ปัญหา PM2.5 ในระดับพื้นที่ เพราะการลดการเผาต้องอาศัยระบบเกษตรที่ให้รายได้และมีทางเลือกจริง ไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายในช่วงฤดูวิกฤต
เมื่อชุมชนมีพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสม มีตลาด มีองค์ความรู้ และมีระบบสนับสนุน การลดการเผาจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ต่อเนื่องมากกว่าการรณรงค์เป็นครั้งคราว
PM2.5 ข้ามแดนไม่ใช่ปัญหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือมีความซับซ้อน เพราะเกิดจากหลายแหล่งกำเนิด ทั้งไฟป่า การเผาในพื้นที่เกษตร การเผาในที่โล่ง การคมนาคม อุตสาหกรรมบางประเภท และสภาพอากาศที่ทำให้ฝุ่นสะสมในแอ่งภูมิประเทศ
ในพื้นที่ชายแดนเชียงราย ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้นเพราะควันสามารถเคลื่อนที่ข้ามจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งได้ตามทิศทางลม โดยไม่สนใจว่าต้นเหตุอยู่ในเขตปกครองใด นี่คือเหตุผลที่ความร่วมมือกับ สปป.ลาว และในภาพกว้างรวมถึงเมียนมา มีความสำคัญต่อการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ภาคภาษาอังกฤษระบุว่า รัฐบาลไทยได้ยกระดับการรับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในปี 2569 โดยเน้นการทำงานเชิงรุกและการบูรณาการหลายหน่วยงานเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาในพื้นที่ชายแดนต้องการมากกว่ามาตรการระดับประเทศ เพราะต้องมีช่องทางประสานงานแบบรวดเร็วระหว่างพื้นที่ที่ติดกัน หากเกิดไฟป่าในฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งต้องรับรู้ได้ทันที มีแผนประสานกำลัง มีข้อมูลจุดความร้อน และมีชุมชนที่พร้อมช่วยสื่อสาร
แก่งผาได จุดเริ่มต้นของความไว้ใจสองฝั่งโขง
การเลือกแก่งผาไดเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมมีความหมายในเชิงพื้นที่ เพราะบริเวณนี้เป็นจุดสำคัญของแม่น้ำโขงและชุมชนชายแดนไทย ลาว ผู้คนสองฝั่งมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม เครือญาติ การค้า และการเดินทางมายาวนาน
เมื่อปัญหาฝุ่นควันกลายเป็นปัญหาร่วม กิจกรรมปลูกต้นไม้จึงทำหน้าที่มากกว่าการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการสร้างความไว้วางใจระหว่างชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น และภาคีระหว่างประเทศ
ความไว้ใจเช่นนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการแก้ปัญหาข้ามแดนมักติดข้อจำกัดด้านอำนาจรัฐ กฎหมาย และการประสานงาน หากหน่วยงานระดับพื้นที่มีความสัมพันธ์ที่ดี การแลกเปลี่ยนข้อมูล การแจ้งเตือน และการทำงานร่วมกันจะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นในช่วงวิกฤต
การมีประชาชนและเยาวชนกว่า 800 คนจาก 22 หมู่บ้านชายแดนเข้าร่วม ยังช่วยปลูกความเข้าใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าป่า น้ำ อากาศ และสุขภาพไม่ใช่ทรัพยากรของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นระบบเดียวกันที่ต้องดูแลร่วมกัน


ฤดูฝนปลูกป่า ฤดูแล้งทำแนวกันไฟ
กิจกรรมครั้งนี้วางแนวทางชัดเจนว่า การฟื้นฟูพื้นที่ป่าในช่วงฤดูฝนต้องเดินคู่กับการทำแนวกันไฟและการป้องกันไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง
นี่เป็นจังหวะการทำงานที่สอดคล้องกับธรรมชาติของปัญหา เพราะฤดูฝนเป็นช่วงที่ต้นไม้มีโอกาสตั้งตัวได้ดี ส่วนฤดูแล้งเป็นช่วงที่ความเสี่ยงไฟป่าและการเผาเพิ่มสูง หากปลูกต้นไม้โดยไม่มีแผนดูแลในฤดูแล้ง กล้าไม้จำนวนมากอาจเสียหาย และพื้นที่ก็ยังกลับเข้าสู่วงจรไฟป่าเหมือนเดิม
การสร้าง Green Belt จึงต้องมีแผนต่อเนื่องตั้งแต่การคัดเลือกชนิดไม้ การดูแลหลังปลูก การจัดเวรเฝ้าระวังไฟ การทำแนวกันไฟ การใช้ข้อมูลจุดความร้อน และการติดตามผลว่าต้นไม้รอดกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่วัดความสำเร็จจากจำนวนกล้าไม้ที่ปลูกในวันเปิดกิจกรรมเท่านั้น
สำหรับพื้นที่ต้นน้ำ การฟื้นฟูป่ายังเชื่อมกับการลดการพังทลายของดิน การกักเก็บความชุ่มชื้น และการป้องกันน้ำหลากในฤดูฝน จึงมีผลต่อทั้งอากาศ น้ำ และความปลอดภัยของชุมชน
จากกิจกรรมปลูกต้นไม้สู่ระบบลดฝุ่นระยะยาว
การปลูกต้นไม้ 7,400 ต้นอาจยังไม่สามารถลด PM2.5 ได้ทันทีในเชิงตัวเลข แต่มีความสำคัญในฐานะจุดเริ่มต้นของระบบความร่วมมือที่วัดผลได้ในอนาคต
สิ่งที่ควรติดตามหลังจากนี้คือพื้นที่ปลูกอยู่ตรงไหนบ้าง มีอัตรารอดของต้นไม้เท่าไร ชุมชนใดรับผิดชอบดูแลต่อ มีการเชื่อมกับแผนลดการเผาอย่างไร และมีตัวชี้วัดด้านฝุ่น จุดความร้อน หรือพื้นที่เผาลดลงหรือไม่
หากข้อมูลเหล่านี้ถูกเก็บและเปิดเผยต่อสาธารณะ กิจกรรมปลูกต้นไม้จะเปลี่ยนจากภาพกิจกรรมรายวัน ไปสู่ฐานข้อมูลการฟื้นฟูพื้นที่ชายแดนที่สามารถใช้วางแผนต่อยอดได้
เชียงรายยังสามารถนำบทเรียนนี้ไปเชื่อมกับพื้นที่ชายแดนอื่น เช่น อำเภอเชียงของ แม่สาย แม่ฟ้าหลวง และเชียงแสน ซึ่งต่างมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาหมอกควันข้ามแดนและพื้นที่เสี่ยงไฟป่าในรูปแบบต่างกัน
ความร่วมมือระหว่างประเทศต้องเริ่มจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
การแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนมักถูกพูดถึงในเวทีระดับประเทศและอนุภูมิภาค แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ต้องเผชิญอากาศขมุกขมัว หายใจลำบาก ปิดโรงเรียน หรือลดกิจกรรมกลางแจ้ง คือประชาชนในพื้นที่ชายแดน
การให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะการลดการเผาและป้องกันไฟป่าต้องอาศัยคนในพื้นที่เป็นผู้ปฏิบัติจริง หากประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม มาตรการจากส่วนกลางอาจกลายเป็นเพียงคำสั่งที่ไม่เข้าใจข้อจำกัดของชุมชน
กิจกรรมที่เวียงแก่นจึงมีน้ำหนักในเชิงกระบวนการ เพราะไม่ได้มีเพียงหน่วยงานรัฐ แต่มีประชาชน เยาวชน ผู้นำท้องถิ่น และองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมในพื้นที่เดียวกัน
หากความร่วมมือนี้ขยายผลได้จริง เมืองคู่ขนานชายแดนอาจกลายเป็นกลไกที่ช่วยเติมช่องว่างระหว่างนโยบายระดับประเทศกับการลงมือจริงในหมู่บ้าน
กำแพงเขียวจะมีความหมายเมื่อดูแลต่อเนื่องและลดเผาได้จริง
การปลูกต้นไม้ 7,400 ต้นที่แก่งผาได อำเภอเวียงแก่น เป็นก้าวสำคัญของเชียงรายในการขยับจากการแก้ปัญหา PM2.5 แบบตั้งรับ ไปสู่การสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ
กิจกรรมครั้งนี้มีคุณค่าเพราะเชื่อมหลายมิติไว้ด้วยกัน ทั้งการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การสร้างแนวกันชนสีเขียว การลดการเผาในที่โล่ง การส่งเสริมพืชเศรษฐกิจ การทำแนวกันไฟ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับท้องถิ่นระหว่างไทยกับ สปป.ลาว
แต่ความสำเร็จแท้จริงจะไม่ได้วัดจากจำนวนต้นไม้ที่ปลูกในวันเดียว หากต้องวัดจากจำนวนต้นไม้ที่รอด จำนวนพื้นที่เผาที่ลดลง จำนวนชุมชนที่เปลี่ยนวิธีจัดการที่ดิน และจำนวนวันที่ประชาชนสองฝั่งโขงได้หายใจในอากาศที่ดีขึ้น
ฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่ไม่มีพรมแดน การแก้ไขจึงต้องไม่ติดอยู่กับพรมแดนเช่นกัน หากเชียงราย เวียงแก่น เมืองห้วยทราย เมืองปากทา และภาคีอย่าง TEI กับ GIZ สามารถทำให้เมืองคู่ขนานกลายเป็นกลไกถาวรได้ กำแพงเขียวริมโขงอาจไม่ใช่เพียงแนวต้นไม้ แต่จะเป็นแนวป้องกันร่วมของชีวิต สุขภาพ และความสัมพันธ์ของผู้คนสองแผ่นดิน



เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- ข้อมูลกิจกรรมปลูกต้นไม้เสริมแนวกำแพงเขียว เพิ่มความสัมพันธ์ 2 แผ่นดิน ไทย ลาว ณ แก่งผาได อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 จากข้อมูลประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ข้อมูลโครงการพัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนานชายแดนไทย ลาว เมียนมา เพื่อจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร
- GIZ Thailand ข้อมูลโครงการ Inclusive Sustainable Rice Landscapes in Thailand หรือ ISRL ซึ่งมุ่งเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวไปสู่ระบบเกษตรยั่งยืนผ่านการจัดการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ
- กรมประชาสัมพันธ์ภาคภาษาอังกฤษ ข้อมูลมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลไทยในการรับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในปี 2569