เปลี่ยนกำไรธุรกิจสู่ทุนสาธารณะ พิจิตร–มจุลี สินธุฉัตร เจ้าของห้างทองเยาวราชกรุงเทพ มอบ 300 ล้าน สร้างอาคารอุบัติเหตุแห่งใหม่เพื่อคนเชียงราย


Summary


300 ล้านเพื่อชีวิตคนเชียงราย เปิดเรื่องราว “พิจิตร–มจุลี สินธุฉัตร” หนุนสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินแห่งใหม่ ยกระดับด่านหน้าผู้ป่วยวิกฤตภาคเหนือ

เชียงราย,28 สิงหาคม 2569 – เงินบริจาคกว่า 300 ล้านบาทกำลังถูกเปลี่ยนจากตัวเลขบนเอกสารให้กลายเป็นโครงสร้างสาธารณสุขที่จับต้องได้ เมื่อคุณพิจิตร สินธุฉัตร และคุณมจุลี สินธุฉัตร สนับสนุนทุนทรัพย์เพื่อการก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินแห่งใหม่ให้แก่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์หลักของจังหวัดเชียงรายที่รองรับผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยส่งต่อจำนวนมาก โดยข้อมูลที่เผยแพร่ระบุถึงเงินบริจาคกว่า 300 ล้านบาทสำหรับอาคารดังกล่าวโดยตรง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายแพทย์สมศักดิ์ อุทัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับคุณพิจิตรและคุณมจุลี ในโอกาสที่ทั้งสองเดินทางมาร่วมรับฟังการนำเสนอแบบก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินแห่งใหม่ ภาพที่โรงพยาบาลเผยแพร่สะท้อนว่าโครงการไม่ได้หยุดอยู่เพียงการมอบเงินบริจาค แต่กำลังเดินเข้าสู่รายละเอียดการออกแบบและการเตรียมโครงสร้างบริการที่จะเกิดขึ้นภายในอาคาร

ความหมายของเงินก้อนนี้จึงไม่ได้อยู่ที่คำว่า “บริจาค 300 ล้านบาท” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึงคำถามสำคัญกว่า คือ เมื่ออาคารสร้างเสร็จแล้ว โรงพยาบาลจะสามารถลดความแออัดของห้องฉุกเฉิน เพิ่มประสิทธิภาพการคัดแยกผู้ป่วย และรับมือกับอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากได้ดีขึ้นเพียงใด เพราะสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน เวลาไม่กี่นาทีอาจมีผลต่อโอกาสรอดชีวิต

จากเงินบริจาค สู่ Emergency & Trauma Center ที่ต้องตอบโจทย์คนทั้งระบบ

ข้อมูลประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลระบุว่า อาคารใหม่ถูกวางบทบาทให้เป็น “อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน” พร้อมระบบบริการที่ช่วยลดความแออัดและเพิ่มความคล่องตัวของการดูแลผู้ป่วย โดยในการพบกันวันที่ 11 สิงหาคม ทั้งผู้บริจาคและฝ่ายโรงพยาบาลได้ร่วมรับฟังการนำเสนอแบบก่อสร้าง ซึ่งสะท้อนว่าโครงการกำลังอยู่ในช่วงพัฒนารายละเอียดก่อนการก่อสร้าง ไม่ใช่อาคารที่สร้างแล้วเสร็จในปัจจุบัน

จุดนี้ต้องแยกจากอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 14 ชั้นที่โรงพยาบาลมีใช้งานอยู่แล้ว ซึ่งข้อมูลในเอกสารระบุว่าอาคารเดิมเป็นศูนย์กลางการดูแลผู้ป่วยวิกฤต มีทั้งห้องฉุกเฉิน ระบบรังสีวินิจฉัย หอสังเกตอาการ ห้องผ่าตัด และหอผู้ป่วยวิกฤตในอาคารเดียวกัน ดังนั้น โครงการที่ได้รับการสนับสนุน 300 ล้านบาทควรถูกนำเสนอในฐานะ การขยายและยกระดับโครงสร้างบริการฉุกเฉินเพิ่มเติม ไม่ควรทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าโรงพยาบาลเพิ่งมีศูนย์อุบัติเหตุเป็นครั้งแรก

สิ่งที่ควรติดตามต่อคือแบบอาคารใหม่จะวางความสัมพันธ์กับอาคาร 14 ชั้นเดิมอย่างไร ระบบรถพยาบาลจะเข้า–ออกทางใด พื้นที่คัดแยกผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นเท่าใด และผู้ป่วยประเภทไหนจะถูกแยกออกจากระบบ ER เดิม เพราะคำตอบเหล่านี้จะบอกได้ว่าเงินบริจาคก้อนใหญ่กำลังเปลี่ยน “Capacity” ของโรงพยาบาลในมิติใดบ้าง

ทำไมเชียงรายต้องขยาย ER ทั้งที่มีอาคารฉุกเฉินขนาดใหญ่อยู่แล้ว

โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนโรงพยาบาลทั่วไปเพียงแห่งเดียวในเมือง แต่เป็นจุดรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาระดับสูงและเป็นปลายทางของระบบส่งต่อจากพื้นที่รอบจังหวัด ความซับซ้อนจึงเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยฉุกเฉินทั่วไป อุบัติเหตุหนัก ผู้ป่วยที่ถูกส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชน และกรณีอุบัติภัยหมู่ต้องใช้ทรัพยากรร่วมกันในช่วงเวลาเดียวกัน

ข้อมูลในเอกสารประกอบระบุว่าโครงสร้างปัจจุบันของโรงพยาบาลมีเตียงผู้ป่วยในรวม 821 เตียง พร้อมหอผู้ป่วยวิกฤตหลายสาขาและห้องผ่าตัด 19 ห้อง ซึ่งสะท้อนขนาดของภารกิจในฐานะโรงพยาบาลศูนย์ แม้ตัวเลขเหล่านี้ควรตรวจสอบกับข้อมูลทางการล่าสุดอีกครั้งก่อนใช้ในสื่อประชาสัมพันธ์ระยะยาว แต่ก็ช่วยให้เห็นภาพว่าการขยาย ER ไม่ได้เกิดขึ้นในระบบเล็ก ๆ หากเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการรักษาที่มีความซับซ้อนสูงอยู่แล้ว

ในสถานการณ์อุบัติเหตุใหญ่ ความสามารถของโรงพยาบาลไม่ได้วัดเพียงจำนวนเตียง แต่รวมถึงพื้นที่คัดกรอง ช่องทางนำส่งผู้ป่วย ห้องช่วยชีวิต ระบบวินิจฉัย ห้องผ่าตัด และเส้นทางเคลื่อนย้ายภายในที่ไม่ติดขัด หากจุดใดจุดหนึ่งเกิดคอขวด ผู้ป่วยวิกฤตที่ควรได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วก็อาจต้องรอนานขึ้น

นี่คือเหตุผลที่อาคาร ER ใหม่ควรถูกมองเป็น Infrastructure for Time-Critical Care มากกว่าสิ่งปลูกสร้างใหม่เพียงหลังหนึ่ง

เงิน 300 ล้านมีความหมาย เพราะถูกวางอยู่ตรง “ด่านแรก” ของโรงพยาบาล

ห้องฉุกเฉินเป็นพื้นที่ที่โรงพยาบาลต้องตัดสินใจรวดเร็วที่สุด ผู้ป่วยที่มาถึงไม่ได้เรียงลำดับตามเวลาที่เข้าประตู แต่ต้องถูกคัดแยกตามความรุนแรง ตั้งแต่ผู้ป่วยที่ต้องช่วยชีวิตทันที ไปจนถึงผู้ป่วยที่สามารถรอรับบริการได้

ข้อมูลภายในเอกสารระบุว่าโรงพยาบาลใช้ระบบการคัดแยกผู้ป่วยเป็นหลายระดับ เพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนและใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมกับความรุนแรงของอาการ นั่นหมายความว่าคุณภาพของ ER ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนแพทย์หรือเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์โดยตรงกับการออกแบบพื้นที่ เพราะจุดลงทะเบียน จุดคัดแยก ห้อง Resuscitation ทางเดินรถเข็น และการเชื่อมกับ X-ray, CT, ห้องผ่าตัด และ ICU ต้องทำงานเป็นระบบเดียวกัน

หากอาคารใหม่ถูกออกแบบโดยนำ Workflow ทางคลินิกมาเป็นแกนกลาง ผลลัพธ์ที่มีคุณค่าที่สุดอาจไม่ใช่เพียง “พื้นที่มากขึ้น” แต่เป็นระยะเวลาที่ผู้ป่วยวิกฤตเข้าสู่การรักษาได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันผู้ป่วยระดับความรุนแรงต่ำก็ไม่จำเป็นต้องไปกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกับผู้ป่วยที่กำลังอยู่ในภาวะคุกคามชีวิต

ดังนั้น การรับฟังแบบก่อสร้างร่วมกันระหว่างผู้บริจาคและโรงพยาบาลในครั้งนี้จึงมีความสำคัญ เพราะเงินลงทุนด้านอาคารโรงพยาบาลให้ผลดีที่สุดเมื่อ “แบบสถาปัตยกรรม” ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับ “กระบวนการรักษา” ตั้งแต่ต้น

ไม่ใช่แค่ ER แต่ต้องคิดถึงวันที่มีผู้บาดเจ็บเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก

เชียงรายเป็นจังหวัดที่เผชิญความเสี่ยงหลายรูปแบบ ทั้งอุบัติเหตุทางถนน น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม แผ่นดินไหว ไฟไหม้ และภัยพิบัติที่อาจสร้างผู้บาดเจ็บจำนวนมากพร้อมกัน นั่นทำให้ระบบฉุกเฉินของโรงพยาบาลศูนย์ต้องเตรียมรับสถานการณ์ที่เกินกว่าการให้บริการในวันปกติ

เอกสารประกอบระบุว่า เมื่อเกิด Mass Casualty Incident โรงพยาบาลสามารถเปลี่ยนเข้าสู่ระบบบัญชาการเหตุการณ์ หรือ Incident Command System และเปิด Emergency Operation Center เพื่อบริหารทรัพยากรทั้งโรงพยาบาล อาคารใหม่จึงควรถูกมองในอีกมิติว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ความพร้อมของเมือง” เมื่อเชียงรายเผชิญเหตุใหญ่ ไม่ใช่เพียงสถานที่รักษาคนไข้รายบุคคล

พื้นที่ ER ที่มีความยืดหยุ่นสามารถช่วยให้โรงพยาบาลปรับจาก Normal Operations ไปสู่ Surge Capacity ได้เร็วขึ้น เช่น เพิ่มพื้นที่คัดแยกผู้ป่วยชั่วคราว แยกเส้นทางผู้บาดเจ็บหนักกับผู้ป่วยทั่วไป หรือเชื่อมการรับผู้ป่วยจากรถพยาบาลจำนวนมากโดยไม่ทำให้บริการประจำหยุดชะงัก

ประเด็นเหล่านี้ควรถูกถามต่อในแบบก่อสร้าง เพราะจะเป็นตัวชี้ว่าอาคารมูลค่าหลายร้อยล้านบาทกำลังถูกออกแบบสำหรับ “เหตุการณ์ปกติ” หรือเตรียมพร้อมสำหรับ “วันที่ไม่ปกติ” ด้วย

ผู้บริจาคไม่ได้เลือกสร้างแลนด์มาร์ก แต่เลือกลงทุนกับระบบช่วยชีวิต

ในมิติทางสังคม การบริจาค 300 ล้านบาทมีความน่าสนใจตรงที่เงินถูกนำไปใช้กับโครงสร้างบริการที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยจากครอบครัวฐานะใด เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉิน ทุกคนต้องเข้าสู่ระบบเดียวกันและถูกจัดลำดับตามความรุนแรงทางการแพทย์

ข้อมูลที่แนบมาระบุชื่อคุณพิจิตรและคุณมจุลี สินธุฉัตร ในฐานะผู้สนับสนุนทุนทรัพย์กว่า 300 ล้านบาทสำหรับอาคารอุบัติเหตุฉุกเฉินของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์อย่างชัดเจน ทั้งสองเป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับห้างทองเยาวราชกรุงเทพ โดยเอกสารประกอบยังระบุว่าธุรกิจครอบครัวมีรากฐานและนิติบุคคลสำคัญตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงรายมายาวนาน

อย่างไรก็ตาม ในการเขียนข่าวควรแยก “ประวัติธุรกิจ” ออกจาก “คุณค่าของการบริจาค” ให้ชัด ไม่จำเป็นต้องใช้มูลค่าธุรกิจ รายได้ หรือการวิเคราะห์ความมั่งคั่งเพื่อทำให้เงินบริจาคดูใหญ่ขึ้น เพราะข้อเท็จจริงที่ผู้บริจาคสนับสนุน 300 ล้านบาทเพื่อโครงสร้างสาธารณสุขมีน้ำหนักมากเพียงพออยู่แล้ว

เรื่องที่มีคุณค่ากว่าคือ หลังเงินก้อนนี้ถูกส่งต่อเข้าสู่ระบบสาธารณสุข จะช่วยให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรสามารถดูแลผู้ป่วยได้ดีขึ้นอย่างไร

300 ล้านบาทไม่ควรจบที่ตัวเลข ต้องเปิดให้เห็นว่ากลายเป็นอะไรบ้าง

เมื่อโครงการใช้เงินบริจาคระดับ 300 ล้านบาท สิ่งที่น่าติดตามต่อในเชิงความโปร่งใสและ Public Accountability คือ Scope ของเงินก้อนดังกล่าว ว่าครอบคลุมเฉพาะตัวอาคาร งานระบบ และสาธารณูปโภค หรือรวมถึงครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เฟอร์นิเจอร์ ระบบ IT และอุปกรณ์ฉุกเฉินด้วย

ข้อมูลที่มีในขณะนี้ยืนยันเพียงว่ามีการสนับสนุนทุนทรัพย์จำนวน 300 ล้านบาทสำหรับการสร้างอาคาร และวันที่ 11 สิงหาคมมีการรับฟังการนำเสนอแบบก่อสร้าง แต่ยังไม่มีรายละเอียดจากข้อมูลชุดนี้ว่า มูลค่าก่อสร้างตามแบบสุดท้ายเท่าใด อาคารมีพื้นที่ใช้สอยกี่ตารางเมตร กี่ชั้น มีกี่เตียง หรือกำหนดเปิดใช้งานเมื่อใด

ดังนั้น ยังไม่ควรเติมตัวเลขเหล่านี้จากการคาดการณ์หรือจากอาคารเดิม เพราะอาจเป็นคนละโครงการกัน

เมื่อแบบได้รับการอนุมัติแล้ว การเผยแพร่ข้อมูลสำคัญ เช่น พื้นที่ใช้สอย จำนวนห้องช่วยชีวิต จำนวนช่องรับรถพยาบาล ศักยภาพรองรับผู้ป่วยต่อวัน ระยะเวลาก่อสร้าง และแผนการส่งมอบอาคาร จะทำให้ประชาชนเห็นภาพชัดขึ้นว่าเงิน 300 ล้านบาทถูกแปลงเป็น Capacity ด้านสุขภาพอย่างไร

โจทย์สำคัญคือ “ลดความแออัด” ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลหลังเปิดใช้

หนึ่งในเป้าหมายที่โรงพยาบาลระบุคือการยกระดับและขยายบริการเพื่อลดความแออัด แต่คำว่า “ลดความแออัด” ควรถูกกำหนดเป็นตัวเลขที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่ก่อนก่อสร้าง เช่น ปัจจุบัน ER รองรับผู้ป่วยเฉลี่ยกี่คนต่อวัน ช่วงเวลาใดหนาแน่นที่สุด ผู้ป่วยรอคัดกรองนานเท่าใด และมีกรณีที่ต้องเสริมเตียงหรือใช้พื้นที่เกินศักยภาพบ่อยเพียงใด

เมื่ออาคารใหม่เปิดใช้ จึงสามารถเปรียบเทียบได้ว่าเวลาเฉลี่ยตั้งแต่มาถึงจนถึงการคัดแยกลดลงหรือไม่ เวลาที่ผู้ป่วยวิกฤตเข้าสู่ห้องช่วยชีวิตดีขึ้นแค่ไหน และจำนวนผู้ป่วยที่ต้องรอในพื้นที่ ER ลดลงจริงหรือไม่

ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมากกว่าจำนวนชั้นหรือความสวยของอาคาร เพราะเป็นผลลัพธ์ที่สะท้อนว่า “เงินบริจาคเปลี่ยนคุณภาพบริการจริงหรือไม่”

หากโรงพยาบาลสามารถเปิด Dashboard เปรียบเทียบก่อนและหลังใช้อาคาร จะทำให้โครงการนี้กลายเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการวัด Social Impact จากการบริจาคขนาดใหญ่ในระบบสาธารณสุขไทย

พิจิตร สินธุฉัตร
มจุลี สินธุฉัตร

จากน้ำใจของคนสองคน สู่โครงสร้างที่คนทั้งจังหวัดใช้ร่วมกัน

ภาพของคุณพิจิตรและคุณมจุลีที่นั่งรับฟังแบบอาคารร่วมกับผู้บริหารโรงพยาบาลอาจเป็นภาพเรียบง่าย แต่เบื้องหลังคือการส่งต่อทรัพยากรส่วนบุคคลเข้าสู่ระบบสาธารณะในขนาดที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริการของโรงพยาบาลศูนย์ได้

สำหรับผู้บริจาค เงิน 300 ล้านบาทคือการให้ครั้งหนึ่ง แต่สำหรับโรงพยาบาล อาคารที่เกิดขึ้นจะถูกใช้งานตลอดหลายสิบปี และสำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก อาคารแห่งนี้อาจเป็นสถานที่ที่พวกเขาเดินทางมาถึงในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของชีวิต

นั่นทำให้คุณค่าของการบริจาคครั้งนี้ไม่ได้ควรถูกวัดเพียงว่าตัวเลข “300 ล้านบาท” ใหญ่เพียงใด แต่ต้องวัดจากจำนวนชีวิตที่ระบบสามารถช่วยได้เร็วขึ้น จำนวนครอบครัวที่ได้รับบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น และบุคลากรทางการแพทย์สามารถทำงานในพื้นที่ที่เหมาะสมกับภารกิจได้มากขึ้นเพียงใด

การพัฒนาอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินแห่งใหม่ของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์จึงเป็นมากกว่างานก่อสร้าง และมากกว่าข่าวการบริจาคครั้งใหญ่ เพราะเป็นการนำ “ทุนส่วนบุคคล” มาสร้าง Public Health Infrastructure ที่จะกลายเป็นทรัพย์สินร่วมของคนเชียงรายและผู้ป่วยที่เดินทางเข้ามารักษาจากพื้นที่เครือข่าย

สิ่งที่ต้องติดตามจากนี้คือแบบก่อสร้างจะได้รับการสรุปเมื่อใด เริ่มก่อสร้างเมื่อไร ใช้เวลานานเท่าใด งบ 300 ล้านบาทครอบคลุมรายการใด และเมื่อเปิดใช้งานแล้วจะเพิ่มขีดความสามารถของ ER ได้จริงเท่าไร เพราะนั่นคือจุดที่เรื่องราวของ “ผู้ให้” จะเดินทางไปถึงปลายทางที่สำคัญที่สุด คือ ผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือในนาทีที่ชีวิตรอไม่ได้

หมายเหตุด้านข้อมูล ข้อมูลต้นทางยืนยันการสนับสนุนทุนทรัพย์กว่า 300 ล้านบาทจากคุณพิจิตรและคุณมจุลี สินธุฉัตร เพื่อก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินแห่งใหม่ แต่ข้อมูลที่ได้รับยังไม่ได้ระบุรายละเอียดสำคัญของอาคารใหม่ เช่น จำนวนชั้น พื้นที่ใช้สอย จำนวนเตียง กำหนดเริ่มก่อสร้าง วันเปิดใช้งาน และ BOQ รายการใช้งบ จึงไม่ควรนำรายละเอียดของอาคารฉุกเฉิน 14 ชั้นเดิมมาสวมเป็นข้อมูลของอาคารใหม่จนกว่าจะมีแบบหรือข้อมูลอย่างเป็นทางการจากโรงพยาบาล.

จากธุรกิจครอบครัวเชียงราย สู่แบรนด์ร้านทองระดับประเทศ

คุณพิจิตร สินธุฉัตร และคุณมจุลี สินธุฉัตร เป็นบุคคลสำคัญของ ห้างทองเยาวราชกรุงเทพ ซึ่งข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาระบุว่า ธุรกิจมีรากฐานจากกิจการครอบครัวที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2512 ก่อนจะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในยุคที่คุณพิจิตรและคุณมจุลีเข้ามามีบทบาทผลักดันธุรกิจ โดยเฉพาะช่วงประมาณปี 2539 ที่เริ่มนำร้านทองเข้าไปเปิดในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ถือเป็นการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจากร้านทองแบบดั้งเดิมไปสู่เครือข่ายที่สามารถขยายตัวได้ทั่วประเทศ

แนวคิดดังกล่าวช่วยให้ห้างทองเยาวราชกรุงเทพขยายจากธุรกิจครอบครัวไปสู่เครือข่ายร้านค้าปลีกทองรูปพรรณขนาดใหญ่ โดยเอกสารที่แนบมาระบุว่ามีสาขาครอบคลุมกว่า 300 แห่งในหลายภูมิภาค และเลือกทำเลในศูนย์การค้าและห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น Lotus’s, Big C, Central และ Robinson เป็นหลัก

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับคนเชียงรายคือ แม้ชื่อแบรนด์จะใช้คำว่า “เยาวราชกรุงเทพ” แต่โครงสร้างนิติบุคคลสำคัญของกลุ่มธุรกิจหลายแห่งมีที่ตั้งจดทะเบียนอยู่ในอำเภอเมืองเชียงราย โดยเอกสารระบุทั้งบริษัท พิจิตรมจุลี จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 210 ล้านบาท และบริษัท เยาวราชกรุงเทพ จำกัด ทุนจดทะเบียน 160 ล้านบาท ใช้ที่อยู่บนถนนธนาลัย อำเภอเมืองเชียงรายเป็นที่ตั้งจดทะเบียน

จุดนี้ทำให้การสนับสนุนเงิน 300 ล้านบาทแก่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มีความหมายมากกว่าการบริจาคของนักธุรกิจให้โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เพราะสามารถมองได้ว่าเป็นการนำความสำเร็จจากธุรกิจที่มีความผูกพันกับเชียงรายกลับมาสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะของจังหวัดอีกครั้ง โดยเงินบริจาคดังกล่าวถูกระบุชัดว่าใช้เพื่อการก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินแห่งใหม่ของโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม ในการเล่าเรื่องควรหลีกเลี่ยงการตีความว่าเงินบริจาค 300 ล้านบาทมาจากผลกำไรของบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยตรง หากไม่มีหลักฐานยืนยัน เพราะข้อมูลที่มีระบุเพียงว่าคุณพิจิตรและคุณมจุลีเป็นผู้สนับสนุนทุนทรัพย์ ไม่ได้ระบุแหล่งเงินหรือโครงสร้างการบริจาคทางนิติบุคคล

จาก “ทองคำ” สู่ “ทุนทางสังคม” ที่กลับมาหาคนเชียงราย

หากมองในเชิง Social Impact เรื่องนี้มีความน่าสนใจตรงที่ธุรกิจทองคำเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ส่วนบุคคล ขณะที่การบริจาคเพื่อสร้างอาคารฉุกเฉินคือการเปลี่ยนทรัพยากรส่วนบุคคลให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คนจำนวนมากสามารถใช้ร่วมกันได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :