อบจ.เชียงราย ติดเซนเซอร์วัดระดับน้ำตอม่อสะพานน้ำกก ควบคู่ สธ. กางแผน 5 ปีคัดกรองสารหนูชาวแม่สาย

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • เชียงรายถอดบทเรียนมหาอุทกภัยปี 2567–2568 เดินหน้าปฏิรูประบบจัดการภัยพิบัติและสาธารณสุขเชิงรุก
  • อบจ.เชียงราย เตรียมติดตั้งเซนเซอร์และสัญลักษณ์เตือนภัยน้ำท่วมบนตอม่อสะพานข้ามแม่น้ำกก เพื่อให้ชุมชนประเมินวิกฤตได้ทันที
  • มทร.ล้านนา ผนึก 7 ภาคีเครือข่าย นำองค์ความรู้วิชาการแก้วิกฤตน้ำท่วม ฝุ่นควัน และลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่
  • กรมควบคุมโรคและกรมอนามัยลงพื้นที่แม่สาย ขับเคลื่อนแผน 5 ปี (2568–2572) ตรวจปัสสาวะคัดกรองสารหนูในกลุ่มเปราะบาง
  • เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสุ่มตรวจระบบประปาและตู้น้ำดื่มหมู่บ้านสันมานะ สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของน้ำอุปโภคบริโภค

ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย เชียงรายปูพรมเซนเซอร์เตือนภัยลุ่มน้ำกก ชูพลังวิชาการผนึกสาธารณสุขสกัดสารหนูปนเปื้อนชายแดนแม่สาย

เชียงราย,19 ตุลาคม 2569 – จังหวัดเชียงรายเร่งสร้างกลไกตั้งรับภัยพิบัติเชิงรุก นำร่องติดตั้งสัญลักษณ์และเซนเซอร์วัดระดับน้ำบนตอม่อสะพานข้ามแม่น้ำกก เพื่อซื้อเวลาให้ชาวบ้านขนย้ายทรัพย์สินได้ทันท่วงที ควบคู่กับการดึงสถาบันการศึกษาบูรณาการ 7 ภาคีเครือข่ายแก้ปัญหาความท้าทายของเมือง ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าแผน 5 ปี ปูพรมตรวจปัสสาวะและน้ำประปาหมู่บ้าน ป้องกันวิกฤตสารหนูปนเปื้อนในพื้นที่ชายแดนอำเภอแม่สาย

บาดแผลจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในช่วงปีพุทธศักราช 2567 ถึง 2568 ได้ทิ้งร่องรอยความสูญเสียอย่างมหาศาลไว้ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เหตุการณ์อุทกภัยและดินโคลนถล่มที่สร้างความเสียหายครอบคลุมพื้นที่ 18 อำเภอ ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่าสองหมื่นครัวเรือน และกวาดล้างพื้นที่ทางการเกษตรไปมากกว่าหนึ่งหมื่นไร่ ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บีบบังคับให้ทุกภาคส่วนต้องตระหนักว่า การตั้งรับภัยพิบัติด้วยวิธีการดั้งเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป วันนี้เมืองหน้าด่านของภาคเหนือตอนบนกำลังลุกขึ้นมาจัดระบบนิเวศการจัดการภัยพิบัติและสาธารณสุขใหม่ทั้งหมด โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ เทคโนโลยีดิจิทัล และความร่วมมือข้ามสายงานเป็นเกราะกำบัง เพื่อป้องกันไม่ให้ความสูญเสียทางเศรษฐกิจและชีวิตของกลุ่มเปราะบางต้องซ้ำรอยเดิม

ความเคลื่อนไหวที่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวเชิงโครงสร้าง เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผ่านสองแนวรบหลักที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ทั้งมิติการป้องกันภัยพิบัติทางน้ำในเขตเมือง และมิติการเฝ้าระวังภัยเงียบทางสุขภาพในพื้นที่ชายแดน ซึ่งทั้งหมดมุ่งเป้าไปที่การคืนความปลอดภัยและความมั่นใจให้แก่ประชาชนชาวเชียงราย

นวัตกรรมเตือนภัยริมน้ำกก ซื้อเวลาชีวิตให้ชุมชน

สายน้ำกกที่เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจเมืองเชียงราย ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเมื่อถึงคราววิกฤต ระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลันสามารถกลืนกินพื้นที่เศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยริมฝั่งได้อย่างรวดเร็ว ปัญหาสำคัญที่ชาวบ้านต้องเผชิญในอดีตคือความไม่ชัดเจนของข้อมูลและการแจ้งเตือนที่ล่าช้า ทำให้หลายครอบครัวและร้านค้าริมน้ำสูญเสียโอกาสทองในการอพยพผู้สูงอายุและขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง

เพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายจึงได้ริเริ่มโครงการจัดทำสัญลักษณ์เตือนภัยน้ำท่วมและติดตั้งเครื่องมือเฝ้าระวังริมแม่น้ำกก โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย หรือ ขัวศิลปะ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านงานวางแผนและงบประมาณ เข้าร่วมการประชุมหารือแนวทางปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน

แนวคิดหลักของโครงการนี้คือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีดิจิทัลและสัญลักษณ์ทางกายภาพที่เข้าใจง่าย โดยจะมีการติดตั้งเซนเซอร์วัดระดับน้ำทำงานร่วมกับสัญลักษณ์เตือนภัยบนตอม่อสะพานข้ามแม่น้ำกก การออกแบบสัญลักษณ์ทางกายภาพนี้จะช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการที่อาศัยอยู่ริมน้ำ สามารถมองเห็นและประเมินระดับความวิกฤตของแม่น้ำได้ด้วยตาเปล่าในชีวิตประจำวัน ในขณะที่เซนเซอร์จะทำหน้าที่ส่งข้อมูลแจ้งเตือนเมื่อระดับน้ำเข้าใกล้จุดวิกฤต

ที่ประชุมยังได้ให้ความสำคัญกับมิติทางภูมิทัศน์ โดยหารือถึงแนวทางการออกแบบงานศิลปะบนตอม่อสะพานให้กลมกลืนกับทัศนียภาพของเมือง ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดและระเบียบการใช้พื้นที่โครงสร้างสะพานอย่างเคร่งครัด สิ่งสำคัญที่สุดคือการดึงภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง เพื่อให้ระบบเตือนภัยนี้กลายเป็นกลไกของชุมชนอย่างแท้จริง การรู้ล่วงหน้าแม้เพียงไม่กี่ชั่วโมง คือเส้นแบ่งสำคัญระหว่างการรอดพ้นภัยและการสูญเสียทรัพย์สินของครัวเรือน

พลังวิชาการ มทร.ล้านนา ผนึก 7 ภาคีแก้ปมความเหลื่อมล้ำ

การแก้ปัญหาของจังหวัดเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรับมือกับมวลน้ำ แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่ความท้าทายเชิงโครงสร้างในด้านอื่น ในวันเดียวกันนั้น ณ โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ได้เป็นประธานเปิดการประชุมภายใต้แนวคิด พลังความรู้ เพื่อเชียงรายที่ยั่งยืน โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมระดมสมองพร้อมกับหัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชน

วงหารือครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการนำองค์ความรู้จากสถาบันอุดมศึกษา มาเป็นฐานรากในการแก้ปัญหาของพื้นที่อย่างเป็นระบบ ที่ประชุมได้หยิบยกประเด็นที่บั่นทอนศักยภาพของจังหวัดขึ้นมาวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา นอกเหนือจากปัญหาอุทกภัยแล้ว เชียงรายยังต้องรับมือกับวิกฤตฝุ่นควันและไฟป่าที่ทำลายทั้งสุขภาพและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ไปจนถึงปัญหาด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนที่ทอดยาวกว่า 308 กิโลเมตรติดกับประเทศเมียนมาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นช่องโหว่ให้เกิดอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด

มิติด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การศึกษา และที่ดินทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกล ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไข เพื่อให้การขับเคลื่อนบรรลุผล จังหวัดเชียงรายจึงยึดหลักการทำงานร่วมกันของ 7 ภาคีเครือข่าย อันประกอบด้วย ภาคราชการ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคสื่อสารมวลชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน โดยกำหนดบทบาทให้ภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน ภาคเอกชนเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อน และประชาชนเป็นศูนย์กลางของการมีส่วนร่วม เพื่อให้การแก้ไขปัญหาตอบสนองต่อความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

รุกเฝ้าระวังสารหนู แผนสาธารณสุข 5 ปีพิทักษ์ชาวแม่สาย

หนึ่งในประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเตือนภัยในวงประชุมทางวิชาการ คือการตรวจพบสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลักของจังหวัด ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งนำไปสู่ปฏิบัติการลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนของหน่วยงานสาธารณสุขระดับประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายแพทย์เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ร่วมกับนายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย นำทัพผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ลงพื้นที่ด่านพรมแดนไทยและเมียนมา รวมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่สาย และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามสถานการณ์เฝ้าระวังผลกระทบจากสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำสายอย่างใกล้ชิด โดยมีนายแพทย์เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และเครือข่ายบุคลากรการแพทย์ในพื้นที่ให้การสนับสนุน

วิกฤตมลพิษทางน้ำถือเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตประจำวันของประชาชน กรมควบคุมโรคจึงได้วางยุทธศาสตร์ระยะยาวผ่านแผนการตรวจคัดกรองและเฝ้าระวังสุขภาพระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2568 ถึง 2572 ทีมแพทย์ได้เริ่มกระบวนการซักประวัติ ประเมินความเสี่ยง และเก็บตัวอย่างปัสสาวะของประชาชนกลุ่มเปราะบางเพื่อตรวจหาปริมาณสารหนูรวม พร้อมทั้งให้ความรู้ในการปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยง

ในขณะเดียวกัน กรมอนามัยได้มุ่งเน้นไปที่การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอุปโภคบริโภค เจ้าหน้าที่ได้ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญและระบบประปาหมู่บ้านในชุมชนบ้านสันมานะและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ การลงพื้นที่ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเก็บข้อมูล แต่คือการสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ตามความเป็นจริง เพื่อลดความตื่นตระหนกและสร้างความรู้ในการจัดการน้ำสะอาด

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญว่า การที่เจ้าหน้าที่เชิญประชาชนเข้ารับการตรวจคัดกรอง เป็นเพียงมาตรการเฝ้าระวังเชิงป้องกันตามมาตรฐานสาธารณสุข ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่รับการตรวจทุกคนจะมีสารหนูสะสมในร่างกายเกินมาตรฐาน ข้อมูลทางระบาดวิทยาที่ได้จะถูกนำไปใช้ประเมินความเสี่ยง เพื่อจัดระบบติดตามและส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่บริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์อย่างเป็นระบบและปลอดภัย

บูรณาการฐานข้อมูล สู่ความมั่นคงทางมนุษย์ในล้านนา

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนตุลาคม สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของจังหวัดเชียงรายที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงพื้นที่ตั้งรับภัยพิบัติ สู่การเป็นเมืองที่ใช้ข้อมูล นวัตกรรม และเครือข่ายเป็นอาวุธในการปกป้องพลเมือง การผนึกกำลังระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ผลักดันระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนน้ำท่วม สถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาที่เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และกระทรวงสาธารณสุขที่ลงลึกถึงการตรวจคัดกรองสารหนูในระดับดีเอ็นเอของชุมชน ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ที่ต่อเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความมั่นคงทางมนุษย์

ในวันที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้วและมลพิษข้ามพรมแดนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ความอยู่รอดของเศรษฐกิจและสังคมเชียงรายจึงฝากไว้กับความเข้มแข็งของกลไกเหล่านี้ การสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ชุมชนริมน้ำกก การมอบความจริงเรื่องคุณภาพน้ำให้แก่ชาวแม่สาย และการให้พื้นที่แก่สถาบันวิชาการในการชี้นำสังคม จะเป็นเกราะป้องกันที่ทรงพลังที่สุด ที่จะทำให้ชาวเชียงรายสามารถดำเนินชีวิตและสร้างเศรษฐกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืนบนดินแดนเหนือสุดของประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :