ผศ.ดร.ศศิชา นำทีมดึงเชฟรุ่นใหม่คอลแลบภูมิปัญญาล้านนา เปิดตัวเมนู Grab & Go ชุมชนศรีเกิด


Summary


จากเครื่องปรุงสู่ตัวตนคนเชียงราย ถอดรหัส DNA เวียงเจียงฮายผ่านอาหาร ฟื้นย่านศรีเกิดด้วยพลังสร้างสรรค์

เชียงราย,19 กรกฎาคม 2569 – เมื่อกลิ่นเครื่องเทศพาคนเชียงรายย้อนกลับไปอ่านรากของเมืองกลิ่นน้ำพริกลาบ สมุนไพรพื้นถิ่น และเครื่องแกงเมือง ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงปลุกความหิวภายในร้าน Coffee Time กลางชุมชนศรีเกิด แต่กำลังกลายเป็นกุญแจเปิดเรื่องราวของผู้คนที่เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ใช้ชีวิต และหลอมรวมกันจนเกิดเป็นตัวตนของเวียงเจียงฮายในปัจจุบัน

กิจกรรม จากเครื่องปรุงสู่ตัวตนคนเชียงราย ถอดรหัส DNA ผู้คนในเวียงเจียงฮาย ผ่านอาหาร จัดขึ้นระหว่างเวลา 15.30 ถึง 19.00 น. ณ ร้าน Coffee Time ชุมชนศรีเกิด อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ภายใต้การดำเนินงานของคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศศิชา สุขกาย ผู้ช่วยคณบดีงานบริการวิชาการและกิจการพิเศษ เป็นหัวหน้าโครงการ ร่วมกับทีม เชียงรายหลายรส ณ ศรีเกิด

โครงการดังกล่าวได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศและได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการพัฒนาต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ ปี 2569 หรือ Creative Cultural District 2026 ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA โดยทีมเชียงรายได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน 7 พื้นที่ต้นแบบทั่วประเทศ แนวคิดของโครงการมุ่งนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาใช้พัฒนาย่าน สร้างระบบนิเวศของผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ ตลอดจนเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

ภาพของผู้เข้าร่วมที่ล้อมวงอยู่กับเครื่องเทศ ถ้วยน้ำพริก และอาหารพื้นเมือง จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพของงานชิมอาหาร หากเป็นการทดลองใช้รสชาติเป็นภาษากลาง เพื่อเล่าเรื่องความหลากหลายของเชียงรายโดยไม่ต้องเริ่มต้นจากตำราประวัติศาสตร์เล่มหนา

ศรีเกิด ย่านชุมชนที่ซ่อนความทรงจำไว้ในสำรับอาหาร

ชุมชนศรีเกิดตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองเก่าเชียงรายและมีความเชื่อมโยงกับการเดินทางของผู้คนหลายกลุ่ม ทั้งคนพื้นเมือง ผู้ค้าขาย ครอบครัวที่ย้ายเข้ามาจากพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนผู้คนจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม

ความหลากหลายดังกล่าวปรากฏชัดผ่านอาหาร เครื่องปรุง และวิธีการประกอบอาหารที่สืบทอดภายในครอบครัว บางบ้านใช้เครื่องเทศหนัก บางบ้านเน้นสมุนไพรสด ขณะที่บางสำรับสะท้อนการผสมผสานระหว่างอาหารเมืองกับรสชาติที่เดินทางมาพร้อมผู้คนจากพื้นที่อื่น

เชียงรายได้รับการอธิบายโดย CEA ว่าเป็นเมืองแห่งศาสตร์และศิลป์ที่มีประชากรหลากหลายชาติพันธุ์ พร้อมทุนทางวัฒนธรรมด้านอาหาร งานฝีมือ และศิลปะจำนวนมาก ความหลากหลายของผู้คนทำให้เมืองมีสินทรัพย์สร้างสรรค์ที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น และเปิดโอกาสให้อาหารกลายเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงชุมชนกับการพัฒนาเมืองได้

กิจกรรมที่ศรีเกิดจึงเริ่มต้นจากคำถามเรียบง่าย แต่มีความหมายลึกกว่าที่เห็น ว่าเครื่องปรุงหนึ่งกำมือสามารถบอกอะไรเกี่ยวกับผู้คนได้บ้าง

คำตอบอาจอยู่ในพริกลาบที่แต่ละครอบครัวคั่วไม่เหมือนกัน อยู่ในสัดส่วนของเมล็ดผักชี มะแขว่น ดีปลี หรือพริกแห้ง อยู่ในครกที่ใช้ตำเครื่องแกง และอยู่ในความทรงจำของคนรุ่นเก่าที่รู้ว่าเหตุใดอาหารบางอย่างจึงต้องปรุงในวันสำคัญ

เมื่อเรื่องเล่าเหล่านี้ถูกรวบรวม อาหารจึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่วางอยู่บนจาน แต่กลายเป็นหลักฐานทางสังคมที่ช่วยอธิบายว่าผู้คนในเวียงเจียงฮายมีที่มาอย่างไร เคยเดินทางผ่านเหตุการณ์ใด และสร้างความสัมพันธ์กับย่านที่อยู่อาศัยอย่างไร

นิทรรศการเปิดประตูให้ผู้ร่วมงานอ่านเมืองผ่านเครื่องเทศ

กิจกรรมเริ่มต้นในเวลา 15.30 น. ด้วยการลงทะเบียนและชมนิทรรศการพิเศษที่พัฒนาจากแรงบันดาลใจด้านอาหารและเครื่องเทศ ผู้ร่วมงานได้สัมผัสกับวัตถุดิบที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน แต่ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่ให้มองเห็นมิติทางวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่

เครื่องเทศแต่ละชนิดมีทั้งกลิ่น สี รส และภูมิหลังของตนเอง บางชนิดปลูกในพื้นที่สูง บางชนิดเดินทางมากับการค้าขาย ขณะที่บางชนิดกลายเป็นของคู่ครัวจนคนรุ่นหลังอาจลืมไปแล้วว่าเคยเป็นสินค้าที่มีคุณค่าหรือหายาก

การจัดนิทรรศการในลักษณะนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมไม่ต้องเริ่มต้นจากภาษาวิชาการ แต่เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสของตนเอง การเห็นเมล็ดเครื่องเทศ การได้กลิ่น และการเชื่อมโยงกับรสชาติที่เคยกิน ทำให้เรื่องราวของชุมชนเข้าใกล้ผู้คนมากขึ้น

นี่คือหนึ่งในหัวใจของพื้นที่สร้างสรรค์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการสร้างสิ่งใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้วกลับมาอ่าน ทำความเข้าใจ และออกแบบวิธีนำเสนอใหม่ เพื่อให้คุณค่าเดิมสามารถสื่อสารกับคนรุ่นปัจจุบันได้

ถอดรหัส “รสชาติแห่งรากเหง้า” สู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของเชียงราย

สัมภาษณ์พิเศษ: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศศิชา สุขกาย ตำแหน่ง ผู้ช่วยคณบดี งานบริการวิชาการและกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

หลังจากจบกิจกรรมยกระดับพื้นที่แล้ว มีแผนหรือโมเดลการบริหารจัดการร่วมกับชุมชนและภาคีเครือข่ายอย่างไร เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว?

ผศ.ดร.ศศิชา: “จริงๆ โครงการนี้เราวางระยะเวลาไว้ทั้งหมด 9 เดือนค่ะ โดย 3 เดือนแรกจะเป็นช่วงจัดกิจกรรมใหญ่ 4 กิจกรรม เช่น Cooking Collaboration, เสวนา รากเหง้าอาหาร’ และเทศกาลอาหาร

สำหรับโมเดลความยั่งยืนหลังจากนี้ เราจะสร้าง บูธขายอาหาร’ ในลักษณะเมนูใหม่ที่เกิดจากการคอลแลบ (Cooking Collab) ประมาณ 6 เมนู โดยให้เชฟที่เราเชิญมาร่วมงานทำการถ่ายทอดทักษะให้ชาวบ้านและคนในชุมชนทำเป็นด้วยตัวเอง ผลิตภัณฑ์จะออกมาในรูปแบบ Grab & Go หรือ Box Set ที่ดึงเอารากเหง้าอาหารของ 9 ชาติพันธุ์มารวมไว้

เมนูเหล่านี้จะถูกนำไปวางขายในตลาดข้างวัดศรีเกิด ซึ่งเป็นพื้นที่ของชุมชนอยู่แล้ว พร้อมเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ เช่น จุดจอดรถรางของเทศบาลบริเวณวัดศรีเกิด และเชื่อมต่อไปยังถนนคนเดินวันเสาร์ ในอนาคต ชุมชนจะสามารถรังสรรค์เทศกาลอาหารชาติพันธุ์และบริหารจัดการการขายร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ด้วยตัวเอง โดยมี ททท. และเทศบาลนครเชียงราย คอยช่วยหนุนเสริมเรื่องการท่องเที่ยวค่ะ”

ผลิตภัณฑ์อาหารชาติพันธุ์ร่วมสมัย และแผนที่ท่องเที่ยวทุนวัฒนธรรมอาหาร จะถูกเชื่อมโยงเข้ากับโปรแกรมการท่องเที่ยวหลักของจังหวัดเชียงรายอย่างไร?

ผศ.ดร.ศศิชา: “เราได้มีการหารือและดีลกับทาง ททท. ไว้แล้วค่ะ โดยตั้งใจปักหมุดให้ย่านเมืองเก่าแห่งนี้เป็น จุดเช็กอินใหม่’ ของเชียงราย

เส้นทางท่องเที่ยวจะเริ่มจากการพาหมุดนักท่องเที่ยวมากราบไหว้อนุสาวรีย์พญามังราย  จากนั้นดึงเข้าสู่ย่านเมืองเก่า เพื่อมาสัมผัส ลิ้มรส และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านอาหารชาติพันธุ์ร่วมสมัย ณ ชุมชนวัดศรีเกิด ก่อนจะนั่งรถรางท่องเที่ยวของเทศบาลนครเชียงรายเพื่อเดินทางไปแอ่ววัดต่างๆ ในตัวเมืองต่อ

นอกจากนี้ ททท. กำลังเน้นย้ำเรื่อง ‘อาหารเชียงราย’ เป็นพิเศษอยู่แล้ว การเปิดพื้นที่ Cooking Collab อย่างต่อเนื่องร่วมกับภาคีทั้ง ททท. และเทศบาล จึงเป็นการเติมเต็มโปรแกรมการท่องเที่ยวหลักของจังหวัดได้อย่างลงตัวค่ะ”

จากกิจกรรมที่ผ่านพ้นไป มี Insight หรือข้อคิดเห็นสำคัญอะไรจากปราชญ์ชุมชนและผู้เชี่ยวชาญ ที่ต้องนำมาปรับใช้ในกิจกรรมถัดไป?

ผศ.ดร.ศศิชา: “ข้อคิดเห็นสำคัญส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์’ ค่ะ เราพบว่าต้องเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้เข้มข้นขึ้นอีก ผ่านช่องทางเพจ เชียงรายเมืองเก่า’ รวมถึงการดึง Influencer และสื่อมวลชนเข้ามาช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

อีกหนึ่ง Insight ที่สำคัญมากคือ กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ’ เพราะในย่านเมืองเก่ามีชาวต่างชาติที่สนใจเรื่องวัฒนธรรมอาหารเยอะมาก กิจกรรม Cooking Collab ไฮไลต์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (เช่น วันที่ 1 สิงหาคม) เราจึงวางแผนจะขยายผลสื่อประชาสัมพันธ์และเนื้อหาบนเพจให้มี แปลภาษาต่างประเทศ เพื่อเปิดรับทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสตัวตนคนเชียงรายได้อย่างเข้าถึงจริงๆ ค่ะ”

การแสดงเปลี่ยนเครื่องปรุงให้กลายเป็นภาษาของร่างกาย

เวลา 16.00 น. ทีมเดอะไทยส์ ภายใต้การนำของคุณพิชญ์ บุษเนียร ศิลปินสาขาการแสดงและผู้ก่อตั้งทีม นำเสนอการแสดงพิเศษซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดการถอดรหัสเครื่องปรุงสู่ตัวตนคนเจียงราย

การนำศิลปะการแสดงเข้ามาประกบกับเรื่องอาหาร ช่วยขยายความหมายของเครื่องปรุงออกไปจากพื้นที่ครัว ร่างกาย จังหวะ และการเคลื่อนไหวถูกใช้เป็นเครื่องมือเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของผู้คนกับอาหาร คล้ายกับการนำสูตรอาหารที่เคยอยู่ในความทรงจำมาแปลเป็นภาพที่ผู้ชมสามารถรับรู้ร่วมกันได้

ช่วงการแสดงยังทำหน้าที่เชื่อมผู้ร่วมงานเข้าสู่กิจกรรมหลัก เพราะทำให้เห็นว่าอาหารสามารถถูกตีความได้หลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ ความทรงจำ อัตลักษณ์ ศิลปะ หรือการออกแบบ

เมื่อคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานร่วมกับครูภูมิปัญญา สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การแทนที่วัฒนธรรมเดิม แต่เป็นการเปิดช่องทางใหม่ให้เรื่องเดิมเดินทางต่อไปได้

น้ำพริกลาบและเครื่องแกงเมือง ห้องเรียนที่ไม่มีผนัง

ช่วงเวลา 16.20 ถึง 17.00 น. กิจกรรมเข้าสู่การถอดรหัสเครื่องเทศและสมุนไพรพื้นถิ่นผ่านน้ำพริกลาบและน้ำพริกแกงเมือง โดยมีคณาจารย์จากวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย คณาจารย์จากภาควิชาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย และครูภูมิปัญญาชุมชนศรีเกิดร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้

การทำงานร่วมกันของทั้งสามกลุ่มสะท้อนความพยายามเชื่อมความรู้คนละระบบเข้าหากัน ฝ่ายการแพทย์พื้นบ้านช่วยอธิบายคุณสมบัติของสมุนไพร ฝ่ายอาหารและโภชนาการช่วยมองกระบวนการปรุง ความปลอดภัย และคุณค่าทางอาหาร ส่วนครูภูมิปัญญาชุมชนเติมเต็มด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมจากการลงมือทำจริง

น้ำพริกลาบจึงถูกมองมากกว่าส่วนผสมสำหรับอาหารจานหนึ่ง เพราะแต่ละวัตถุดิบมีหน้าที่สร้างกลิ่น รส และสมดุลที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับผู้คนที่มีพื้นหลังไม่เหมือนกัน แต่สามารถอยู่ร่วมกันจนเกิดเป็นตัวตนของเมือง

แนวคิดดังกล่าวทำให้คำว่า DNA ในชื่องานไม่ได้หมายถึงพันธุกรรมตามความหมายทางวิทยาศาสตร์โดยตรง แต่หมายถึงองค์ประกอบเล็ก ๆ ที่รวมกันเป็นบุคลิกของผู้คนและชุมชน เครื่องเทศหนึ่งชนิดอาจดูไม่มีความหมายเมื่อแยกออกมา แต่เมื่ออยู่ในสูตรที่เหมาะสม กลับมีบทบาทที่ไม่สามารถขาดได้

รสเจียงฮาย เล่าเมืองผ่านอาหารของผู้คนหลายกลุ่ม

เวลา 17.00 น. กิจกรรม รสเจียงฮาย ถอดรหัส DNA ผู้คนในเวียงเจียงฮาย ผ่านอาหาร เปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมงานลิ้มลองอาหารจากผู้คนที่หลากหลายในชุมชนศรีเกิดและพื้นที่เมืองเก่าเชียงราย

แต่ละจานมาพร้อมเรื่องเล่าการเดินทางของอาหารและผู้คน บางสูตรอาจเดินทางจากครอบครัวหนึ่งไปยังอีกครอบครัว บางเมนูปรับเปลี่ยนตามวัตถุดิบที่หาได้ในเชียงราย ขณะที่บางจานสะท้อนการอยู่ร่วมกันของวัฒนธรรมหลายแบบภายในย่านเดียว

รสชาติที่หลากหลายช่วยเปิดมุมมองว่าอัตลักษณ์เชียงรายไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว หากเกิดจากการทับซ้อนของประสบการณ์ ความเชื่อ และวิถีชีวิตจำนวนมาก

ความเป็นเมืองจึงไม่ได้ถูกสร้างด้วยถนน อาคาร หรือเขตปกครองเท่านั้น แต่ถูกสร้างผ่านกิจกรรมที่เกิดซ้ำในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบ การทำอาหาร การแบ่งปันสำรับ ไปจนถึงการจดจำว่าร้านใดหรือบ้านใดมีรสมือเฉพาะตัว

การใช้เรื่องเล่าอาหารช่วยให้ผู้ร่วมงานเข้าถึงความซับซ้อนของเมืองได้ง่ายขึ้น เพราะทุกคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับรสชาติ อาหารหนึ่งคำอาจทำให้คนหนึ่งนึกถึงบ้าน ขณะที่อีกคนอาจนึกถึงตลาด งานบุญ หรือคนในครอบครัวที่จากไปแล้ว

รส ร่าง สร้าง สรรค์ เมื่อครูภูมิปัญญาจับคู่กับนักออกแบบรุ่นใหม่

ช่วงสุดท้ายตั้งแต่เวลา 18.00 ถึง 19.00 น. เป็นกิจกรรม รส ร่าง สร้าง สรรค์ ถอดรหัส DNA เชียงราย สู่จานอาหารดีไซน์ใหม่ ซึ่งจับคู่ครูภูมิปัญญาอาหารชาติพันธุ์กับนักออกแบบและศิลปินรุ่นใหม่ในจังหวัดเชียงราย

การจับคู่ดังกล่าวเป็นจุดสำคัญของกระบวนการสร้างสรรค์ เพราะเปิดโอกาสให้ความรู้ดั้งเดิมเข้าสู่บทสนทนากับแนวคิดร่วมสมัย นักออกแบบอาจช่วยเรื่องรูปแบบการนำเสนอ สี รูปร่าง ภาชนะ หรือประสบการณ์การกิน ขณะที่ครูภูมิปัญญาทำหน้าที่รักษาแก่นของรสชาติและความหมายทางวัฒนธรรมไม่ให้สูญหาย

อาหารดีไซน์ใหม่ที่เกิดขึ้นจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเมนูหน้าตาสวย แต่เป็นการทดลองว่าทุนวัฒนธรรมของชุมชนสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือประสบการณ์รูปแบบใหม่ได้อย่างไร

หากกระบวนการนี้เดินหน้าต่อเนื่อง อาหารของศรีเกิดอาจถูกต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร เวิร์กช็อปสำหรับนักท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุง เรื่องเล่าบนบรรจุภัณฑ์ หรือกิจกรรมประจำย่านที่สร้างรายได้ให้คนในชุมชน

โครงการ Creative Cultural District ของ CEA ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการทำงานลักษณะนี้ โดยเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักวิจัย และชุมชน เพื่อพัฒนาพื้นที่เฉพาะให้กลายเป็นย่านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่สร้างทั้งงาน รายได้ และคุณค่าทางสังคม

รางวัลชนะเลิศไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของย่านศรีเกิด

การที่ทีมเชียงรายหลายรส ณ ศรีเกิด ได้รับรางวัลชนะเลิศและเป็นหนึ่งใน 7 พื้นที่ต้นแบบระดับประเทศ สะท้อนว่าแนวคิดการใช้รสชาติอ่านตัวตนเมืองได้รับการยอมรับในระดับที่กว้างกว่าชุมชน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการไม่ได้วัดเพียงจากจำนวนผู้เข้าร่วมงานหรือความสวยงามของจานอาหาร แต่ต้องติดตามว่าองค์ความรู้ที่รวบรวมไว้จะกลับไปสร้างประโยชน์ให้ชุมชนได้มากเพียงใด

คำถามสำคัญหลังจบกิจกรรมคือ ครูภูมิปัญญาจะได้รับพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ต่อหรือไม่ คนรุ่นใหม่จะมองเห็นโอกาสประกอบอาชีพจากทุนวัฒนธรรมหรือไม่ ร้านค้าในชุมชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ และเรื่องราวของศรีเกิดจะได้รับการบันทึกอย่างเป็นระบบก่อนที่ผู้รู้รุ่นเก่าจะค่อย ๆ ลดจำนวนลงหรือไม่

หากโครงการสามารถสร้างกลไกให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบ การตัดสินใจ ไปจนถึงการแบ่งปันผลประโยชน์ ย่านศรีเกิดก็มีโอกาสเติบโตเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่มีชีวิต ไม่ใช่เพียงฉากสำหรับจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราว

อาหารอาจกลายเป็นแผนที่พาเชียงรายไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เชียงรายมีศิลปินและคนทำงานสร้างสรรค์จำนวนมาก พร้อมทรัพยากรด้านชาติพันธุ์ อาหาร งานฝีมือ และภูมิปัญญาท้องถิ่น CEA ระบุว่า เมืองมีศิลปินรวมตัวกันหลายร้อยคน และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญของการพัฒนาเมือง

สิ่งที่กิจกรรมในศรีเกิดกำลังทดลองคือการเชื่อมสินทรัพย์เหล่านี้เข้าด้วยกัน อาหารทำหน้าที่เชื่อมชุมชนกับนักออกแบบ สมุนไพรเชื่อมภูมิปัญญากับการศึกษา และเรื่องเล่าของคนรุ่นเก่าเชื่อมอดีตเข้ากับคนรุ่นใหม่

เมื่อผู้คนเริ่มมองเห็นว่าเครื่องปรุงไม่ใช่เพียงวัตถุดิบ แต่เป็นข้อมูลทางวัฒนธรรม เมืองก็สามารถออกแบบกิจกรรมและผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่นได้ โดยไม่ต้องสร้างอัตลักษณ์ขึ้นใหม่จากสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

ความท้าทายคือการรักษาสมดุลระหว่างการสร้างรายได้กับการเคารพเจ้าของภูมิปัญญา อาหารที่ถูกพัฒนาเป็นสินค้าใหม่ต้องไม่ทำให้เรื่องราวดั้งเดิมถูกลดทอนจนเหลือเพียงภาพสำหรับการตลาด ขณะเดียวกัน ชุมชนควรได้รับผลประโยชน์ที่เหมาะสมจากคุณค่าที่ตนเป็นผู้ดูแลและสืบทอดมา

หนึ่งคำของอาหาร อาจบอกเรื่องเมืองได้มากกว่าที่คิด

เมื่อกิจกรรมสิ้นสุดลงในช่วงค่ำ สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ได้มีเพียงกลิ่นเครื่องเทศหรือรสชาติในความทรงจำ แต่คือคำถามใหม่เกี่ยวกับตัวตนของเชียงราย

หากเมืองเปรียบเสมือนอาหารจานหนึ่ง ผู้คนแต่ละกลุ่มก็คงเป็นเหมือนเครื่องปรุงที่มีรสและกลิ่นต่างกัน ไม่มีองค์ประกอบใดจำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด แต่ทุกส่วนต้องได้รับพื้นที่อย่างเหมาะสมจึงจะเกิดสมดุล

โครงการเชียงรายหลายรส ณ ศรีเกิด จึงกำลังเสนอวิธีอ่านเมืองที่เริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวที่สุด การชิมอาหารกลายเป็นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ การฟังเรื่องเครื่องเทศกลายเป็นการทำความเข้าใจการเดินทางของผู้คน และการออกแบบจานใหม่กลายเป็นการวางภาพอนาคตของชุมชน

จากร้าน Coffee Time แห่งหนึ่งในย่านศรีเกิด เรื่องราวเล็ก ๆ ของเครื่องปรุงจึงขยายไปสู่คำถามใหญ่ ว่าเชียงรายจะใช้ทุนวัฒนธรรมที่มีอยู่สร้างงาน สร้างรายได้ และรักษาความทรงจำของผู้คนให้เดินทางไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเมืองได้อย่างไร

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในสูตรสำเร็จจากภายนอก แต่อยู่ในครัว ในตลาด ในมือของครูภูมิปัญญา และในรสชาติที่คนเชียงรายคุ้นเคยมาตลอดชีวิต เพียงแต่วันนี้ รสชาติเหล่านั้นกำลังได้รับการนำกลับมาอ่านอีกครั้งในฐานะ DNA ของเวียงเจียงฮาย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :