น้ำท่วมใหญ่กระทบแหล่งผลิตผัก 70% ของประเทศ เปิดทางผักดอยเชียงรายส่งป้อนตลาด พ.ย.–ธ.ค. นี้

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • น้ำท่วมใหญ่ภาคกลางและตะวันตกซึ่งเป็นแหล่งผลิตผัก 55–70% ของประเทศ ส่งผลให้ผลผลิตขาดแคลนและราคาผักพุ่งเฉลี่ย 3.5 เท่า
  • โหระพาและผักบุ้งจีนราคาพุ่งสูงสุด ประกอบกับเทศกาลกินเจและค่าขนส่งที่ปรับขึ้น ดันราคาผักสดแตะระดับเฉลี่ย 135 บาทต่อกิโลกรัม
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าตลาดจะเริ่มฟื้นตัวชัดเจนช่วง พ.ย.–ธ.ค. โดยราคาผักกลุ่ม TOP 5 อาจปรับลดลงมาอยู่ที่ 60 บาทต่อกิโลกรัม
  • พื้นที่สูงในเชียงราย เช่น แม่ฟ้าหลวง เวียงป่าเป้า และแม่สรวย กลายเป็นแหล่งผลิตเสริมสำคัญในการปลูกผักเมืองหนาวรอบสั้นป้อนตลาด
  • ผู้เชี่ยวชาญแนะเกษตรกรรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อส่งผลผลิตตรงสู่ตลาดค้าส่งและโมเดิร์นเทรด ป้องกันการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

ผักภาคกลางจมน้ำ ดันดอยเชียงรายรับส้มหล่น โอกาสทองเกษตรกรป้อนตลาดผักเมืองหนาวรับสิ้นปี

เชียงราย,19 ตุลาคม 2569 – น้ำท่วมใหญ่ภาคกลางและตะวันตกสะเทือนห่วงโซ่อาหาร ดันราคาผักพุ่งเฉลี่ย 3.5 เท่า ท่ามกลางอุปสงค์พุ่งช่วงกินเจ ชี้ช่องเกษตรกรบนพื้นที่สูงเชียงรายรับอานิสงส์เต็มร้อย เตรียมส่งกะหล่ำปลี คะน้า ผักกาดแก้ว ป้อนตลาดขาดแคลนช่วงพฤศจิกายนถึงธันวาคม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยแนะรวมกลุ่มส่งตรงตลาดค้าส่ง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางเพื่อดึงรายได้เข้ากระเป๋าเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ความเสียหายจากอุทกภัยที่กำลังทลายพื้นที่ลุ่มต่ำในภาคกลางและภาคตะวันตกของประเทศไทย ไม่ได้สร้างร่องรอยเพียงความสูญเสียทางเศรษฐกิจในพื้นที่เกิดเหตุเท่านั้น ทว่ากำลังสร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงต่อระบบความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานของพืชผักทางการเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน

เมื่อแหล่งผลิตหลักของประเทศจมอยู่ใต้น้ำ พื้นที่เพาะปลูกบนที่สูงซึ่งรอดพ้นจากภัยพิบัติอย่างจังหวัดเชียงราย จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ชมสถานการณ์ แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยพยุงวิกฤตอาหารของประเทศ และนี่คือ “โอกาสทอง” ครั้งสำคัญของเกษตรกรชาวดอยในการสร้างรายได้ชดเชยจากวิกฤตที่เกิดขึ้น

ผักสดแพงลิ่ว น้ำท่วม-กินเจ ดันราคาพุ่งทะลุเพดาน

กลไกตลาดของผักสดในเวลานี้กำลังสะท้อนภาพความวิกฤตอย่างชัดเจน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ออกรายงานประเมินสถานการณ์ล่าสุด พบว่าราคาผักสด 5 ชนิดยอดนิยม (TOP 5) มีการปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 3.5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ

สถิติความผันผวนของราคาชี้ให้เห็นว่า ‘โหระพา’ เป็นผักที่ราคาพุ่งสูงที่สุดถึง 5 เท่า รองลงมาคือ ‘ผักบุ้งจีน’ ที่ปรับเพิ่มขึ้น 4.2 เท่า ตามด้วย ‘กวางตุ้ง’ เพิ่มขึ้น 2.8 เท่า ‘คะน้า’ เพิ่มขึ้น 2.2 เท่า และ ‘ผักชี’ เพิ่มขึ้น 1.6 เท่า การพุ่งทะยานของตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นเพียงมิติเดียว แต่เกิดจากการพังทลายของห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ

เหตุผลสำคัญประการแรกคือ ภาคกลางและภาคตะวันตกถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ ผลิตผักสดป้อนตลาดในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 55-70 ของทั้งประเทศ เมื่อพื้นที่เหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มต่ำถูกน้ำท่วมขัง ปริมาณผลผลิตจึงหดหายไปจากตลาดอย่างเฉียบพลัน

นอกจากผลผลิตที่เสียหายโดยตรงแล้ว ภัยพิบัติยังสร้างภาระซ้ำเติมในส่วนของต้นทุนโลจิสติกส์ เส้นทางคมนาคมหลายสายถูกตัดขาด บีบบังคับให้ผู้ขนส่งต้องใช้เส้นทางอ้อม ประกอบกับราคาน้ำมันดีเซลที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่า 40 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ค่าขนส่งจากแหล่งปลูกในภาคกลางไปยังตลาดค้าส่งหลักพุ่งขึ้นถึงร้อยละ 200 ส่วนค่าขนส่งจากภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้นร้อยละ 150 และภาคใต้เพิ่มขึ้นร้อยละ 50

ต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น กับจังหวะอุปสงค์พุ่ง

ความสูญเสียในระบบขนส่งยังพ่วงมาด้วย ‘ต้นทุนของเสีย’ (Wastage Cost) สภาพอากาศที่แปรปรวนและความชื้นสูงทำให้ผักสดเน่าเสียระหว่างทาง พ่อค้าคนกลางและผู้ค้าปลีกต้องคัดทิ้งผักจำนวนมาก ภาระต้นทุนส่วนนี้จึงถูกผลักภาระไปรวมกับราคาผักส่วนที่เหลือรอดมาวางขายบนแผง

ในฝั่งของเกษตรกรผู้ปลูกที่รอดพ้นจากน้ำท่วม ก็ต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเช่นกัน สภาพอากาศที่ชื้นแฉะบังคับให้พวกเขาต้องใช้สารเคมีและยารักษาโรคพืชเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันเชื้อราและชดเชยสารเคมีที่ถูกน้ำฝนชะล้างไป

สถานการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับช่วงเทศกาลกินเจ ระหว่างวันที่ 10-18 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการบริโภคผักของคนไทยพุ่งสูงสุดในรอบปี เมื่ออุปสงค์พุ่งทะยานสวนทางกับอุปทานที่หดตัว จึงเกิดเป็นแรงเหวี่ยงที่ดันราคาผักสดให้ขึ้นไปแตะระดับเฉลี่ยสูงถึง 135 บาทต่อกิโลกรัม สร้างความเดือดร้อนต่อค่าครองชีพของผู้บริโภคทั่วประเทศ

โอกาสดอยเชียงราย พระเอกขี่ม้าขาวกู้วิกฤต

ทว่าในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ สำหรับเกษตรกรบนพื้นที่สูงของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง เวียงป่าเป้า และแม่สรวย ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศเอื้ออำนวยต่อการปลูกพืชผักเมืองหนาว นี่คือช่วงเวลาสำคัญในการพลิกวิกฤตของประเทศให้เป็นรายได้ของชุมชน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าแม้ราคาผักสดจะเริ่มทยอยปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งหลังของเดือนตุลาคมหลังสิ้นสุดเทศกาลกินเจ แต่การฟื้นตัวของตลาดจะปรากฏชัดเจนที่สุดในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยของผักกลุ่ม TOP 5 อาจปรับลดลงมาอยู่ที่ 60 บาทต่อกิโลกรัม

ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยดึงราคาผักให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่ได้มาจากผลผลิตรอบใหม่ในภาคกลางเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก ‘ผลผลิตเสริม’ บนพื้นที่สูงของภาคเหนือ ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่เติมเต็มส่วนต่างของตลาดที่ยังขาดแคลน พืชผักเมืองหนาวและผักใบที่ใช้เวลาปลูกสั้นราว 20-45 วัน เช่น คะน้า ผักชี ผักบุ้งจีน กะหล่ำปลี พริกหวาน แครอท และผักกาดแก้ว จะกลายเป็นความหวังสำคัญของตลาดค้าส่งทั่วประเทศ

รวมกลุ่มส่งตรงตลาดค้าส่ง ตัดวงจรถูกกดราคา

แม้ตลาดจะมีความต้องการสูง แต่เกษตรกรบนดอยเชียงรายจะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเป็นสำคัญ ปัญหาคลาสสิกของเกษตรกรพื้นที่สูงคือการขาดอำนาจต่อรองเมื่อเผชิญกับ ‘พ่อค้าคนกลาง’ ที่มารับซื้อถึงหน้าสวน ซึ่งมักจะอ้างเรื่องต้นทุนค่าขนส่งที่แพงขึ้นเพื่อกดราคารับซื้อ

ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรในขณะนี้ คือการเร่งบูรณาการความร่วมมือในรูปแบบ ‘วิสาหกิจชุมชน’ หรือ ‘กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่’ เพื่อรวบรวมผลผลิตให้มีปริมาณมากพอสำหรับการเจรจาต่อรอง และใช้เครือข่ายโลจิสติกส์ของกลุ่มในการจัดส่งผลผลิตตรงสู่ตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ หรือแม้แต่การเชื่อมโยงกับห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ที่ต้องการความมั่นคงทางอาหารในช่วงวิกฤต

การรวมกลุ่มไม่เพียงแต่ช่วยลดการถูกเอาเปรียบ แต่ยังช่วยกระจายความเสี่ยงด้านค่าขนส่งที่กำลังปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรสามารถรักษา ‘ส่วนต่างกำไร’ (Margin) ไว้ในกระเป๋าของชุมชนได้อย่างแท้จริง เปลี่ยนจากบทบาทผู้ผลิตต้นน้ำที่อ่อนแอ ให้กลายเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรบนที่สูง (Highland Agri-business) ที่มีความเข้มแข็ง

ในขณะที่ชาวเชียงรายบางส่วนกำลังมุ่งเน้นไปที่การต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงอย่าง “ชาเชียงราย” ซึ่งเพิ่งผ่านการประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลและอนุญาตการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อรักษามาตรฐานของใบชาที่ปลูกในพื้นที่ 7 อำเภอ การไม่ละทิ้งพืชผักสวนครัวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหมุนเวียนเร็ว ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการกระจายความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่ชุมชนเกษตรกรรมของจังหวัด

วิกฤตน้ำท่วมภาคกลางในปีนี้ จึงเป็นเสมือนบททดสอบความแข็งแกร่งของภาคการเกษตรเชียงราย ว่าจะสามารถใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ก้าวขึ้นมารับบท ‘พระเอกขี่ม้าขาว’ ช่วยพยุงความมั่นคงทางอาหารของประเทศ พร้อมกับยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของตนเองได้สำเร็จหรือไม่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :