คนไทยแห่เที่ยวจีน 3.1 ล้านคน ททท.เชียงราย พลิกวิกฤตชวนใส่ชุดจีนโบราณถ่ายรูปวัดห้วยปลากั้ง

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • ปี 2568 คนไทยเที่ยวต่างประเทศสร้างสถิติสูงสุด 13.06 ล้านคน ใช้จ่ายสะพัดกว่า 5.59 แสนล้านบาท
  • จีนครองจุดหมายอันดับ 1 ด้วยจำนวน 3.1 ล้านคน จากแรงหนุนฟรีวีซ่าถาวรและความคุ้มค่า
  • สปป.ลาว ติดอันดับ 3 มีคนไทยเดินทาง 1.4 ล้านคน โดยมีรถไฟลาว–จีน เป็นโครงสร้างพื้นฐานเปลี่ยนพฤติกรรมเดินทาง
  • การที่จีนและลาวดึงคนไทยรวม 4.5 ล้านคน สะท้อนว่าภูมิรัฐศาสตร์ท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขงตอนบนเปลี่ยนไปอย่างถาวร
  • ททท. สำนักงานเชียงราย พลิกกลยุทธ์จับกระแสจีนฟีเวอร์ เปิดบริการเช่าชุดจีนโบราณถ่ายภาพ ณ วัดห้วยปลากั้ง เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่

คนไทยเที่ยวเมืองนอกทุบสถิติ จีน–ลาวเปลี่ยนแผนที่ท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง เชียงรายเร่งจับกระแสจีนผ่านวัดห้วยปลากั้ง

เชียงราย,28 กันยายน 2569 – ปี 2568 คนไทยเดินทางเที่ยวต่างประเทศ 13.06 ล้านคน ใช้จ่ายรวม 5.59 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จีนขึ้นเป็นจุดหมายอันดับ 1 จากฟรีวีซ่า ความคุ้มค่า และพลังคอนเทนต์ ขณะที่ลาวโตจากโครงสร้างพื้นฐานและรถไฟลาว–จีน กระแสนี้กำลังสะท้อนกลับมาที่เชียงราย เมื่อ ททท. สำนักงานเชียงรายชวนเปิดประสบการณ์แต่งชุดจีนโบราณเที่ยววัดห้วยปลากั้ง สร้างจุดขายใหม่ให้เมืองท่องเที่ยวชายแดนภาคเหนือ

คนไทยยังเที่ยว แม้เศรษฐกิจไม่ง่าย

ท่ามกลางเสียงสะท้อนเรื่องค่าครองชีพและเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ตัวเลขการเดินทางออกนอกประเทศของคนไทยกลับให้ภาพอีกด้านหนึ่งอย่างชัดเจน ปี 2568 คนไทยเดินทางเที่ยวต่างประเทศ 13.06 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4 และใช้จ่ายรวม 5.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.5 กลายเป็นสถิติสูงสุดทั้งจำนวนผู้เดินทางและเม็ดเงินที่ใช้จ่าย

หากแตกตัวเลขออกมา การใช้จ่ายรวมดังกล่าวเทียบได้กับเม็ดเงินกว่า 1,530 ล้านบาทต่อวัน เฉลี่ยประมาณ 42,790 บาทต่อทริป หรือราว 6,609 บาทต่อวัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยไม่ใช่พฤติกรรมชายขอบของคนส่วนน้อยอีกต่อไป แต่เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักต่อเศรษฐกิจ บริการทางการเงิน สายการบิน แพลตฟอร์มจองที่พัก และธุรกิจท่องเที่ยวข้ามพรมแดนโดยตรง

ประเด็นสำคัญคือ แม้จะตัดรายจ่ายของคนไทยที่เดินทางไปจีนออกทั้งหมด รายจ่ายท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยก็ยังอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นั่นหมายความว่า ปี 2568 ไม่ได้มีเพียง “China Effect” แต่เป็นการกลับมาของความต้องการเดินทางต่างประเทศในวงกว้าง หลังผู้บริโภคไทยเริ่มจัดสรรเงินเพื่อซื้อประสบการณ์มากขึ้น แม้ต้องเลือกอย่างระมัดระวังขึ้นก็ตาม

จีนขึ้นอันดับหนึ่งจากฟรีวีซ่า สู่จุดหมายคุ้มค่าที่คนไทยเลือก

ในอดีต จุดหมายต่างประเทศที่คนไทยนึกถึงมักเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือเมืองหลักในยุโรป แต่ปี 2568 แผนที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จีนขึ้นเป็นจุดหมายอันดับ 1 ด้วยจำนวนผู้เดินทางประมาณ 3.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.2 จากปีก่อน

ปัจจัยแรกคือความตกลงยกเว้นวีซ่าถาวรไทย–จีน ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทยและจีนสามารถเดินทางเข้า ออก หรือผ่านแดนอีกฝ่ายได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า พำนักได้ไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง และรวมไม่เกิน 90 วันภายในช่วงเวลา 180 วัน ตามเงื่อนไขที่กระทรวงการต่างประเทศประกาศไว้

แต่ฟรีวีซ่าเป็นเพียงประตูบานแรก สิ่งที่ทำให้จีนขึ้นเร็วคือการรวมกันของความคุ้มค่า เมืองท่องเที่ยวที่หลากหลาย ระบบขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่ และพลังคอนเทนต์จากซีรีส์จีน นักแสดงจีน และแพลตฟอร์มโซเชียลที่กระตุ้นให้คนไทยอยากเดินทางไปเห็นสถานที่จริง จีนจึงไม่ได้ขายเพียงคำว่าไม่ต้องขอวีซ่า แต่ขายความรู้สึกว่าเดินทางง่าย มีทางเลือกมาก และคุ้มกับเงินที่จ่าย

ลาวโตแรงเพราะโครงสร้างพื้นฐานเปลี่ยนพฤติกรรมเดินทาง

อีกจุดหมายที่น่าจับตาคือ สปป.ลาว ซึ่งมีคนไทยเดินทางไปราว 1.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.6 ความใกล้ทางภูมิศาสตร์เป็นข้อได้เปรียบเดิมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนภาพการเดินทางในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะรถไฟลาว–จีน

รถไฟลาว–จีนเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 เชื่อมการเดินทางจากนครเวียงจันทน์ไปยังเมืองสำคัญ เช่น วังเวียง หลวงพระบาง และต่อไปยังจีนตอนใต้ ทำให้จุดหมายที่เคยใช้เวลาเดินทางนาน กลายเป็นเส้นทางที่วางแผนได้ง่ายขึ้นสำหรับนักเดินทางไทย

กรณีลาวชี้ให้เห็นว่า Connectivity ไม่ได้สำคัญเฉพาะการค้าและโลจิสติกส์ แต่มีผลโดยตรงต่อการท่องเที่ยว เมื่อต้นทุนด้านเวลาลดลง เมืองที่เคยอยู่ไกลในความรู้สึกก็กลายเป็นจุดหมายระยะใกล้ที่จับต้องได้มากขึ้น

เชียงรายอยู่ตรงกลางของภูมิรัฐศาสตร์ท่องเที่ยวใหม่

เมื่อรวมจีน 3.1 ล้านคน และลาว 1.4 ล้านคน จะเห็นว่าจุดหมายที่เชื่อมโยงกับภาคเหนือและลุ่มน้ำโขงดึงคนไทยเดินทางรวมกันราว 4.5 ล้านคน ตัวเลขนี้มีความหมายต่อเชียงรายโดยตรง เพราะเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวปลายทาง แต่ยังเป็นเมืองประตูของภูมิภาคที่เชื่อมโยงไทย ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้

ในวันที่นักท่องเที่ยวไทยเริ่มมองจีนและลาวเป็นตัวเลือกหลัก เชียงรายมีโอกาสออกแบบสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมกับกระแสนี้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางวัฒนธรรมจีน ลุ่มน้ำโขง เมืองชายแดน ชา กาแฟ วัด ศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการที่ ททท. สำนักงานเชียงรายชวนทดลองเที่ยววัดห้วยปลากั้งในมุมใหม่ ผ่านการแต่งชุดจีนโบราณ เดินชมศาสนสถาน และถ่ายภาพกับสถาปัตยกรรมที่ผสมกลิ่นอายจีนเข้ากับศิลปะล้านนา ทั้งเจดีย์ 9 ชั้นทรงจีนและองค์เจ้าแม่กวนอิมสีขาวขนาดใหญ่ ตามข้อมูลประชาสัมพันธ์ที่แนบมา

วัดห้วยปลากั้ง จากแลนด์มาร์กศรัทธา สู่ประสบการณ์ถ่ายภาพแบบจีนร่วมสมัย

วัดห้วยปลากั้งเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของเชียงรายที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคยจากภาพเจดีย์สูง องค์เจ้าแม่กวนอิมสีขาว และทิวทัศน์เมืองเชียงรายกับแนวเขาโดยรอบ จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือการผสมผสานศิลปะจีนและล้านนา ทำให้แตกต่างจากวัดท่องเที่ยวทั่วไปของภาคเหนือ

ททท. สำนักงานเชียงราย ระบุว่า ภายในวัดมีบริการเช่าชุดจีนจากร้าน “หนีห่าวเชียงราย” ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.30 ถึง 16.30 น. ค่าเช่าชุด 200 บาท พร้อมบริการทำผมและพร็อพฟรี

ประสบการณ์ลักษณะนี้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ไม่ได้ต้องการเพียงเดินชมสถานที่ แต่ต้องการมีส่วนร่วมกับบรรยากาศของแหล่งท่องเที่ยว ได้แต่งตัว ถ่ายภาพ เล่าเรื่อง และแชร์ประสบการณ์ของตนเองบนโซเชียลมีเดีย หากออกแบบอย่างเหมาะสม วัดห้วยปลากั้งอาจกลายเป็นต้นแบบของการต่อยอดแลนด์มาร์กศรัทธาให้เป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยไม่ทำลายความสงบของพื้นที่

ไทยต้องเรียนรู้จากประเทศที่ทำให้การเดินทางง่าย

บทเรียนจากจีน ลาว ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ชัดเจนมาก การท่องเที่ยวไม่ได้แข่งขันกันด้วยแหล่งท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันกันด้วยความง่าย ความคุ้มค่า ความแน่นอน และประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวได้รับตั้งแต่ก่อนเดินทางจนกลับบ้าน

จีนทำให้เห็นพลังของการลดอุปสรรคก่อนเดินทาง ลาวทำให้เห็นพลังของโครงสร้างพื้นฐาน ญี่ปุ่นทำให้เห็นพลังของคุณภาพที่ทำให้นักท่องเที่ยวยอมจ่าย ส่วนเกาหลีใต้สะท้อนอีกด้านว่า ความไม่แน่นอนในการเข้าเมืองสามารถกลายเป็นต้นทุนที่ทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจุดหมายได้

สำหรับเชียงราย โจทย์จึงไม่ใช่แค่ดึงคนมาเที่ยว แต่ต้องทำให้การมาเชียงรายง่ายขึ้น คุ้มขึ้น และมีเรื่องเล่าที่ชัดขึ้น ตั้งแต่สนามบิน ถนน การเดินทางเข้าแหล่งท่องเที่ยว ป้ายสื่อสารหลายภาษา ระบบจองกิจกรรม ไปจนถึงการออกแบบคอนเทนต์ที่เชื่อมกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่

เมืองชายแดนที่ต้องจับกระแสให้ทัน

ปี 2568 เป็นปีที่บอกว่า “ความสะดวก” กลายเป็นพลังเศรษฐกิจ จีนและลาวไม่ได้โตเพราะมีแหล่งท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่โตเพราะลดแรงเสียดทานของการเดินทาง ขณะที่คนไทยยอมจ่ายเพื่อจุดหมายที่ทำให้รู้สึกว่าเงินและเวลาที่เสียไปคุ้มค่า

เชียงรายอยู่ในจังหวะที่ต้องอ่านสัญญาณนี้ให้เร็ว เมืองมีทั้งทุนวัฒนธรรมจีน ล้านนา ชายแดน ลุ่มน้ำโขง และโครงข่ายท่องเที่ยวที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน หากสามารถต่อยอดวัดห้วยปลากั้งและแลนด์มาร์กอื่นให้เป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวร่วมสมัยได้ เมืองจะไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านสู่ลาวหรือจีน แต่จะกลายเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวตั้งใจมาสัมผัสด้วยตัวเอง

การแต่งชุดจีนถ่ายภาพที่วัดห้วยปลากั้งอาจดูเป็นกิจกรรมเล็ก ๆ แต่ในภาพใหญ่ นี่คือสัญญาณของการปรับตัว เมืองท่องเที่ยวที่เข้าใจคอนเทนต์ เข้าใจโครงสร้างพื้นฐาน และเข้าใจอารมณ์ของนักเดินทาง จะมีโอกาสยืนอยู่ในแผนที่ท่องเที่ยวใหม่ของลุ่มน้ำโขงได้อย่างมั่นคง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :