เชียงรายขับเคลื่อน Creative City of Design จัดป๊ะกาด Vol.2 ต่อยอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ Product of กาดหลวง
Summary
- กลุ่ม Everywhere Gallery ร่วมกับ CEA จัดเทศกาล “ป๊ะกาด ศิลปะปลุกตลาด Vol.2” ณ ตลาดสดเทศบาลนครเชียงราย 1 (กาดหลวง)
- งานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เล่นของ” เปลี่ยนสินค้า ร้านค้า และพื้นที่ตลาด 100 ปี ให้เป็นพื้นที่ศิลปะ นิทรรศการ และการแสดง
- ผู้จัดตั้งเป้าผู้ร่วมงานกว่า 20,000 คน เกิดการจ้างงาน 50 ตำแหน่ง และสร้างเงินหมุนเวียนในจังหวัดเชียงรายกว่า 100 ล้านบาท
- โครงการมุ่งขับเคลื่อนโมเดล Homecoming ดึงคนรุ่นใหม่กลับมาสร้างสรรค์อาชีพ พัฒนาสินค้าต้นแบบ “Product of กาดหลวง”
- ตอกย้ำบทบาทเชียงรายในฐานะ UNESCO Creative City of Design และสอดรับกับ World Bank ที่ชี้ว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์คืออนาคตของไทย
คนรุ่นใหม่คืนถิ่น ปลุกกาดหลวงเชียงราย จากตลาดสด 100 ปี สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
เชียงราย,19 กันยายน 2569 – “ป๊ะกาด Vol.2” เปลี่ยนตลาดสดเป็นพื้นที่ศิลปะ ตั้งเป้าคนร่วมงาน 20,000 คน เงินหมุนเวียน 100 ล้านบาท ขณะที่ World Bank ชี้ Creative Industries เป็นหนึ่งใน 5 อุตสาหกรรมอนาคตของไทย
เมื่อของธรรมดาในตลาด กลายเป็นต้นทุนใหม่ของเมือง
เชียงรายไม่ได้เริ่มต้นเรื่องราวของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ครั้งนี้จากอาคารใหม่หรือโครงการลงทุนขนาดใหญ่ แต่เริ่มจากพื้นที่ซึ่งคนเชียงรายคุ้นเคยมานานอย่าง ตลาดสดเทศบาลนครเชียงราย 1 หรือกาดหลวงเจียงฮาย พื้นที่ซื้อขายอาหาร ของใช้ เสื้อผ้า และสินค้าท้องถิ่นที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเมือง
คำถามสำคัญคือ ตลาดสดที่มีอายุร่วม 100 ปี จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่โดยไม่ต้องทิ้งตัวตนเดิมของพื้นที่ได้หรือไม่
คำตอบหนึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม 2569 เมื่อกลุ่มศิลปะ Everywhere Gallery นำเทศกาล “ป๊ะกาด ศิลปะปลุกตลาด Vol.2” กลับมาจัดอีกครั้งภายใต้แนวคิด “เล่นของ” โดยเปลี่ยนสินค้า ของกิน ของใช้ ร้านค้า และพื้นที่ธรรมดาภายในกาดหลวงให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ นิทรรศการ การแสดง เวิร์กชอป และตลาดสร้างสรรค์
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA ระบุเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ว่า เทศกาลครั้งนี้มุ่งนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมชวนคนรุ่นใหม่กลับมามองเห็นโอกาสในบ้านเกิด ผ่านแนวคิด Homecoming และการทำให้กาดหลวงกลับมาเป็นหมุดหมายที่ “มีของ” อีกครั้ง
นี่ทำให้ป๊ะกาดไม่ได้มีโจทย์เพียงว่าจะนำงานศิลปะเข้าไปอยู่ในตลาดอย่างไร แต่มีคำถามใหญ่กว่านั้นว่า ศิลปะจะช่วยทำให้คนกลับเข้าตลาด และทำให้รายได้กลับเข้าสู่กระเป๋าของคนในพื้นที่ได้จริงเพียงใด
เป้าหมาย 100 ล้านบาท ตัวเลขที่ทำให้ป๊ะกาดมากกว่างานศิลปะ
ตัวเลขที่ทำให้เทศกาลปีนี้น่าจับตามองอยู่ที่เป้าหมายของผู้จัด ซึ่งตั้งเป้าผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 20,000 คน การรับรู้ผ่านสื่อมากกว่า 10 ล้านครั้ง และมูลค่าเงินหมุนเวียนในจังหวัดไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังตั้งเป้าให้เกิดการจ้างงานไม่น้อยกว่า 50 ตำแหน่ง มีศิลปินและนักสร้างสรรค์เข้าร่วมมากกว่า 50 คนหรือทีม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือมากกว่า 50 องค์กร
ข้อมูลดังกล่าวได้รับการเผยแพร่โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเช่นกัน โดยระบุถึงเป้าหมาย 20,000 คน เงินหมุนเวียน 100 ล้านบาท และการจ้างงานอย่างน้อย 50 ตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ต้องแยกออกจาก ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะเป็นเป้าหมายที่ผู้จัดกำหนดไว้ ไม่ใช่ข้อสรุปหลังสิ้นสุดเทศกาล ดังนั้น การประเมินว่าป๊ะกาดสร้างเงินหมุนเวียนถึง 100 ล้านบาทจริงหรือไม่ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลผลการดำเนินงานหลังจบโครงการ
แต่เพียงการกำหนดเป้าหมายดังกล่าวก็สะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดที่สำคัญ จากเดิมที่เทศกาลศิลปะอาจถูกประเมินด้วยจำนวนผู้ชม ไปสู่การถามว่า คนมาแล้วใช้จ่ายกับใคร ร้านค้าในพื้นที่ได้ประโยชน์หรือไม่ เกิดงานใหม่หรือไม่ และมูลค่าที่เกิดขึ้นสามารถอยู่กับเมืองหลังเทศกาลจบลงได้มากน้อยเพียงใด
จาก Thailand Biennale สู่เครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่กลับมาทำงานบ้านเกิด
เบื้องหลังป๊ะกาดคือ Everywhere Gallery เครือข่ายนักสร้างสรรค์ชาวเชียงรายจากหลากหลายสาขา ซึ่งใช้แนวคิด “ทุกที่คือแกลเลอรี” และมองว่าศิลปะร่วมสมัยไม่จำเป็นต้องอยู่เฉพาะในพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี แต่สามารถทำงานร่วมกับพื้นที่ ผู้คน และวิถีชีวิตประจำวันได้
ข้อมูลโครงการระบุว่าเครือข่ายดังกล่าวมีจุดเชื่อมโยงจากการรวมตัวของคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ก่อนต่อยอดการทำงานกับพื้นที่เชียงราย
คำว่า “ป๊ะกาด” เองมีความหมายตรงไปตรงมาในภาษาเหนือ โดย “ป๊ะ” หมายถึงการมาเจอกัน และ “กาด” หมายถึงตลาด แนวคิดจึงไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนตลาดให้กลายเป็นพื้นที่อื่น แต่เป็นการใช้ตลาดในฐานะพื้นที่พบปะ แล้วเติมกระบวนการสร้างสรรค์เข้าไปบนชีวิตที่มีอยู่เดิม
วิธีคิดเช่นนี้ทำให้แม่ค้า พ่อค้า ร้านอาหาร สินค้า และเรื่องเล่าในตลาดไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของเทศกาล แต่ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหางาน

“เล่นของ” เมื่อสิ่งที่อยู่ในกาดถูกมองใหม่
ป๊ะกาด Vol.2 จัดขึ้นเป็นเวลา 10 วัน โดยมีกิจกรรมตั้งแต่นิทรรศการ งานศิลปะเฉพาะพื้นที่ ดนตรี การแสดง ภาพยนตร์กลางแปลง ละครเวที เวิร์กชอป เวทีเสวนา ตลาดสร้างสรรค์ ไปจนถึงอาหารท้องถิ่น
ข้อมูลโครงการระบุว่ามีนิทรรศการศิลปะมากกว่า 30 จุด จากศิลปินมากกว่า 40 คน พร้อม Chiang Rai Street Show มากกว่า 20 รายการ รวมถึงการพัฒนาอาหารท้องถิ่นภายใต้แนวคิด “Made in กาดหลวง” การทำเมนูร่วมกับศิลปิน เวิร์กชอปในร้านค้าเก่าแก่ แฟชั่นโชว์ การประกวดร้องเพลง และกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเสนอแนวคิดพัฒนาตลาด
CEA อธิบายแนวทางของงานว่าเป็นการนำของกิน ของใช้ และสิ่งที่พบเห็นในตลาดมาตีความใหม่ เพื่อทำให้พื้นที่ชีวิตประจำวันกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ โดยไม่ได้ตัดขาดจากกิจกรรมการค้าของกาดหลวง
ความน่าสนใจจึงอยู่ตรงการเปลี่ยนความหมายของคำว่า “ของดีประจำถิ่น” จากสิ่งที่มีคุณค่าเพราะเก่าแก่หรือเป็นของดั้งเดิม ไปสู่สิ่งที่สามารถถูกออกแบบ เล่าเรื่อง และสร้างประสบการณ์ใหม่ได้
Product of กาดหลวง โจทย์สำคัญหลังคนดูงานกลับบ้าน
หากเทศกาลจบลงพร้อมการรื้อเวที ผลทางเศรษฐกิจก็อาจจบลงพร้อมกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่อีกส่วนหนึ่งของป๊ะกาดมุ่งไปที่การพัฒนา “Product of กาดหลวง”
แนวคิดคือการนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบและธุรกิจเข้ามาช่วยผู้ประกอบการในตลาดพัฒนาสินค้าต้นแบบและต่อยอดสู่การจำหน่าย โดยพยายามไม่ทำลายวิถีดั้งเดิมของชุมชน
หากแนวคิดนี้เดินต่อได้ ผลลัพธ์ของเทศกาลอาจไม่ได้อยู่เพียงจำนวนคนที่เดินเข้ากาดในช่วง 10 วัน แต่สามารถกลายเป็นสินค้าใหม่ ร้านค้าที่มีลูกค้ากลุ่มใหม่ หรือประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ขายได้ตลอดปี
จุดนี้เองเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่าง “การจัดอีเวนต์” กับ “การใช้เทศกาลเป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่”

จากกาดหลวง สู่แนวคิด Festival as a City Platform
ภาพที่เกิดขึ้นในเชียงรายไม่ได้เป็นโครงการโดดเดี่ยว CEA กำลังใช้แนวคิด Festival as a City Platform เพื่อผลักดันเทศกาลสร้างสรรค์ให้เป็นเครื่องมือสร้างอัตลักษณ์เมือง กระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่
ป๊ะกาดเป็นหนึ่งในเทศกาลที่ได้รับการพัฒนาและสนับสนุนผ่านโครงการ Festival Creator 2026 ซึ่งมุ่งเพิ่มศักยภาพของผู้จัดเทศกาลท้องถิ่น และทดลองเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมกับอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ให้กลายเป็นกิจกรรมที่สร้างมูลค่าได้จริง
นี่คือการมองเทศกาลต่างจากงานรื่นเริงที่เกิดขึ้นแล้วหายไป เพราะหากเมืองสามารถใช้เทศกาลสร้างภาพจำใหม่ สร้างผู้ประกอบการใหม่ และเชื่อมผู้คนเข้ากับพื้นที่ได้ เทศกาลก็สามารถทำหน้าที่คล้ายแพลตฟอร์มทดลองเศรษฐกิจของเมือง
กาดหลวงจึงกลายเป็นพื้นที่ทดสอบแนวคิดนี้ในระดับย่าน ว่าเมื่อนักสร้างสรรค์ แม่ค้า ผู้ประกอบการ ศิลปิน เยาวชน และหน่วยงานพัฒนาเมืองเข้ามาทำงานบนพื้นที่เดียวกัน จะสามารถสร้างมูลค่าที่มากกว่ายอดขายระหว่างวันได้หรือไม่
1.7 ล้านล้านบาท ภาพใหญ่ที่อยู่หลังตลาดเล็กแห่งหนึ่ง
หากมองออกไปจากกาดหลวง ภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยมีขนาดใหญ่กว่าที่หลายคนอาจคาด
ข้อมูลที่ CEA เผยแพร่ในปี 2569 ระบุว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท หรือ 10.8% ของมูลค่าเพิ่มรวมของประเทศ และมีบุคลากรสร้างสรรค์เกือบ 1 ล้านคน
ขณะเดียวกัน World Bank Group ระบุในโครงการ Building Thailand’s Future Today ว่า Creative Industries หรืออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เป็นหนึ่งใน 5 Industries of the Future ที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง ร่วมกับการผลิตขั้นสูง ธุรกิจเกษตร บริการดิจิทัล และการท่องเที่ยวยั่งยืนและสุขภาพ โดยกรอบดังกล่าวมุ่งหาเครื่องยนต์ใหม่สำหรับการเติบโตและการสร้างงานคุณภาพของประเทศ
เมื่อวางตัวเลข 1.7 ล้านล้านบาทข้างร้านขายอาหาร งานคราฟต์ เสื้อผ้า หรือวัตถุดิบในกาดหลวง ภาพอาจดูห่างกันมาก แต่สิ่งที่เชื่อมสองระดับเข้าหากันคือแนวคิดเดียวกัน นั่นคือ การเพิ่มมูลค่าให้สิ่งที่พื้นที่มีอยู่แล้วด้วยการออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ เรื่องเล่า และทรัพย์สินทางวัฒนธรรม
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าประเทศไทยมี Creative Economy ขนาดใหญ่แค่ไหน แต่คือมูลค่าเหล่านั้นสามารถกระจายไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชนท้องถิ่นได้มากเพียงใด
เชียงรายมีแต้มต่อจากการเป็น UNESCO Creative City of Design
เชียงรายมีต้นทุนอีกด้านที่สำคัญ เมื่อ UNESCO รับรองเชียงรายเข้าเป็นสมาชิก UNESCO Creative Cities Network ด้าน Design ในปี 2023
UNESCO ระบุถึงทิศทางของเชียงรายในฐานะ Creative City of Design ทั้งการใช้การออกแบบเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ การสนับสนุนนักออกแบบรุ่นใหม่ การเชื่อมโยงความยั่งยืน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ระดับโลก
สถานะดังกล่าวทำให้กิจกรรมอย่างป๊ะกาดมีความหมายมากกว่าการสร้างจุดเช็กอินใหม่ เพราะโจทย์ของ Creative City ไม่ได้อยู่ที่ป้ายรับรอง แต่อยู่ที่เมืองสามารถนำ Design และ Creativity เข้าไปอยู่ในชีวิต เศรษฐกิจ และการพัฒนาเมืองได้จริงเพียงใด
กาดหลวงจึงเป็นกรณีที่น่าสนใจ เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งความสร้างสรรค์ไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างสิ่งใหม่ทั้งหมด แต่เริ่มจากการถามว่า ของเดิมที่มีอยู่จะถูกมองใหม่อย่างไร

จุดวัดผลจริงไม่ได้อยู่บนเวที แต่อยู่หลังเทศกาล
หลังแสงจากเวทีดับลง สิ่งที่จะบอกว่าป๊ะกาดสามารถก้าวจากเทศกาลศิลปะไปสู่โมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้หรือไม่ จะอยู่ที่ผลลัพธ์หลังงาน
เป้าหมายผู้เข้าร่วม 20,000 คน เงินหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท การจ้างงานอย่างน้อย 50 ตำแหน่ง และเครือข่ายมากกว่า 50 องค์กร เป็นตัวชี้วัดที่สามารถตรวจสอบได้เมื่อมีการสรุปผลโครงการ
แต่ยังมีตัวชี้วัดระยะยาวที่สำคัญไม่แพ้กัน เช่น ร้านค้าในกาดหลวงมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ Product of กาดหลวง มีสินค้าที่ออกสู่ตลาดจริงกี่รายการ นักสร้างสรรค์ที่กลับบ้านสามารถสร้างอาชีพในเชียงรายได้หรือไม่ นักท่องเที่ยวกลับมาใช้พื้นที่นอกช่วงเทศกาลมากขึ้นเพียงใด และความร่วมมือที่เกิดขึ้นสามารถเดินหน้าต่อหลังงบประมาณโครงการสิ้นสุดหรือไม่
เพราะหากเทศกาลสร้างคนเข้าพื้นที่ได้เพียง 10 วัน ความสำเร็จก็มีกรอบเวลา 10 วันเช่นกัน
แต่หากเทศกาลทำให้คนเชียงรายเห็นมูลค่าของตลาดในมุมใหม่ ทำให้ผู้ประกอบการสร้างสินค้าใหม่ ทำให้ศิลปินมีพื้นที่ทำงาน และทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าการกลับบ้านไม่ได้หมายถึงการถอยออกจากโอกาสทางเศรษฐกิจ ผลลัพธ์ของป๊ะกาดก็อาจยาวกว่าปฏิทินของงานหลายปี
จากคำว่า Homecoming สู่คำถามว่าเมืองสร้างเหตุผลให้คนกลับบ้านได้หรือไม่
เรื่องราวของป๊ะกาดจึงกลับมาที่คำว่า Homecoming
การกลับบ้านของคนรุ่นใหม่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนไม่ได้ด้วยความผูกพันต่อบ้านเกิดเพียงอย่างเดียว เมืองต้องมีงาน มีรายได้ มีพื้นที่ทดลองความคิด และมีระบบนิเวศที่ทำให้คนสามารถสร้างอนาคตของตัวเองได้
ในมุมนี้ การนำศิลปะเข้าไปในกาดหลวงจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทดลองสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่าง คนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเดิม ศิลปินกับแม่ค้า ความคิดสร้างสรรค์กับการค้า และมรดกของเมืองกับเศรษฐกิจในอนาคต
World Bank มอง Creative Industries เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศไทย ขณะที่ CEA กำลังผลักดันเทศกาลให้ทำหน้าที่มากกว่ากิจกรรมทางวัฒนธรรม และ UNESCO วางเชียงรายไว้บนเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบระดับโลก
เมื่อสามภาพนี้มาบรรจบกันที่ตลาดสดแห่งหนึ่ง โจทย์ของป๊ะกาดจึงไม่ใช่เพียงว่าจะจัดงานให้สนุกแค่ไหน
แต่คือ เชียงรายจะเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นรายได้ของคนในพื้นที่ และเปลี่ยนการกลับบ้านให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่
หากคำตอบเกิดขึ้นได้ กาดหลวงอาจไม่ได้เป็นเพียงตลาดเก่าที่ถูกปลุกขึ้นมาในช่วงเทศกาล แต่สามารถกลายเป็นตัวอย่างของเมืองที่เลือกเติบโตโดยไม่จำเป็นต้องลบสิ่งเดิมออก แล้วสร้างของใหม่ขึ้นมาแทน
เพราะบางครั้งเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของเมือง อาจเริ่มจากการกลับไปมอง “ของ” ที่มีอยู่ในกาดเดิม ด้วยสายตาแบบใหม่




เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA)
- กลุ่ม Everywhere Gallery
- เทศบาลนครเชียงราย
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
- World Bank Group
- UNESCO Creative Cities Network
- ตลาดสดเทศบาลนครเชียงราย 1 (กาดหลวง)