นายก อบจ.เชียงราย ตัวแทน 4 จังหวัดเหนือ ชี้แจงวุฒิสภา ชงงบกลาง 86.7 ล้าน ดัน 21 โครงการฟื้นฟูน้ำท่วม
Summary
- นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นตัวแทนกลุ่ม อปท. ภาคเหนือตอนบน 2 เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภา
- นำเสนอปัญหาความต้องการเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม PM2.5 และเศรษฐกิจข้ามพรมแดน
- ยื่นสำเนาหนังสือขอรับการสนับสนุนงบกลางฉุกเฉิน 21 โครงการ วงเงินรวม 86,763,000 บาท
- มุ่งเน้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอุทกภัยในพื้นที่
- สถานะปัจจุบันเป็นขั้นตอนยื่นเสนอขอรับการสนับสนุน ซึ่งยังต้องผ่านการพิจารณาตามระเบียบของสำนักงบประมาณ
กางโพยงบกลาง 86.7 ล้าน “นายก นก” บุกสภา ชง 21 โปรเจกต์ฟื้นฟูน้ำท่วม จับตาเงินฉุกเฉินจะลงพื้นที่ไหน
กรุงเทพฯ,30 สิงหาคม 2569 – เงิน 86,763,000 บาท กำลังกลายเป็นตัวเลขที่ต้องจับตา หลังนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย หรือ “นายก นก” เดินทางเข้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ในฐานะตัวแทนกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งครอบคลุมเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน เพื่อชี้แจงความต้องการด้านงบประมาณปี 2570 ต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของวุฒิสภา พร้อมยื่นสำเนาหนังสือขอรับการสนับสนุน งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 21 โครงการ สำหรับฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
แต่จุดที่ต้องแยกให้ชัดตั้งแต่ต้นคือ 86.763 ล้านบาทยังไม่ใช่เงินที่อนุมัติแล้ว และการยื่นหนังสือต่อประธานกรรมาธิการวุฒิสภาไม่ได้ทำให้เงินถูกจัดสรรทันที ข้อมูลที่ อบจ.เชียงรายเผยแพร่ระบุเพียงการ “ขอรับการสนับสนุน” และส่งข้อมูลให้คณะกรรมาธิการใช้ประกอบการพิจารณาและติดตามความคืบหน้า ขณะที่สำนักงบประมาณมีระเบียบและแนวปฏิบัติเฉพาะสำหรับการขอใช้เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งเป็นกลไกฝ่ายบริหารแยกต่างหากจากการศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณของวุฒิสภา
ดังนั้น ข่าวก้อนนี้ไม่ได้มีคำถามเพียงว่า “เชียงรายขอเงินได้เท่าไร” แต่ต้องตามต่อว่า 21 โครงการคืออะไร อยู่ที่ตำบลหรืออำเภอใด ใครเป็นเจ้าของโครงการ ความเสียหายเดิมมีหลักฐานอย่างไร งบแต่ละโครงการเท่าไร และสุดท้ายได้รับอนุมัติจริงกี่โครงการ เพราะเงินฉุกเฉินจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถตามรอยจากหนังสือคำขอไปจนถึงพื้นที่ก่อสร้างและประชาชนที่ได้รับประโยชน์ได้
28 สิงหาคม “นายก นก” ในบทตัวแทน 4 จังหวัด ขึ้นโต๊ะงบประมาณวุฒิสภา
การเข้ารัฐสภาครั้งนี้ นางอทิตาธรไม่ได้ชี้แจงในฐานะ อบจ.เชียงรายเพียงจังหวัดเดียว แต่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนกลุ่ม อปท.ภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งประกอบด้วยเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน โดยนำเสนอปัญหาและความต้องการของพื้นที่ต่อนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วุฒิสภา พร้อมกรรมาธิการและที่ปรึกษา ณ อาคารรัฐสภา
ข้อมูลจากเว็บไซต์วุฒิสภายืนยันว่า วุฒิสภาได้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ขึ้นจริง และโครงสร้างคณะกรรมาธิการมีสมาชิก 45 คน โดยดึงผู้แทนจากคณะกรรมาธิการด้านงบประมาณ เศรษฐกิจ การเงิน และสาขาที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมศึกษา
ประเด็นที่นำเสนอไม่ได้มีเฉพาะน้ำท่วม แต่ครอบคลุมปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเหนือตอนบน 2 ทั้ง PM2.5 การเผาในที่โล่ง การฟื้นฟูป่า การบริหารจัดการน้ำและดินโคลนถล่ม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการค้าชายแดน ซึ่งสะท้อนว่าท้องถิ่นกำลังพยายามนำ “ปัญหาพื้นที่” ไปผูกเข้ากับการจัดลำดับงบประมาณระดับชาติ
แต่ส่วนที่มีตัวเลขชัดที่สุดคือคำขอ 86.763 ล้านบาทสำหรับ 21 โครงการฟื้นฟูจากอุทกภัย ซึ่งเป็นก้อนเงินที่ควรถูกแยกออกมาตรวจสอบเป็นรายโครงการ
86,763,000 บาท ยังอยู่ในสถานะ “ขอ” ไม่ใช่ “ได้”
ในงานข่าวงบประมาณ คำเพียงคำเดียวสามารถเปลี่ยนความหมายของสถานะโครงการได้ หากเขียนว่า “อบจ.เชียงรายได้งบกลาง 86.7 ล้านบาท” จะหมายถึงมีการอนุมัติจัดสรรแล้ว แต่ข้อมูลวันที่ 28 สิงหาคมยังไม่รองรับถ้อยคำดังกล่าว
ถ้อยคำจากต้นทางคือ นายก อบจ.เชียงราย “ยื่นสำเนาหนังสือขอรับการสนับสนุนงบประมาณ” งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 21 โครงการ รวม 86,763,000 บาท เพื่อประกอบการพิจารณาและติดตามความคืบหน้า จึงควรเรียกเงินก้อนนี้ว่า “วงเงินคำขอ” หรือ “กรอบวงเงินที่เสนอขอรับการสนับสนุน” จนกว่าจะมีเอกสารอนุมัติจัดสรรจากหน่วยงานที่มีอำนาจ
สำนักงบประมาณมีระเบียบว่าด้วยการบริหารงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นโดยเฉพาะ และยังเผยแพร่ Flow Chart กับแบบฟอร์มสำหรับหน่วยงานที่ขอรับการจัดสรร แสดงให้เห็นว่าการใช้เงินประเภทนี้ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบรายละเอียดและความจำเป็น ไม่ได้เกิดจากการนำเสนอหรือการรับหนังสือในชั้นกรรมาธิการเพียงอย่างเดียว
นี่เป็นจุดแรกที่ประชาชนควรจับตา เพราะจาก “86.763 ล้านบาทที่ขอ” ไปสู่ “86.763 ล้านบาทที่ได้รับจริง” อาจไม่ใช่ตัวเลขเดียวกันเสมอไป
งบกลางฉุกเฉินคืออะไร เหตุใดจึงต่างจากงบประจำของ อบจ.
งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ถูกออกแบบไว้เพื่อรองรับรายจ่ายที่มีความจำเป็น เร่งด่วน หรือไม่สามารถคาดการณ์รายละเอียดไว้ครบถ้วนในขั้นจัดทำงบปกติ โดยสำนักงบประมาณมีระเบียบเฉพาะกำกับการเสนอขอ การพิจารณา การใช้จ่าย และการรายงานผล
ในอดีต สำนักงบประมาณเคยอธิบายว่ารายการดังกล่าวสามารถใช้สำหรับรายจ่ายที่มีความจำเป็นหรือเร่งด่วน รวมถึงการป้องกัน แก้ไขปัญหาภัยพิบัติ และช่วยเหลือบรรเทาความเสียหายแก่ประชาชนได้ ดังนั้น โครงการฟื้นฟูพื้นที่จากน้ำท่วมและดินโคลนถล่มจึงอยู่ในลักษณะงานที่สามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาตามกลไกนี้ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเรียกโครงการว่า “ฟื้นฟูภัยพิบัติ” แล้วจะได้รับเงินโดยอัตโนมัติ
หน่วยงานยังต้องแสดงเหตุผล ความจำเป็น ขอบเขตงาน วงเงิน ความพร้อมดำเนินการ และรายละเอียดประกอบตามแนวปฏิบัติของสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการเปิดเผยรายชื่อทั้ง 21 โครงการจึงสำคัญกว่าการประชาสัมพันธ์ยอดรวมเพียง 86.7 ล้านบาท
ประเด็นที่ต้องแกะต่อ 21 โครงการอยู่ตรงไหนบ้าง
ข้อมูลที่เผยแพร่ในครั้งนี้ระบุจำนวน 21 โครงการและวงเงินรวม 86,763,000 บาท แต่ยังไม่ได้แจกแจงต่อสาธารณะในข้อมูลที่ได้รับว่าแต่ละโครงการชื่ออะไร ตั้งอยู่ที่อำเภอหรือตำบลใด มีวงเงินเท่าไร และเป็นการซ่อมถนน สะพาน ระบบระบายน้ำ ตลิ่ง หรือโครงสร้างพื้นฐานประเภทใด
ช่องว่างข้อมูลนี้คือหัวใจของงานติดตามงบประมาณ เพราะยอดรวมไม่สามารถบอกได้ว่าเงินกระจายลงพื้นที่วิกฤตจริงหรือไม่ หาก 21 โครงการกระจายหลายอำเภอ ต้องดูหลักเกณฑ์ว่าเหตุใดพื้นที่หนึ่งจึงได้รับหลายโครงการ ขณะที่อีกพื้นที่ไม่ได้รับ หากเป็นโครงการซ่อมความเสียหายจากน้ำท่วม ต้องมีข้อมูลสภาพความเสียหายและขอบเขตงานก่อน–หลังให้ตรวจสอบได้
อีกจุดที่ต้องแยกคือ นางอทิตาธรเข้าชี้แจงในฐานะตัวแทนกลุ่มภาคเหนือตอนบน 2 แต่คำขอ 21 โครงการที่ระบุในข้อมูลต้นทางเป็นคำขอฟื้นฟูพื้นที่จากอุทกภัยที่นายก อบจ.เชียงรายนำมายื่น ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่แจกแจงว่าโครงการทั้งหมดอยู่เฉพาะเชียงราย หรือมีขอบเขตครอบคลุมพื้นที่อื่นด้วย จึงไม่ควรนำ 86.763 ล้านบาทไปประกาศว่าเป็น “งบสำหรับ 4 จังหวัด” จนกว่าจะเห็นบัญชีโครงการตัวจริง

อย่าเฉลี่ย 86.7 ล้านหาร 21 แล้วบอกว่าโครงการละ 4 ล้าน
หากนำวงเงิน 86,763,000 บาทหารด้วย 21 โครงการ จะได้ค่าเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์ราว 4.13 ล้านบาทต่อโครงการ แต่ตัวเลขนี้แทบไม่มีประโยชน์ในการวิเคราะห์งบจริง เพราะโครงการฟื้นฟูแต่ละแห่งอาจมีขนาดและประเภทงานต่างกันมาก
ถนนหนึ่งช่วงอาจใช้หลักล้าน ขณะที่สะพานหรือระบบป้องกันตลิ่งอาจมีวงเงินสูงกว่าหลายเท่า การใช้ค่าเฉลี่ยจึงอาจสร้างภาพผิดว่าทุกพื้นที่ได้รับงบใกล้เคียงกัน ทั้งที่ต้องดูวงเงินจริงเป็นรายรายการ
สิ่งที่ควรเปิดคือบัญชี 21 รายการในรูปแบบที่ประชาชนตรวจสอบได้ โดยอย่างน้อยต้องมีชื่อโครงการ พิกัด วงเงิน หน่วยงานเจ้าของโครงการ เหตุผลความจำเป็น ขนาดหรือปริมาณงาน และภาพความเสียหายเดิม หากมี BOQ หรือประมาณราคาก็ควรเปิดควบคู่กัน
เมื่อนั้นจึงจะวิเคราะห์ได้ว่า 86.7 ล้านบาท “ลงตรงจุด” หรือไม่
ยื่นต่อกรรมาธิการวุฒิสภา ไม่เท่ากับกรรมาธิการเป็นคนอนุมัติงบกลาง
อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงคือบทบาทของคณะกรรมาธิการวุฒิสภา การประชุมวันที่ 28 สิงหาคมเป็นการชี้แจงต่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ซึ่งทำหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ และให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างงบประมาณตามกระบวนการของวุฒิสภา
การรับหนังสือคำขอจากท้องถิ่นจึงช่วยให้กรรมาธิการเห็นปัญหาและสามารถติดตามหรือสะท้อนข้อเสนอได้ แต่ไม่ได้ทำให้คณะกรรมาธิการกลายเป็นผู้อนุมัติเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินแทนฝ่ายบริหาร
กลไกงบกลางมีระเบียบการบริหารของสำนักงบประมาณโดยเฉพาะ และสำนักงบประมาณยังมีระบบติดตามผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายของเงินสำรองจ่ายรายการนี้ด้วย
ดังนั้น เส้นทางที่ต้องตามจึงมีสองสายคู่กัน สายแรกคือข้อเสนอเชิงนโยบายในชั้นพิจารณางบประมาณปี 2570 ของรัฐสภา ส่วนสายที่สองคือกระบวนการขอรับจัดสรรงบกลางตามระเบียบของฝ่ายบริหาร ซึ่งไม่ควรถูกเขียนรวมจนประชาชนเข้าใจว่าการ “ผ่านกรรมาธิการ” เท่ากับเงินพร้อมโอน
ปี 2570 ก็เป็นอีกจุดที่ต้องอ่านให้ละเอียด
วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา โดยเว็บไซต์วุฒิสภายืนยันว่ามีคณะกรรมาธิการวิสามัญตั้งขึ้นเพื่อศึกษาร่างงบประมาณดังกล่าวโดยเฉพาะ
นั่นหมายความว่า การระบุว่าเป็นการ “ชี้แจงงบประมาณปี 2570” ไม่ควรถูกตีความว่างบทุกก้อนที่นำเสนอได้รับการตราและพร้อมใช้แล้ว โดยเฉพาะเงิน 86.763 ล้านบาทที่ข้อมูลต้นทางยังใช้คำว่า “ขอรับการสนับสนุน”
จุดที่ควรตรวจต่อคือหนังสือคำขอทั้ง 21 โครงการอ้างอิงงบกลางของปีงบประมาณใดในขั้นตอนที่จะเสนอจริง มีหน่วยงานใดเป็นผู้เสนอเข้าสู่ระบบสำนักงบประมาณ และความเสียหายจากอุทกภัยที่ใช้ประกอบคำขอเกิดขึ้นเมื่อใด เพราะรายละเอียดเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดเส้นทางการอนุมัติและกรอบเวลาการใช้เงิน
จนกว่าจะเห็นเอกสารคำขอฉบับเต็ม ข่าวควรยึดถ้อยคำว่า เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี 2570 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามข้อมูลที่ อบจ.เผยแพร่ ไม่ควรขยายต่อเองว่าเงินถูกกันไว้แล้ว
จากน้ำท่วมถึง PM2.5 ภาคเหนือตอนบน 2 กำลังขอมากกว่า “งบซ่อม”
แม้เงิน 86.7 ล้านบาทจะเป็นตัวเลขที่ดึงความสนใจที่สุด แต่เวทีวันที่ 28 สิงหาคมมีโจทย์ที่ใหญ่กว่านั้น เพราะตัวแทนท้องถิ่นยังนำเสนอปัญหา PM2.5 การเผาและป่าไม้ การจัดการน้ำ ดินโคลนถล่ม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ท่องเที่ยว และการค้าชายแดน
ภาพนี้สะท้อนความท้าทายของเชียงราย พะเยา แพร่ และน่านที่หลายปัญหามีลักษณะข้ามเขตจังหวัด น้ำไม่ได้หยุดตามเขตการปกครอง ควันและไฟป่าก็เช่นเดียวกัน ขณะที่ระบบการค้าและการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่าย
การใช้เวทีงบประมาณจึงมีความหมายในฐานะการพยายามขยับจากโครงการรายจังหวัดไปสู่การมอง “ภาคเหนือตอนบน 2” เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เดียวกัน แต่การจะทำให้ข้อเสนอนี้มีน้ำหนัก ต้องมีข้อมูลร่วมที่ตอบได้ว่าแต่ละจังหวัดเผชิญปัญหาอะไร ใช้งบเดิมไปเท่าไร และช่องว่างการลงทุนอยู่ตรงไหน
มิฉะนั้น ข้อเสนอขนาดใหญ่ก็อาจกลายเป็นเพียงรายการความต้องการหลายเรื่องที่แข่งขันกันเองเพื่อแย่งทรัพยากรจากส่วนกลาง
86.7 ล้านต้องถูกตามตั้งแต่ “หนังสือ” ถึง “หน้างาน”
หากต้องการให้เงินก้อนนี้โปร่งใส การติดตามควรเริ่มก่อนเงินได้รับอนุมัติ ไม่ใช่รอหลังสร้างเสร็จแล้วค่อยตรวจ เพราะช่วงก่อนอนุมัติคือเวลาที่ประชาชนยังสามารถตรวจสอบได้ว่าโครงการถูกจัดลำดับอย่างไรและตรงกับความเสียหายจริงหรือไม่
Milestone ที่ควรเปิดต่อสาธารณะควรเริ่มจากวันที่ยื่นคำขอ หน่วยงานรับเรื่อง วันที่ส่งเข้าสำนักงบประมาณ สถานะการพิจารณา วงเงินที่ได้รับอนุมัติจริง และวันจัดสรรเงิน จากนั้นจึงต่อด้วยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง คู่สัญญา วันเริ่มงาน เปอร์เซ็นต์ความก้าวหน้า และวันส่งมอบ
ที่สำคัญต้องเก็บ Before–After Evidence ทั้งภาพถ่าย พิกัด และปริมาณงาน เพราะโครงการซ่อมโครงสร้างพื้นฐานหลังภัยพิบัติมักกระจายอยู่หลายพื้นที่และตรวจสอบจากเอกสารอย่างเดียวได้ยาก
สำนักงบประมาณเองกำหนดให้มีการรายงานผลการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายเงินงบกลางรายการนี้ แสดงว่าการตรวจสอบไม่ได้จบในวันอนุมัติ แต่มีภาระติดตามการใช้จ่ายหลังได้รับเงินด้วย
21 โครงการต้องมี “พิกัดสาธารณะ” ไม่ใช่มีเพียงชื่อโครงการในแฟ้ม
ในมุม Data Journalism วิธีที่เหมาะกับข่าวนี้ที่สุดคือสร้างแผนที่ “86.7 ล้านไปไหน” แล้วปักหมุดทั้ง 21 โครงการ เมื่อได้บัญชีโครงการฉบับเต็มแต่ละหมุดควรแสดงชื่อพื้นที่ ประเภทความเสียหาย วงเงิน สถานะงบ สถานะจัดซื้อจัดจ้าง และความคืบหน้าหน้างาน
ประชาชนในพื้นที่จะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่า ถนนหรือสะพานที่รัฐระบุว่าเสียหายอยู่ตรงไหน งานเริ่มหรือยัง และตรงกับปัญหาที่ชุมชนเผชิญจริงหรือไม่
แผนที่ดังกล่าวยังช่วยให้เห็นการกระจายงบ เช่น หากเงินส่วนใหญ่กระจุกอยู่บางอำเภอ จะสามารถถามต่อได้ว่าพื้นที่เหล่านั้นได้รับความเสียหายสูงกว่าจริงหรือเป็นผลจากความพร้อมของโครงการ ขณะที่พื้นที่ซึ่งเสียหายแต่ไม่อยู่ในบัญชี 21 รายการติดข้อจำกัดอะไร
นี่จะเปลี่ยนการรายงานข่าวจากการตามคำพูดนักการเมือง ไปสู่การตรวจสอบ “เส้นทางของเงิน” ซึ่งประชาชนร่วมตรวจได้
อย่าให้ “ฉุกเฉิน” กลายเป็นข้อยกเว้นของความโปร่งใส
เหตุผลของการมีงบกลางสำรองจ่ายคือความรวดเร็วในสถานการณ์ที่รัฐไม่สามารถรอกระบวนการงบประมาณตามปกติได้ แต่ความเร็วไม่ควรถูกตีความว่ารายละเอียดสามารถลดลงได้ โดยเฉพาะโครงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่มีการก่อสร้างและจัดซื้อจัดจ้าง
ยิ่งคำขอมีถึง 21 โครงการ การเปิดเผยรายละเอียดก่อนอนุมัติจะช่วยทั้งประชาชนและหน่วยงานเอง เพราะสามารถลดข้อสงสัยเรื่องการเลือกพื้นที่ ราคา และความซ้ำซ้อนกับงบปกติหรืองบของหน่วยงานอื่น
คำถามสำคัญจึงไม่ควรมีเพียงว่า “86.7 ล้านบาทจะอนุมัติเมื่อไร” แต่ต้องถามด้วยว่า โครงการใดมีงบจากแหล่งอื่นรองรับแล้วหรือไม่ งานใดเป็นการฟื้นฟูของเดิม และงานใดมีส่วนของการพัฒนาใหม่เพิ่มเติม เพราะลักษณะงานเหล่านี้อาจมีนัยต่อความเหมาะสมของการใช้เงินฉุกเฉินต่างกัน
ตรงนี้ต้องรอรายละเอียดทั้ง 21 โครงการจึงจะวิเคราะห์ได้ ไม่ควรสรุปจากยอดรวมเพียงตัวเดียว
จากรัฐสภากลับเชียงราย สิ่งสำคัญคือเอา “บัญชี 21 โครงการ” เปิดบนโต๊ะ
การเดินทางของนายก อบจ.เชียงรายเข้าสู่รัฐสภาวันที่ 28 สิงหาคมอาจเป็นก้าวหนึ่งของการผลักดันงบจากส่วนกลาง แต่การวัดผลที่แท้จริงจะเริ่มหลังออกจากห้อง CB 411 เพราะจากนี้ต้องดูว่าหนังสือคำขอถูกส่งเข้าสู่กระบวนการใด ใครเป็นเจ้าภาพประสาน และเมื่อไรจะมีคำตอบจากสำนักงบประมาณ
หากท้ายที่สุดได้รับอนุมัติไม่ครบ 86.763 ล้านบาท ต้องเปิดด้วยว่าโครงการใดถูกตัด ลด หรือเลื่อน และด้วยเหตุผลใด หากได้ครบทั้งหมด ก็ต้องเปิด Timeline ที่ทำให้ประชาชนรู้ว่าเงินแต่ละก้อนจะถึงหน้างานเมื่อไร
ส่วนคณะกรรมาธิการวุฒิสภา แม้ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติงบกลางโดยตรง แต่สามารถมีบทบาทสำคัญในฐานะพื้นที่ตรวจสอบและติดตามปัญหา เพราะวุฒิสภามีคณะกรรมาธิการศึกษาร่างงบประมาณปี 2570 อย่างเป็นทางการและสามารถรวบรวมข้อสังเกตจากพื้นที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณางบประมาณได้
ดังนั้น ข่าว 86.7 ล้านบาทชิ้นนี้ยังไม่ควรจบด้วยคำว่า “อบจ.เชียงรายผลักดันงบสำเร็จ” เพราะ ณ วันที่ 28 สิงหาคม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การยื่นคำขอและผลักดันเข้าสู่กลไกติดตาม ไม่ใช่ปลายทางของเงิน
เงินฉุกเฉินจะพิสูจน์ตัวเองเมื่อประชาชนเห็นของที่ซ่อม ไม่ใช่เห็นเพียงตัวเลข
หลังความเสียหายจากน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงข่าวว่ามีโครงการหรือมีวงเงินเท่าไร แต่ต้องการรู้ว่าถนนที่ขาดจะซ่อมเมื่อไร สะพานที่เสียจะกลับมาใช้ได้วันไหน ระบบระบายน้ำจะถูกแก้อย่างไร และบ้านหรือชุมชนที่เคยถูกตัดขาดจะเสี่ยงซ้ำลดลงจริงหรือไม่
วงเงิน 86,763,000 บาท จึงควรถูกมองเป็น “เลขตั้งต้นของการตรวจสอบ” มากกว่าเลขแห่งความสำเร็จ เพราะวันนี้เรารู้ว่ามี 21 โครงการ แต่ยังไม่รู้จากข้อมูลที่เปิดเผยชุดนี้ว่าทั้ง 21 จุดอยู่ที่ไหนและได้เงินคนละเท่าไร
ขั้นต่อไปที่สำคัญที่สุดคือ อบจ.เชียงรายควรเปิดบัญชีคำขอทั้ง 21 รายการ พร้อมวงเงินและพิกัดต่อสาธารณะ แล้วอัปเดตสถานะแต่ละโครงการตั้งแต่ เสนอขอ → พิจารณา → อนุมัติ → จัดซื้อจัดจ้าง → ก่อสร้าง → ส่งมอบ
เมื่อทำได้ ประชาชนจะไม่ต้องเชื่อเพียงข้อความว่าเงิน “ลงถึงพื้นที่” แต่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตาตัวเอง
เพราะสำหรับงบฉุกเฉินหลังภัยพิบัติ ความเร็วเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เงินทุกบาทต้องตามรอยได้ และทุกโครงการต้องตอบได้ว่าลดความเสียหายของประชาชนตรงไหน


เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
- วุฒิสภา