ปลดล็อกข้อพิพาทคนกับป่า เชียงรายเดินหน้า คทช. 1,350 ไร่ ป่าห้วยต้นยาง–ห้วยแม่แก้ว อ.พาน วางทางสู่สิทธิทำกินแปลงรวม
Summary
- นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าฯ เชียงราย ประชุมติดตามการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบาย คทช.
- คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดินเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยต้นยางและป่าห้วยแม่แก้ว อ.พาน รวม 1,350 ไร่ 67 ตารางวา
- การดำเนินงานเป็นการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในลักษณะแปลงรวม ไม่ใช่การออกโฉนดหรือกรรมสิทธิ์รายบุคคล
- มุ่งแก้ปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในเขตป่าของรัฐให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมป้องกันการซื้อขายเปลี่ยนมือ
- จังหวัดยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส เตรียมสำรวจตรวจสอบคุณสมบัติผู้ครอบครองจริงในพื้นที่
ปลดล็อกข้อพิพาทคนกับป่า เชียงรายเดินหน้า คทช. 1,350 ไร่ ป่าห้วยต้นยาง–ห้วยแม่แก้ว อ.พาน วางทางสู่สิทธิทำกินถูกกฎหมายแบบแปลงรวม
เชียงราย,5 กันยายน 2569 – ปัญหาคนอยู่กับป่าในหลายพื้นที่ของไทยไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ใครบุกรุกใคร” แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลากยาวมาหลายสิบปี เมื่อชาวบ้านจำนวนหนึ่งทำกินอยู่ในพื้นที่ของรัฐมาเดิม แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ชัดเจน ขณะที่รัฐก็ต้องรักษาพื้นที่ป่าไม่ให้ถูกซื้อขายเปลี่ยนมือหรือขยายการใช้ประโยชน์เกินขอบเขตเดิม
จังหวัดเชียงรายกำลังเดินหน้าอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญภายใต้นโยบายจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน หรือ คทช. หลังคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดินมีมติเห็นชอบพื้นที่เป้าหมาย ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยต้นยางและป่าห้วยแม่แก้ว อำเภอพาน เนื้อที่ 1,350 ไร่ 67 ตารางวา เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการจัดที่ดินทำกินตามกฎหมาย โดย คทช.จังหวัดเชียงรายต้องมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยื่นขออนุญาต จัดทำสัญญา และดำเนินขั้นตอนตามกฎหมายของพื้นที่แต่ละประเภทต่อไป
อย่างไรก็ตาม คำว่า “จัดที่ดิน” ต้องอ่านให้ถูก เพราะนโยบาย คทช. ไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์หรือโฉนดรายบุคคล แต่เป็นการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐในลักษณะแปลงรวม ภายใต้เงื่อนไขของหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ ดังนั้น ข่าวนี้ยังไม่ใช่การแจกที่ดิน 1,350 ไร่ให้ประชาชนถือครองอย่างอิสระ และยังไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้ายที่ทุกคนได้รับสิทธิเรียบร้อยแล้ว
1,350 ไร่คือ “พื้นที่เป้าหมาย” ไม่ใช่พื้นที่แจกกรรมสิทธิ์
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานประชุมส่วนราชการเพื่อติดตามความพร้อมของสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ก่อนการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 2/2569 โดยวาระสำคัญคือการขับเคลื่อนพื้นที่เป้าหมายในอำเภอพานให้เข้าสู่กระบวนการจัดที่ดินทำกินอย่างเป็นระบบ
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน ครั้งที่ 1/2569 มีมติเห็นชอบพื้นที่ที่ผ่านการพิจารณาจาก คทช.จังหวัดแล้ว โดยจังหวัดเชียงรายมีพื้นที่เป้าหมายในรอบนี้ 1 แห่ง คือป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยต้นยางและป่าห้วยแม่แก้ว เนื้อที่ 1,350 ไร่ 67 ตารางวา
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายนคือการเดินหน้าจาก “การเห็นชอบพื้นที่” ไปสู่ขั้นตอนทางกฎหมายและการบริหารที่ละเอียดกว่า เช่น การตรวจสอบผู้ใช้ประโยชน์ การกำหนดแปลง การขออนุญาต การทำสัญญา และการกำหนดเงื่อนไขในการใช้ที่ดิน
คำว่า “ดีเดย์จัดสรร” จึงอาจแรงเกินสถานะจริงเล็กน้อย ถ้อยคำที่แม่นกว่าคือ “เดินหน้าจัดที่ดินทำกิน” เพราะยังมีขั้นตอนอีกหลายชั้นก่อนสิทธิของแต่ละรายจะสมบูรณ์ตามระบบ คทช.
หัวใจของ คทช. คือ “ให้ใช้” แต่ไม่ “ให้ขาย”
หลักใหญ่ของนโยบาย คทช. คือการนำที่ดินของรัฐที่มีประชาชนใช้ประโยชน์อยู่แล้วมาจัดระเบียบ โดยอนุญาตให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในลักษณะแปลงรวม แต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน และไม่เปิดทางให้ผู้ได้รับสิทธินำพื้นที่ไปเรียกร้องขอออกโฉนดในภายหลัง
สำหรับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้ระบุว่าการดำเนินการ คทช. อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นการอนุญาตในลักษณะแปลงรวมผ่านชุมชน สหกรณ์ หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม ไม่ใช่การแบ่งโฉนดให้แต่ละครอบครัวถือครองโดยเด็ดขาด
หลักการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างสมดุลสองด้าน ด้านหนึ่งให้คนที่อยู่และทำกินจริงสามารถอยู่ในระบบกฎหมาย อีกด้านหนึ่งต้องป้องกันไม่ให้พื้นที่ของรัฐถูกเปลี่ยนมือไปสู่กลุ่มทุนหรือถูกสะสมเป็นที่ดินขนาดใหญ่
เพราะฉะนั้น ความสำเร็จของโครงการไม่ได้อยู่ที่จำนวนไร่ที่ประกาศเข้าสู่ คทช. แต่ต้องดูด้วยว่า สิทธิอยู่กับคนที่ทำกินจริงหรือไม่ และหลังได้รับสิทธิแล้วมีการซื้อขายเปลี่ยนมือหรือไม่
ไม่ควรเรียกชาวบ้านทั้งหมดว่า “ผู้บุกรุก”
ในเชิงการสื่อสาร คำว่า “เปลี่ยนผู้บุกรุกให้เป็นผู้ถือสิทธิ” อาจสร้างภาพที่แรงเกินข้อเท็จจริง เพราะระบบ คทช.ถูกออกแบบมารองรับประชาชนที่มีการอยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของรัฐตามเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เข้าระบบเคยถูกพิสูจน์ว่ากระทำผิดฐานบุกรุกป่า
คู่มือ คทช. ระบุว่า ในกรณีการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ จะพิจารณาผู้ที่ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยอยู่เดิมตามที่ครอบครองจริง โดยทั่วไปไม่เกิน 20 ไร่ และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การตรวจสอบข้อมูลการถือครองกับเงื่อนไขของหน่วยงานเจ้าของพื้นที่
ดังนั้น ถ้อยคำที่เป็นกลางกว่า คือ “เปลี่ยนจากการใช้ประโยชน์ที่สถานะยังไม่ชัดเจน ให้เข้าสู่ระบบการอนุญาตตามกฎหมาย” ซึ่งสะท้อนทั้งเป้าหมายของรัฐและไม่ตีตราประชาชนล่วงหน้า
จุดนี้สำคัญ เพราะข้อพิพาทคนกับป่ามักมีประวัติศาสตร์ยาวนาน หลายพื้นที่มีการตั้งถิ่นฐานหรือทำกินมาก่อนการประกาศเขตบางประเภท ขณะที่บางพื้นที่ก็มีการขยายการถือครองภายหลัง การคัดกรองจึงต้องแยกแต่ละกรณีออกจากกันอย่างละเอียด
คำถามสำคัญที่สุดคือ 1,350 ไร่ จะมีใครบ้างที่ผ่านเกณฑ์
จากข้อมูลทางการที่เปิดเผยในขณะนี้ ยังไม่มีรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ จำนวนครัวเรือน จำนวนแปลง หรือพื้นที่เฉลี่ยต่อครัวเรือนของป่าห้วยต้นยางและป่าห้วยแม่แก้ว
นั่นหมายความว่า ขั้นตอนที่ต้องจับตาต่อคือการสำรวจและตรวจสอบผู้ครอบครองจริงว่าใครอยู่ในพื้นที่ก่อน ใครใช้ประโยชน์ต่อเนื่อง ใครมีพื้นที่ซ้ำซ้อนกับบุคคลอื่น และใครมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์
โดยหลักของ คทช. ผู้ที่อยู่หรือทำกินในพื้นที่เดิมจะถูกพิจารณาก่อนตามสภาพการถือครองจริงภายใต้เพดานและเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนพื้นที่ว่างจึงอาจนำไปพิจารณาให้ผู้ไม่มีที่ดินทำกินหรือผู้ถูกผลักดันออกจากพื้นที่ป่าตามลำดับหลักเกณฑ์ต่อไป
หากไม่มีการเปิดบัญชีรายชื่อและแผนที่แปลงอย่างโปร่งใส ขั้นตอนนี้ก็จะเป็นจุดเสี่ยงที่สุดต่อข้อร้องเรียนเรื่องคนตกหล่น คนสวมสิทธิ หรือผู้มีทุนเข้าไปถือประโยชน์แทนคนในชุมชน
ปัญหา “นายทุนแฝง” ไม่ใช่เรื่องสมมติ รัฐเคยพบการซื้อขายสิทธิ คทช. แล้ว
ประเด็นที่ทีมข่าวควรติดตามอย่างจริงจังคือการซื้อขายเปลี่ยนมือ เพราะกรมป่าไม้เคยพบปัญหาที่ดิน คทช.ถูกนำไปขายหรือถ่ายโอนผลประโยชน์ให้บุคคลอื่น จนต้องร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติและ บก.ปทส.วางแนวทางตรวจสอบสิทธิให้เข้มขึ้น
กรมป่าไม้ระบุชัดว่า หากพบการซื้อขายเปลี่ยนมือพื้นที่ คทช. สามารถเสนอให้ คทช.จังหวัดพิจารณายกเลิกหรือเพิกถอนการจัดที่ดินของรายนั้น และส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นี่สะท้อนว่าการป้องกันกลุ่มทุนไม่ได้จบวันที่มีการออกสิทธิ แต่ต้องมีระบบติดตามหลังการจัดที่ดินด้วย เพราะหากชาวบ้านได้รับสิทธิแต่ต่อมาถูกกดดันให้ขายสิทธิหรือให้บุคคลอื่นเข้ามาใช้พื้นที่แทน นโยบายก็จะหลุดจากเป้าหมายเดิม
สำหรับพื้นที่อำเภอพาน จึงควรมีทั้งการตรวจรายชื่อก่อนอนุมัติ และการตรวจการใช้ประโยชน์จริงหลังได้รับสิทธิ เพื่อป้องกันการเปลี่ยนมือโดยอ้อม เช่น สัญญาเช่าระยะยาวหรือการให้ผู้อื่นเข้าทำประโยชน์แทน

No Gift Policy ต้องแปลออกมาเป็นระบบที่ตรวจสอบได้
จังหวัดเชียงรายระบุว่าการดำเนินงานยึดหลัก “No Gift Policy ทส. โปร่งใสและเป็นธรรม” ซึ่งเป็นกรอบที่ดีในเชิงธรรมาภิบาล แต่ความโปร่งใสจะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อแปลงเป็นกระบวนการที่ประชาชนตรวจสอบได้จริง
อย่างน้อยควรมีการเปิดหลักเกณฑ์คัดกรอง รายชื่อผู้ยื่นขอ รายชื่อผู้ผ่านและไม่ผ่านพร้อมเหตุผล ช่องทางอุทธรณ์หรือร้องเรียน แผนที่ขอบเขตแปลง และสถานะของแต่ละขั้นตอนโดยไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น
หากมีข้อร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์หรือการสวมสิทธิ ต้องมีช่องทางรับเรื่องที่ชัดเจนและคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล เพราะประเด็นที่ดินมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในชุมชนได้ง่าย
ดังนั้น No Gift Policy ไม่ควรเป็นเพียงข้อความท้ายข่าว แต่ควรกลายเป็นมาตรฐานให้ประชาชนตามดูได้ว่า ใครมีสิทธิ ใครตรวจ ใครอนุมัติ และใครมีอำนาจเพิกถอน
สิทธิ คทช. ไม่ได้จบที่มีที่ทำกิน แต่ต้องพาไปถึงอาชีพและสาธารณูปโภค
อีกด้านหนึ่งของนโยบายที่มักถูกมองข้ามคือ หลังจัดที่ดินแล้ว รัฐยังต้องส่งเสริมอาชีพ สาธารณูปโภค และตลาดให้ประชาชนสามารถอยู่ได้จริง เพราะการมีสิทธิเข้าทำประโยชน์แต่ไม่มีน้ำ ถนน หรือช่องทางขายผลผลิต อาจไม่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเท่าที่ควร
สำนักงาน คทช.ระบุว่าพื้นที่ที่จัดแล้วควรได้รับการเชื่อมต่อกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมอาชีพ และการจัดหาตลาด โดยหน่วยงานระดับจังหวัดและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องต้องติดตามต่อเนื่อง
นี่ทำให้โจทย์ของป่าห้วยต้นยางและป่าห้วยแม่แก้วไม่ได้จบที่ “ออกสัญญา” แต่ต้องตอบด้วยว่าครัวเรือนที่ได้รับสิทธิจะทำอาชีพอะไร ใช้ทรัพยากรอย่างไร และทำอย่างไรให้การทำกินไม่ขยายเข้าไปในพื้นที่อนุรักษ์เพิ่มเติม
หากการจัดที่ดินทำให้ชุมชนมีรายได้มั่นคงมากขึ้น ก็จะช่วยลดแรงกดดันต่อพื้นที่ป่าได้ด้วย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญไม่แพ้การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
คำสั่ง คทช. 1/2567 เปลี่ยนกลไกจังหวัด แต่ไม่ได้เปลี่ยนหลักการให้โฉนด
การประชุมครั้งนี้ยังอ้างถึงคำสั่งคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ที่ 1/2567 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นการแก้ไขคำสั่งเดิมและปรับองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด โดยยังคงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานและมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินงาน
จึงต้องแยกให้ชัดว่า คำสั่ง 1/2567 เป็นเรื่องกลไกและองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด ไม่ใช่คำสั่งที่เปลี่ยนสิทธิ คทช.ให้กลายเป็นกรรมสิทธิ์รายบุคคล
หลักการเรื่องแปลงรวม ไม่ให้กรรมสิทธิ์ และต้องใช้ประโยชน์ตามเงื่อนไขของรัฐยังคงเป็นแกนสำคัญของระบบ
การทำความเข้าใจจุดนี้สำคัญมาก เพราะหากประชาชนเข้าใจว่าเข้าร่วมโครงการแล้วจะได้โฉนดในอนาคต อาจนำไปสู่ความคาดหวังที่ไม่ตรงกับกฎหมาย
จากนี้ต้องตาม 5 เรื่องให้จบก่อนเรียกว่า “ปลดล็อกสำเร็จ”
สำหรับพื้นที่ 1,350 ไร่ในอำเภอพาน สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือจำนวนครัวเรือนที่จะได้รับสิทธิ ขอบเขตแปลงที่แน่นอน เงื่อนไขในสัญญา ระยะเวลาการอนุญาต และระบบติดตามป้องกันการซื้อขายเปลี่ยนมือ
อีกเรื่องคือกระบวนการคัดกรองว่ามีผู้ถูกตัดสิทธิหรือคัดค้านแนวเขตหรือไม่ รวมถึงมีพื้นที่ทับซ้อนกับแหล่งน้ำ ป่าอนุรักษ์ หรือการใช้ประโยชน์ประเภทอื่นหรือไม่
หากจังหวัดสามารถเปิดข้อมูลเหล่านี้เป็นระยะ จะช่วยลดข้อสงสัยของทั้งฝ่ายชุมชนและฝ่ายอนุรักษ์ เพราะทุกคนจะเห็นกระบวนการเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ
แต่ถ้าข้อมูลเปิดเพียงตัวเลขรวม 1,350 ไร่ โดยไม่เห็นรายชื่อ กระบวนการ หรือเงื่อนไข คำถามเรื่องความเป็นธรรมก็จะยังคงอยู่
เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่ “คนได้ที่” แต่ต้องทำให้ “ป่ายังอยู่” ด้วย
นโยบาย คทช.ถูกออกแบบขึ้นบนสมดุลที่ละเอียดอ่อน เพราะรัฐต้องการแก้ปัญหาคนไม่มีที่ทำกินโดยไม่เปิดทางให้ที่ดินของรัฐกลายเป็นสินทรัพย์ซื้อขายในตลาดเสรี
ถ้าทำได้ดี ชาวบ้านจะมีสถานะในการใช้ประโยชน์ที่ชัดขึ้น สามารถเข้าถึงการพัฒนาอาชีพและสาธารณูปโภคได้มากขึ้น ขณะที่รัฐก็ยังรักษากรรมสิทธิ์และควบคุมการใช้ที่ดินให้อยู่ในขอบเขตเดิม
แต่ถ้าระบบคัดกรองไม่รัดกุม สิทธิถูกเปลี่ยนมือ หรือมีการขยายพื้นที่ทำกินใหม่ นโยบายก็อาจกลายเป็นช่องทางให้เกิดการรุกป่าในรูปแบบใหม่แทน
ดังนั้น การเดินหน้าพื้นที่ ป่าห้วยต้นยางและป่าห้วยแม่แก้ว 1,350 ไร่ 67 ตารางวา จึงเป็นมากกว่าการจัดที่ดินให้ประชาชน แต่เป็นบททดสอบว่าเชียงรายจะสามารถแก้ข้อพิพาท “คนกับป่า” ด้วยระบบที่ทั้ง ถูกกฎหมาย โปร่งใส และรักษาทรัพยากร ไปพร้อมกันได้หรือไม่
ณ ตอนนี้ สิ่งที่พูดได้แม่นยำที่สุดคือ พื้นที่ได้รับความเห็นชอบเป็นเป้าหมายสำหรับการจัดที่ดินทำกินแล้ว แต่ขั้นตอนการอนุญาต การทำสัญญา การคัดกรองผู้มีสิทธิ และการจัดสิทธิรายครัวเรือนยังต้องดำเนินต่อไป
เพราะคำว่า “ปลดล็อก” จะสมบูรณ์จริง ก็ต่อเมื่อคนที่ทำกินจริงได้รับสิทธิอย่างเป็นธรรม นายทุนไม่สามารถสวมสิทธิหรือซื้อเปลี่ยนมือ และพื้นที่ป่ายังคงได้รับการคุ้มครองในระยะยาว.
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย