เชียงรายสแตนด์บายเครื่องสูบน้ำ 3 จุดยุทธศาสตร์ เพิ่มกำลังสูบ 5,400 ลบ.ม. ต่อชั่วโมง ป้องกันน้ำท่วมเมือง


Summary


บูรณาการข้ามหน่วยงาน เทศบาลนครเชียงรายผนึกทรัพยากรน้ำที่ 1 ตั้งเครื่องสูบ 3 จุด ดักน้ำขังก่อนลงแม่น้ำกก

เชียงราย,วันที่ 8 สิงหาคม 2569 – เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 3 จุด กำลังสูบรวมสูงสุด 5,400 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง อาจเป็นเพียงตัวเลขด้านวิศวกรรมสำหรับหลายคน แต่สำหรับชุมชนในเขตเมืองเชียงราย ตัวเลขนี้หมายถึงความพยายามลดเวลาที่น้ำต้องขังอยู่หน้าบ้าน ถนน และพื้นที่เศรษฐกิจ เมื่อฝนหนักเกิดขึ้นอีกครั้ง

เทศบาลนครเชียงรายร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ลงพื้นที่ติดตามการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ใน 3 จุดสำคัญ ได้แก่ ชุมชนป่าแดง หัวสนามบิน 416 และบริเวณสะพานฮ่องลี่ ซึ่งเชื่อมโยงพื้นที่ชุมชนฮ่องลี่และชุมชนป่างิ้ว เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำออกจากพื้นที่เมืองเมื่อเกิดฝนตกหนัก ข้อมูลการติดตั้งและพื้นที่ดำเนินการตรงกับข้อมูลที่เทศบาลนครเชียงรายเผยแพร่ต่อสาธารณะในวันที่ 8 สิงหาคม 2569

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าเชียงรายมีเครื่องสูบน้ำกี่เครื่อง แต่อยู่ที่การเชื่อมทรัพยากรจากหน่วยงานระดับภูมิภาคเข้ากับความรู้พื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เมื่อเกิดน้ำท่วมเมือง หน่วยงานหนึ่งอาจรู้ว่าพื้นที่ใดเป็นจุดอ่อน แต่อีกหน่วยงานอาจมีเครื่องจักรและองค์ความรู้เฉพาะทางมากกว่า หากทั้งสองส่วนไม่เชื่อมกัน ความช่วยเหลือก็อาจมาช้าเกินไป

นี่จึงเป็นภาพของการบริหารน้ำที่ต้องข้ามขอบเขตหน่วยงาน และทำให้ระบบระบายน้ำทั้งเมืองทำงานเหมือนเป็นระบบเดียวกัน

3 จุดยุทธศาสตร์ เป้าหมายเดียว เร่งน้ำออกจากเมือง

การติดตั้งเครื่องสูบน้ำครั้งนี้มุ่งไปยังพื้นที่ชุมชนป่าแดง หัวสนามบิน 416 และสะพานฮ่องลี่

ทั้งสามจุดถูกกำหนดให้เป็นจุดสำคัญในการเร่งระบายน้ำออกจากเขตเมือง โดยเฉพาะเมื่อปริมาณน้ำฝนมากเกินกว่าที่ระบบระบายน้ำตามแรงโน้มถ่วงจะรับได้ทันในช่วงเวลาสั้น ๆ

ตามข้อมูลของเทศบาลนครเชียงราย เครื่องสูบน้ำทั้งสามจุดพร้อมใช้งาน และมีกำลังสูบรวมสูงสุด 5,400 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง หรือ 90,000 ลิตรต่อนาที

เมื่อคำนวณจากตัวเลขดังกล่าว ทั้งสองหน่วยเป็นค่าที่สอดคล้องกัน เพราะ 5,400 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เท่ากับประมาณ 90 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที หรือประมาณ 90,000 ลิตรต่อนาที

ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าน้ำท่วมทุกกรณีจะถูกระบายออกหมดในเวลาอันสั้น

ความเร็วในการลดระดับน้ำยังขึ้นอยู่กับปริมาณฝนที่ตกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ความจุของท่อและคลอง ระดับน้ำในแม่น้ำกก รวมถึงความต่างระดับระหว่างจุดสูบกับจุดระบาย

แต่สิ่งที่เครื่องสูบน้ำเพิ่มให้ระบบ คือ “กำลังบังคับน้ำ” ในช่วงที่การไหลตามธรรมชาติไม่สามารถระบายได้ทัน

เทศบาลรู้จุดเสี่ยง ทรัพยากรน้ำมีเครื่องจักร

วันที่ 8 สิงหาคม ว่าที่ร้อยตรี บุญญฤทธิ์ อายุยืน รองปลัดเทศบาลนครเชียงราย พร้อมนายประพันธ์ ช่างแก้ว เลขานุการเทศบาลนครเชียงราย สมาชิกสภาเทศบาล ประธานชุมชน ประชาชน และเจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน

ด้านสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 มี น.ส.สุพัดสอน สีมืด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 พร้อม น.ส.วรรณอนงค์ อุชุโกศลการ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการ นายศิริศักดิ์ เกษารัตน์ ผู้อำนวยการส่วนการจัดสรรน้ำที่ 1 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมปฏิบัติงาน

สิ่งที่น่าสนใจคือบทบาทของสองหน่วยไม่ได้ซ้ำกัน

เทศบาลนครเชียงรายอยู่ใกล้ปัญหามากที่สุด รู้ตำแหน่งถนน ชุมชน จุดน้ำขัง จุดที่ประชาชนร้องเรียน และข้อจำกัดของระบบระบายน้ำแต่ละพื้นที่

ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 มีภารกิจและเครื่องมือด้านทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่กว้างกว่า

เมื่อทั้งสองส่วนมาทำงานร่วมกัน จุดแข็งจึงถูกนำมาต่อกันแทนการทำงานแยกส่วน

นี่คือความหมายของคำว่า “บูรณาการ” ที่เห็นได้จากภาคสนาม มากกว่าการใช้คำดังกล่าวในเอกสารราชการเพียงอย่างเดียว

บทเรียนปี 2567 เปลี่ยนจากรอสูบ สู่การสแตนด์บายก่อนน้ำมา

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กำหนดแนวทางให้เมืองเพิ่มความพร้อมด้านการป้องกันน้ำท่วม หลังอุทกภัยครั้งใหญ่ปี 2567 สร้างผลกระทบและความกังวลแก่ประชาชน

แนวทางที่เทศบาลนำมาใช้ครอบคลุมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และการก่อสร้างผนังกั้นน้ำในชุมชนร่องเสือเต้น ฝั่งหมิ่น ป่าแดง และเกาะลอย ตามข้อมูลที่เทศบาลนครเชียงรายเผยแพร่

ความแตกต่างสำคัญของแนวคิดนี้คือ การไม่รอให้เกิดน้ำท่วมแล้วจึงค่อยหาเครื่องสูบ

เครื่องจักรถูกนำมาเตรียมไว้ในจุดเสี่ยงก่อนเข้าสู่สถานการณ์วิกฤต

หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2569 ของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งให้ความสำคัญกับการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยง การเตรียมความพร้อมของหน่วยงาน และการจัดการน้ำแบบบูรณาการก่อนเกิดเหตุ

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง การรับมือภัยพิบัติยุคใหม่ไม่ได้เริ่มเมื่อน้ำเข้าบ้าน

แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงที่เครื่องสูบยังไม่เดิน

ทำไมเมืองต้องใช้ทั้งผนังกั้นน้ำและเครื่องสูบ

ระบบป้องกันน้ำท่วมเมืองไม่สามารถพึ่งมาตรการเดียวได้

ผนังกั้นน้ำมีหน้าที่ป้องกันน้ำจากภายนอกไม่ให้ไหลเข้าพื้นที่เมืองในบางแนว

แต่เมื่อมีฝนตกอยู่ด้านในพื้นที่ที่ได้รับการป้องกัน น้ำฝนนั้นยังต้องหาทางออก

หากระดับแม่น้ำด้านนอกสูงจนไม่สามารถระบายตามธรรมชาติได้ น้ำภายในเมืองก็มีโอกาสสะสม

นี่คือสถานการณ์ที่เครื่องสูบน้ำมีบทบาท

ในทางวิศวกรรม แนวคิดนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับระบบบริหารพื้นที่ต่ำที่ควบคุมน้ำด้วยแนวป้องกัน ช่องทางระบาย และเครื่องสูบ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรเรียกระบบของเชียงรายว่าเป็น “Polder System” เต็มรูปแบบ หากยังไม่มีองค์ประกอบทางวิศวกรรมที่ออกแบบเป็นพื้นที่ควบคุมปิดครบทั้งระบบ

ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะ Polder ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีคันกั้นน้ำและเครื่องสูบ

แต่เป็นพื้นที่ที่ถูกควบคุมระดับน้ำภายในด้วยระบบโครงสร้างและการสูบอย่างเป็นระบบ

สิงคโปร์ใช้ Polder จริง แต่ไม่ได้ใช้กับทั้งเมือง

สิงคโปร์เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ แต่ต้องเปรียบเทียบอย่างถูกบริบท

PUB หน่วยงานน้ำแห่งชาติของสิงคโปร์พัฒนา Tekong Polder ที่ Pulau Tekong ซึ่งเป็น Polder แห่งแรกของประเทศ โดยใช้คันกั้นชายฝั่งยาวประมาณ 10 กิโลเมตร ร่วมกับระบบบริหารระดับน้ำในพื้นที่ซึ่งบางส่วนอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 1.2 เมตร

นี่คือ Polder อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ระบบรับมือน้ำท่วมของสิงคโปร์ในพื้นที่เมืองไม่ได้พึ่ง Polder เพียงรูปแบบเดียว

PUB ใช้แนวทางหลายชั้น ตั้งแต่การขยายและเพิ่มความลึกของท่อและคลอง การสร้างคลองผันน้ำ ไปจนถึงระบบกักเก็บน้ำระดับลุ่มน้ำ และปรับปรุงระบบระบายน้ำทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เชียงรายสามารถเรียนรู้จึงไม่ใช่การลอกโครงสร้างของสิงคโปร์มาใช้ตรง ๆ

แต่คือหลักคิดที่ว่า เมืองต้องมีทั้งระบบป้องกัน ระบบระบาย ระบบกักชั่วคราว และเครื่องจักรสำรองทำงานร่วมกัน

โตเกียวไม่ได้ใช้ Polder เป็นหัวใจ แต่สร้างพื้นที่ให้น้ำไปอยู่แทนเมือง

อีกเมืองที่มักถูกยกมาเปรียบเทียบคือโตเกียว

แต่โมเดลของโตเกียวแตกต่างออกไป

กรุงโตเกียวใช้ทั้งอ่างหน่วงน้ำใต้ดิน อุโมงค์ระบายน้ำ และพื้นที่พักน้ำ เพื่อรับน้ำส่วนเกินในช่วงฝนหนัก ก่อนปล่อยกลับเมื่อระดับน้ำลดลง

หนึ่งในโครงสร้างสำคัญของพื้นที่มหานครโตเกียว คือ Metropolitan Outer Area Underground Discharge Channel ซึ่งทำหน้าที่รับน้ำจากแม่น้ำหลายสายเข้าสู่ระบบใต้ดินขนาดใหญ่ก่อนระบายออก เพื่อลดความเสี่ยงน้ำล้นเข้าสู่พื้นที่ชุมชน

แก่นของโมเดลโตเกียวจึงไม่ใช่ “สูบน้ำให้แรงที่สุด”

แต่คือการสร้างพื้นที่สำรองให้น้ำมีที่ไปในช่วงที่ระบบปกติรับไม่ไหว

เมื่อมองย้อนกลับมายังเชียงราย เครื่องสูบสามจุดจึงควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ไม่ใช่ปลายทางของระบบทั้งหมด

แม่น้ำกกคือปลายทาง แต่ระดับน้ำปลายทางก็เป็นตัวแปร

ตามแผนการปฏิบัติ เครื่องสูบน้ำถูกเตรียมเพื่อเร่งระบายน้ำจากเขตเมืองออกสู่แม่น้ำกกเมื่อเกิดสถานการณ์

แนวทางนี้ช่วยลดน้ำสะสมในพื้นที่ด้านใน แต่ประสิทธิภาพต้องพิจารณาควบคู่กับสถานการณ์ของแม่น้ำกกด้วย

หากแม่น้ำกกมีระดับสูง การระบายน้ำตามธรรมชาติอาจช้าลง และเครื่องสูบยิ่งมีบทบาทมากขึ้น

ในทางกลับกัน หากปริมาณน้ำฝนที่เข้าสู่พื้นที่เมืองสูงกว่ากำลังสูบรวมอย่างต่อเนื่อง ระบบก็ยังสามารถเกิดน้ำขังได้

ดังนั้น การมีตัวเลขกำลังสูบ 5,400 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเมืองรองรับฝนได้มากที่สุดกี่มิลลิเมตรต่อชั่วโมง

การตอบคำถามนั้นต้องมีข้อมูลพื้นที่รับน้ำ ความจุท่อ คลอง จุดต่ำ และแบบจำลองน้ำของระบบเมืองประกอบ

นี่คือข้อมูลที่หากเทศบาลเปิดเผยต่อสาธารณะ จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจความเสี่ยงได้ชัดเจนขึ้น

Safe City ไม่ใช่เมืองที่ไม่มีน้ำท่วม แต่คือเมืองที่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร

แนวนโยบายของนายวันชัย จงสุทธานามณี ที่มุ่งเพิ่มระบบระบายน้ำ ผนังกั้นน้ำ และการเตรียมเครื่องจักร สามารถอ่านได้ในภาพใหญ่ของการสร้างเมืองที่ปลอดภัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คำว่า Safe City ในบริบทภัยพิบัติไม่ได้หมายความว่า เมืองจะไม่มีน้ำท่วมอีกเลย

สภาพภูมิอากาศ ปริมาณฝน ระดับแม่น้ำ และเหตุการณ์สุดขั้วสามารถเกินค่าที่โครงสร้างถูกออกแบบไว้ได้

เมืองที่มีความยืดหยุ่นจึงต้องตอบให้ได้อย่างน้อยสามเรื่อง

รู้ก่อนว่าจุดไหนเสี่ยง

มีทรัพยากรพร้อมก่อนเกิดเหตุ

และสามารถฟื้นกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วที่สุดหลังเหตุการณ์

ในส่วนนี้ การทำงานร่วมกันระหว่าง น.ส.สุพัดสอน สีมืด ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 กับทีมเทศบาลนครเชียงราย จึงมีความหมายในเชิงนโยบาย

เพราะกำลังทำให้ทรัพยากรจากระดับภูมิภาคถูกนำมาใช้ตามโจทย์จริงของพื้นที่

แผนแม่บท 20 ปี ย้ำว่าการจัดการน้ำต้องไม่แยกหน่วย

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติใช้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี เป็นกรอบใหญ่ในการขับเคลื่อนการจัดการน้ำของประเทศ โดยเชื่อมตั้งแต่การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค น้ำภาคการผลิต การจัดการน้ำท่วม การอนุรักษ์ต้นน้ำ ไปจนถึงระบบบริหารจัดการ

มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2569 ยังเน้นการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมการก่อนเกิดสถานการณ์และลดผลกระทบในพื้นที่เสี่ยง

กรณีเชียงรายจึงสะท้อนหลักคิดดังกล่าวในระดับพื้นที่

เทศบาลไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเครื่องจักรทุกชนิด

สำนักงานทรัพยากรน้ำก็ไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดทุกตรอกซอยในเขตเมือง

แต่ทั้งสองฝ่ายต้องสามารถเชื่อมข้อมูล คน เครื่องจักร และการตัดสินใจเข้าด้วยกัน

เครื่องสูบน้ำ 3 จุดจึงเป็นมากกว่าเครื่องจักร

หากมองเพียงภายนอก ภาพที่เกิดขึ้นวันที่ 8 สิงหาคม คือเจ้าหน้าที่กำลังตรวจเครื่องสูบน้ำสามจุดก่อนเกิดฝนหนัก

แต่หากมองในระดับโครงสร้าง นี่คือบททดสอบของระบบบริหารน้ำเมืองเชียงรายหลังบทเรียนปี 2567

จุดสำคัญไม่ใช่ว่าเครื่องสูบน้ำจะทำงานได้หรือไม่เพียงอย่างเดียว

แต่คือเมื่อฝนเริ่มหนัก ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจเดินเครื่อง

ข้อมูลระดับน้ำมาจากที่ใด

เทศบาลและสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ใช้ข้อมูลเดียวกันหรือไม่

หากจุดหนึ่งรับน้ำเกินขีดความสามารถ จะสามารถเคลื่อนย้ายเครื่องจักรเสริมได้เร็วเพียงใด

และประชาชนจะได้รับคำเตือนก่อนน้ำเข้าพื้นที่หรือหลังน้ำเริ่มท่วมแล้ว

คำถามเหล่านี้คือเส้นแบ่งระหว่างการมีเครื่องจักร กับการมี “ระบบจัดการภัยพิบัติ”

เชียงรายกำลังขยับจากบทเรียนของน้ำท่วมครั้งใหญ่ ไปสู่การเตรียมอุปกรณ์ไว้ก่อนสถานการณ์ การเชื่อมหน่วยงานระดับเมืองกับระดับภูมิภาค และใช้แม่น้ำกกเป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายเมือง

เครื่องสูบน้ำสามจุดจึงอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของน้ำท่วมเชียงราย

แต่เป็นชิ้นส่วนสำคัญของแนวคิดใหม่

จากเดิมที่แต่ละหน่วยมีคน มีเครื่องมือ และมีภารกิจของตนเอง

ไปสู่ระบบที่พยายามทำให้ทุกทรัพยากรพร้อมถูกเรียกใช้ในจังหวะเดียวกัน

และสำหรับประชาชนที่เคยผ่านน้ำท่วมปี 2567 สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การเห็นเครื่องสูบขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมชุมชน

แต่คือความมั่นใจว่า เมื่อฝนก้อนต่อไปมาถึง เครื่องเหล่านั้นจะเดินก่อนที่น้ำจะกลายเป็นวิกฤต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :