นายก อบจ.เชียงราย ตัวแทน 4 จังหวัดเหนือ ชี้แจงวุฒิสภา ชงงบกลาง 86.7 ล้าน ดัน 21 โครงการฟื้นฟูน้ำท่วม


Summary


กางโพยงบกลาง 86.7 ล้าน “นายก นก” บุกสภา ชง 21 โปรเจกต์ฟื้นฟูน้ำท่วม จับตาเงินฉุกเฉินจะลงพื้นที่ไหน

กรุงเทพฯ,30 สิงหาคม 2569 – เงิน 86,763,000 บาท กำลังกลายเป็นตัวเลขที่ต้องจับตา หลังนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย หรือ “นายก นก” เดินทางเข้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ในฐานะตัวแทนกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งครอบคลุมเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน เพื่อชี้แจงความต้องการด้านงบประมาณปี 2570 ต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของวุฒิสภา พร้อมยื่นสำเนาหนังสือขอรับการสนับสนุน งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 21 โครงการ สำหรับฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

แต่จุดที่ต้องแยกให้ชัดตั้งแต่ต้นคือ 86.763 ล้านบาทยังไม่ใช่เงินที่อนุมัติแล้ว และการยื่นหนังสือต่อประธานกรรมาธิการวุฒิสภาไม่ได้ทำให้เงินถูกจัดสรรทันที ข้อมูลที่ อบจ.เชียงรายเผยแพร่ระบุเพียงการ “ขอรับการสนับสนุน” และส่งข้อมูลให้คณะกรรมาธิการใช้ประกอบการพิจารณาและติดตามความคืบหน้า ขณะที่สำนักงบประมาณมีระเบียบและแนวปฏิบัติเฉพาะสำหรับการขอใช้เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งเป็นกลไกฝ่ายบริหารแยกต่างหากจากการศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณของวุฒิสภา

ดังนั้น ข่าวก้อนนี้ไม่ได้มีคำถามเพียงว่า “เชียงรายขอเงินได้เท่าไร” แต่ต้องตามต่อว่า 21 โครงการคืออะไร อยู่ที่ตำบลหรืออำเภอใด ใครเป็นเจ้าของโครงการ ความเสียหายเดิมมีหลักฐานอย่างไร งบแต่ละโครงการเท่าไร และสุดท้ายได้รับอนุมัติจริงกี่โครงการ เพราะเงินฉุกเฉินจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถตามรอยจากหนังสือคำขอไปจนถึงพื้นที่ก่อสร้างและประชาชนที่ได้รับประโยชน์ได้

28 สิงหาคม “นายก นก” ในบทตัวแทน 4 จังหวัด ขึ้นโต๊ะงบประมาณวุฒิสภา

การเข้ารัฐสภาครั้งนี้ นางอทิตาธรไม่ได้ชี้แจงในฐานะ อบจ.เชียงรายเพียงจังหวัดเดียว แต่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนกลุ่ม อปท.ภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งประกอบด้วยเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน โดยนำเสนอปัญหาและความต้องการของพื้นที่ต่อนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วุฒิสภา พร้อมกรรมาธิการและที่ปรึกษา ณ อาคารรัฐสภา

ข้อมูลจากเว็บไซต์วุฒิสภายืนยันว่า วุฒิสภาได้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ขึ้นจริง และโครงสร้างคณะกรรมาธิการมีสมาชิก 45 คน โดยดึงผู้แทนจากคณะกรรมาธิการด้านงบประมาณ เศรษฐกิจ การเงิน และสาขาที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมศึกษา

ประเด็นที่นำเสนอไม่ได้มีเฉพาะน้ำท่วม แต่ครอบคลุมปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเหนือตอนบน 2 ทั้ง PM2.5 การเผาในที่โล่ง การฟื้นฟูป่า การบริหารจัดการน้ำและดินโคลนถล่ม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการค้าชายแดน ซึ่งสะท้อนว่าท้องถิ่นกำลังพยายามนำ “ปัญหาพื้นที่” ไปผูกเข้ากับการจัดลำดับงบประมาณระดับชาติ

แต่ส่วนที่มีตัวเลขชัดที่สุดคือคำขอ 86.763 ล้านบาทสำหรับ 21 โครงการฟื้นฟูจากอุทกภัย ซึ่งเป็นก้อนเงินที่ควรถูกแยกออกมาตรวจสอบเป็นรายโครงการ

86,763,000 บาท ยังอยู่ในสถานะ “ขอ” ไม่ใช่ “ได้”

ในงานข่าวงบประมาณ คำเพียงคำเดียวสามารถเปลี่ยนความหมายของสถานะโครงการได้ หากเขียนว่า “อบจ.เชียงรายได้งบกลาง 86.7 ล้านบาท” จะหมายถึงมีการอนุมัติจัดสรรแล้ว แต่ข้อมูลวันที่ 28 สิงหาคมยังไม่รองรับถ้อยคำดังกล่าว

ถ้อยคำจากต้นทางคือ นายก อบจ.เชียงราย ยื่นสำเนาหนังสือขอรับการสนับสนุนงบประมาณ” งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 21 โครงการ รวม 86,763,000 บาท เพื่อประกอบการพิจารณาและติดตามความคืบหน้า จึงควรเรียกเงินก้อนนี้ว่า วงเงินคำขอ” หรือ กรอบวงเงินที่เสนอขอรับการสนับสนุน” จนกว่าจะมีเอกสารอนุมัติจัดสรรจากหน่วยงานที่มีอำนาจ

สำนักงบประมาณมีระเบียบว่าด้วยการบริหารงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นโดยเฉพาะ และยังเผยแพร่ Flow Chart กับแบบฟอร์มสำหรับหน่วยงานที่ขอรับการจัดสรร แสดงให้เห็นว่าการใช้เงินประเภทนี้ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบรายละเอียดและความจำเป็น ไม่ได้เกิดจากการนำเสนอหรือการรับหนังสือในชั้นกรรมาธิการเพียงอย่างเดียว

นี่เป็นจุดแรกที่ประชาชนควรจับตา เพราะจาก “86.763 ล้านบาทที่ขอ” ไปสู่ “86.763 ล้านบาทที่ได้รับจริง” อาจไม่ใช่ตัวเลขเดียวกันเสมอไป

งบกลางฉุกเฉินคืออะไร เหตุใดจึงต่างจากงบประจำของ อบจ.

งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ถูกออกแบบไว้เพื่อรองรับรายจ่ายที่มีความจำเป็น เร่งด่วน หรือไม่สามารถคาดการณ์รายละเอียดไว้ครบถ้วนในขั้นจัดทำงบปกติ โดยสำนักงบประมาณมีระเบียบเฉพาะกำกับการเสนอขอ การพิจารณา การใช้จ่าย และการรายงานผล

ในอดีต สำนักงบประมาณเคยอธิบายว่ารายการดังกล่าวสามารถใช้สำหรับรายจ่ายที่มีความจำเป็นหรือเร่งด่วน รวมถึงการป้องกัน แก้ไขปัญหาภัยพิบัติ และช่วยเหลือบรรเทาความเสียหายแก่ประชาชนได้ ดังนั้น โครงการฟื้นฟูพื้นที่จากน้ำท่วมและดินโคลนถล่มจึงอยู่ในลักษณะงานที่สามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาตามกลไกนี้ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเรียกโครงการว่า “ฟื้นฟูภัยพิบัติ” แล้วจะได้รับเงินโดยอัตโนมัติ

หน่วยงานยังต้องแสดงเหตุผล ความจำเป็น ขอบเขตงาน วงเงิน ความพร้อมดำเนินการ และรายละเอียดประกอบตามแนวปฏิบัติของสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการเปิดเผยรายชื่อทั้ง 21 โครงการจึงสำคัญกว่าการประชาสัมพันธ์ยอดรวมเพียง 86.7 ล้านบาท

ประเด็นที่ต้องแกะต่อ 21 โครงการอยู่ตรงไหนบ้าง

ข้อมูลที่เผยแพร่ในครั้งนี้ระบุจำนวน 21 โครงการและวงเงินรวม 86,763,000 บาท แต่ยังไม่ได้แจกแจงต่อสาธารณะในข้อมูลที่ได้รับว่าแต่ละโครงการชื่ออะไร ตั้งอยู่ที่อำเภอหรือตำบลใด มีวงเงินเท่าไร และเป็นการซ่อมถนน สะพาน ระบบระบายน้ำ ตลิ่ง หรือโครงสร้างพื้นฐานประเภทใด

ช่องว่างข้อมูลนี้คือหัวใจของงานติดตามงบประมาณ เพราะยอดรวมไม่สามารถบอกได้ว่าเงินกระจายลงพื้นที่วิกฤตจริงหรือไม่ หาก 21 โครงการกระจายหลายอำเภอ ต้องดูหลักเกณฑ์ว่าเหตุใดพื้นที่หนึ่งจึงได้รับหลายโครงการ ขณะที่อีกพื้นที่ไม่ได้รับ หากเป็นโครงการซ่อมความเสียหายจากน้ำท่วม ต้องมีข้อมูลสภาพความเสียหายและขอบเขตงานก่อน–หลังให้ตรวจสอบได้

อีกจุดที่ต้องแยกคือ นางอทิตาธรเข้าชี้แจงในฐานะตัวแทนกลุ่มภาคเหนือตอนบน 2 แต่คำขอ 21 โครงการที่ระบุในข้อมูลต้นทางเป็นคำขอฟื้นฟูพื้นที่จากอุทกภัยที่นายก อบจ.เชียงรายนำมายื่น ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่แจกแจงว่าโครงการทั้งหมดอยู่เฉพาะเชียงราย หรือมีขอบเขตครอบคลุมพื้นที่อื่นด้วย จึงไม่ควรนำ 86.763 ล้านบาทไปประกาศว่าเป็น “งบสำหรับ 4 จังหวัด” จนกว่าจะเห็นบัญชีโครงการตัวจริง

อย่าเฉลี่ย 86.7 ล้านหาร 21 แล้วบอกว่าโครงการละ 4 ล้าน

หากนำวงเงิน 86,763,000 บาทหารด้วย 21 โครงการ จะได้ค่าเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์ราว 4.13 ล้านบาทต่อโครงการ แต่ตัวเลขนี้แทบไม่มีประโยชน์ในการวิเคราะห์งบจริง เพราะโครงการฟื้นฟูแต่ละแห่งอาจมีขนาดและประเภทงานต่างกันมาก

ถนนหนึ่งช่วงอาจใช้หลักล้าน ขณะที่สะพานหรือระบบป้องกันตลิ่งอาจมีวงเงินสูงกว่าหลายเท่า การใช้ค่าเฉลี่ยจึงอาจสร้างภาพผิดว่าทุกพื้นที่ได้รับงบใกล้เคียงกัน ทั้งที่ต้องดูวงเงินจริงเป็นรายรายการ

สิ่งที่ควรเปิดคือบัญชี 21 รายการในรูปแบบที่ประชาชนตรวจสอบได้ โดยอย่างน้อยต้องมีชื่อโครงการ พิกัด วงเงิน หน่วยงานเจ้าของโครงการ เหตุผลความจำเป็น ขนาดหรือปริมาณงาน และภาพความเสียหายเดิม หากมี BOQ หรือประมาณราคาก็ควรเปิดควบคู่กัน

เมื่อนั้นจึงจะวิเคราะห์ได้ว่า 86.7 ล้านบาท “ลงตรงจุด” หรือไม่

ยื่นต่อกรรมาธิการวุฒิสภา ไม่เท่ากับกรรมาธิการเป็นคนอนุมัติงบกลาง

อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงคือบทบาทของคณะกรรมาธิการวุฒิสภา การประชุมวันที่ 28 สิงหาคมเป็นการชี้แจงต่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ซึ่งทำหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ และให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างงบประมาณตามกระบวนการของวุฒิสภา

การรับหนังสือคำขอจากท้องถิ่นจึงช่วยให้กรรมาธิการเห็นปัญหาและสามารถติดตามหรือสะท้อนข้อเสนอได้ แต่ไม่ได้ทำให้คณะกรรมาธิการกลายเป็นผู้อนุมัติเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินแทนฝ่ายบริหาร

กลไกงบกลางมีระเบียบการบริหารของสำนักงบประมาณโดยเฉพาะ และสำนักงบประมาณยังมีระบบติดตามผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายของเงินสำรองจ่ายรายการนี้ด้วย

ดังนั้น เส้นทางที่ต้องตามจึงมีสองสายคู่กัน สายแรกคือข้อเสนอเชิงนโยบายในชั้นพิจารณางบประมาณปี 2570 ของรัฐสภา ส่วนสายที่สองคือกระบวนการขอรับจัดสรรงบกลางตามระเบียบของฝ่ายบริหาร ซึ่งไม่ควรถูกเขียนรวมจนประชาชนเข้าใจว่าการ “ผ่านกรรมาธิการ” เท่ากับเงินพร้อมโอน

ปี 2570 ก็เป็นอีกจุดที่ต้องอ่านให้ละเอียด

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา โดยเว็บไซต์วุฒิสภายืนยันว่ามีคณะกรรมาธิการวิสามัญตั้งขึ้นเพื่อศึกษาร่างงบประมาณดังกล่าวโดยเฉพาะ

นั่นหมายความว่า การระบุว่าเป็นการ “ชี้แจงงบประมาณปี 2570” ไม่ควรถูกตีความว่างบทุกก้อนที่นำเสนอได้รับการตราและพร้อมใช้แล้ว โดยเฉพาะเงิน 86.763 ล้านบาทที่ข้อมูลต้นทางยังใช้คำว่า “ขอรับการสนับสนุน”

จุดที่ควรตรวจต่อคือหนังสือคำขอทั้ง 21 โครงการอ้างอิงงบกลางของปีงบประมาณใดในขั้นตอนที่จะเสนอจริง มีหน่วยงานใดเป็นผู้เสนอเข้าสู่ระบบสำนักงบประมาณ และความเสียหายจากอุทกภัยที่ใช้ประกอบคำขอเกิดขึ้นเมื่อใด เพราะรายละเอียดเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดเส้นทางการอนุมัติและกรอบเวลาการใช้เงิน

จนกว่าจะเห็นเอกสารคำขอฉบับเต็ม ข่าวควรยึดถ้อยคำว่า เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี 2570 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามข้อมูลที่ อบจ.เผยแพร่ ไม่ควรขยายต่อเองว่าเงินถูกกันไว้แล้ว

จากน้ำท่วมถึง PM2.5 ภาคเหนือตอนบน 2 กำลังขอมากกว่า “งบซ่อม”

แม้เงิน 86.7 ล้านบาทจะเป็นตัวเลขที่ดึงความสนใจที่สุด แต่เวทีวันที่ 28 สิงหาคมมีโจทย์ที่ใหญ่กว่านั้น เพราะตัวแทนท้องถิ่นยังนำเสนอปัญหา PM2.5 การเผาและป่าไม้ การจัดการน้ำ ดินโคลนถล่ม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ท่องเที่ยว และการค้าชายแดน

ภาพนี้สะท้อนความท้าทายของเชียงราย พะเยา แพร่ และน่านที่หลายปัญหามีลักษณะข้ามเขตจังหวัด น้ำไม่ได้หยุดตามเขตการปกครอง ควันและไฟป่าก็เช่นเดียวกัน ขณะที่ระบบการค้าและการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่าย

การใช้เวทีงบประมาณจึงมีความหมายในฐานะการพยายามขยับจากโครงการรายจังหวัดไปสู่การมอง “ภาคเหนือตอนบน 2” เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เดียวกัน แต่การจะทำให้ข้อเสนอนี้มีน้ำหนัก ต้องมีข้อมูลร่วมที่ตอบได้ว่าแต่ละจังหวัดเผชิญปัญหาอะไร ใช้งบเดิมไปเท่าไร และช่องว่างการลงทุนอยู่ตรงไหน

มิฉะนั้น ข้อเสนอขนาดใหญ่ก็อาจกลายเป็นเพียงรายการความต้องการหลายเรื่องที่แข่งขันกันเองเพื่อแย่งทรัพยากรจากส่วนกลาง

86.7 ล้านต้องถูกตามตั้งแต่ “หนังสือ” ถึง “หน้างาน”

หากต้องการให้เงินก้อนนี้โปร่งใส การติดตามควรเริ่มก่อนเงินได้รับอนุมัติ ไม่ใช่รอหลังสร้างเสร็จแล้วค่อยตรวจ เพราะช่วงก่อนอนุมัติคือเวลาที่ประชาชนยังสามารถตรวจสอบได้ว่าโครงการถูกจัดลำดับอย่างไรและตรงกับความเสียหายจริงหรือไม่

Milestone ที่ควรเปิดต่อสาธารณะควรเริ่มจากวันที่ยื่นคำขอ หน่วยงานรับเรื่อง วันที่ส่งเข้าสำนักงบประมาณ สถานะการพิจารณา วงเงินที่ได้รับอนุมัติจริง และวันจัดสรรเงิน จากนั้นจึงต่อด้วยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง คู่สัญญา วันเริ่มงาน เปอร์เซ็นต์ความก้าวหน้า และวันส่งมอบ

ที่สำคัญต้องเก็บ Before–After Evidence ทั้งภาพถ่าย พิกัด และปริมาณงาน เพราะโครงการซ่อมโครงสร้างพื้นฐานหลังภัยพิบัติมักกระจายอยู่หลายพื้นที่และตรวจสอบจากเอกสารอย่างเดียวได้ยาก

สำนักงบประมาณเองกำหนดให้มีการรายงานผลการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายเงินงบกลางรายการนี้ แสดงว่าการตรวจสอบไม่ได้จบในวันอนุมัติ แต่มีภาระติดตามการใช้จ่ายหลังได้รับเงินด้วย

21 โครงการต้องมี “พิกัดสาธารณะ” ไม่ใช่มีเพียงชื่อโครงการในแฟ้ม

ในมุม Data Journalism วิธีที่เหมาะกับข่าวนี้ที่สุดคือสร้างแผนที่ “86.7 ล้านไปไหน” แล้วปักหมุดทั้ง 21 โครงการ เมื่อได้บัญชีโครงการฉบับเต็มแต่ละหมุดควรแสดงชื่อพื้นที่ ประเภทความเสียหาย วงเงิน สถานะงบ สถานะจัดซื้อจัดจ้าง และความคืบหน้าหน้างาน

ประชาชนในพื้นที่จะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่า ถนนหรือสะพานที่รัฐระบุว่าเสียหายอยู่ตรงไหน งานเริ่มหรือยัง และตรงกับปัญหาที่ชุมชนเผชิญจริงหรือไม่

แผนที่ดังกล่าวยังช่วยให้เห็นการกระจายงบ เช่น หากเงินส่วนใหญ่กระจุกอยู่บางอำเภอ จะสามารถถามต่อได้ว่าพื้นที่เหล่านั้นได้รับความเสียหายสูงกว่าจริงหรือเป็นผลจากความพร้อมของโครงการ ขณะที่พื้นที่ซึ่งเสียหายแต่ไม่อยู่ในบัญชี 21 รายการติดข้อจำกัดอะไร

นี่จะเปลี่ยนการรายงานข่าวจากการตามคำพูดนักการเมือง ไปสู่การตรวจสอบ “เส้นทางของเงิน” ซึ่งประชาชนร่วมตรวจได้

อย่าให้ “ฉุกเฉิน” กลายเป็นข้อยกเว้นของความโปร่งใส

เหตุผลของการมีงบกลางสำรองจ่ายคือความรวดเร็วในสถานการณ์ที่รัฐไม่สามารถรอกระบวนการงบประมาณตามปกติได้ แต่ความเร็วไม่ควรถูกตีความว่ารายละเอียดสามารถลดลงได้ โดยเฉพาะโครงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่มีการก่อสร้างและจัดซื้อจัดจ้าง

ยิ่งคำขอมีถึง 21 โครงการ การเปิดเผยรายละเอียดก่อนอนุมัติจะช่วยทั้งประชาชนและหน่วยงานเอง เพราะสามารถลดข้อสงสัยเรื่องการเลือกพื้นที่ ราคา และความซ้ำซ้อนกับงบปกติหรืองบของหน่วยงานอื่น

คำถามสำคัญจึงไม่ควรมีเพียงว่า “86.7 ล้านบาทจะอนุมัติเมื่อไร” แต่ต้องถามด้วยว่า โครงการใดมีงบจากแหล่งอื่นรองรับแล้วหรือไม่ งานใดเป็นการฟื้นฟูของเดิม และงานใดมีส่วนของการพัฒนาใหม่เพิ่มเติม เพราะลักษณะงานเหล่านี้อาจมีนัยต่อความเหมาะสมของการใช้เงินฉุกเฉินต่างกัน

ตรงนี้ต้องรอรายละเอียดทั้ง 21 โครงการจึงจะวิเคราะห์ได้ ไม่ควรสรุปจากยอดรวมเพียงตัวเดียว

จากรัฐสภากลับเชียงราย สิ่งสำคัญคือเอา “บัญชี 21 โครงการ” เปิดบนโต๊ะ

การเดินทางของนายก อบจ.เชียงรายเข้าสู่รัฐสภาวันที่ 28 สิงหาคมอาจเป็นก้าวหนึ่งของการผลักดันงบจากส่วนกลาง แต่การวัดผลที่แท้จริงจะเริ่มหลังออกจากห้อง CB 411 เพราะจากนี้ต้องดูว่าหนังสือคำขอถูกส่งเข้าสู่กระบวนการใด ใครเป็นเจ้าภาพประสาน และเมื่อไรจะมีคำตอบจากสำนักงบประมาณ

หากท้ายที่สุดได้รับอนุมัติไม่ครบ 86.763 ล้านบาท ต้องเปิดด้วยว่าโครงการใดถูกตัด ลด หรือเลื่อน และด้วยเหตุผลใด หากได้ครบทั้งหมด ก็ต้องเปิด Timeline ที่ทำให้ประชาชนรู้ว่าเงินแต่ละก้อนจะถึงหน้างานเมื่อไร

ส่วนคณะกรรมาธิการวุฒิสภา แม้ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติงบกลางโดยตรง แต่สามารถมีบทบาทสำคัญในฐานะพื้นที่ตรวจสอบและติดตามปัญหา เพราะวุฒิสภามีคณะกรรมาธิการศึกษาร่างงบประมาณปี 2570 อย่างเป็นทางการและสามารถรวบรวมข้อสังเกตจากพื้นที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณางบประมาณได้

ดังนั้น ข่าว 86.7 ล้านบาทชิ้นนี้ยังไม่ควรจบด้วยคำว่า “อบจ.เชียงรายผลักดันงบสำเร็จ” เพราะ ณ วันที่ 28 สิงหาคม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การยื่นคำขอและผลักดันเข้าสู่กลไกติดตาม ไม่ใช่ปลายทางของเงิน

เงินฉุกเฉินจะพิสูจน์ตัวเองเมื่อประชาชนเห็นของที่ซ่อม ไม่ใช่เห็นเพียงตัวเลข

หลังความเสียหายจากน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงข่าวว่ามีโครงการหรือมีวงเงินเท่าไร แต่ต้องการรู้ว่าถนนที่ขาดจะซ่อมเมื่อไร สะพานที่เสียจะกลับมาใช้ได้วันไหน ระบบระบายน้ำจะถูกแก้อย่างไร และบ้านหรือชุมชนที่เคยถูกตัดขาดจะเสี่ยงซ้ำลดลงจริงหรือไม่

วงเงิน 86,763,000 บาท จึงควรถูกมองเป็น “เลขตั้งต้นของการตรวจสอบ” มากกว่าเลขแห่งความสำเร็จ เพราะวันนี้เรารู้ว่ามี 21 โครงการ แต่ยังไม่รู้จากข้อมูลที่เปิดเผยชุดนี้ว่าทั้ง 21 จุดอยู่ที่ไหนและได้เงินคนละเท่าไร

ขั้นต่อไปที่สำคัญที่สุดคือ อบจ.เชียงรายควรเปิดบัญชีคำขอทั้ง 21 รายการ พร้อมวงเงินและพิกัดต่อสาธารณะ แล้วอัปเดตสถานะแต่ละโครงการตั้งแต่ เสนอขอ พิจารณา อนุมัติ จัดซื้อจัดจ้าง ก่อสร้าง ส่งมอบ

เมื่อทำได้ ประชาชนจะไม่ต้องเชื่อเพียงข้อความว่าเงิน “ลงถึงพื้นที่” แต่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตาตัวเอง

เพราะสำหรับงบฉุกเฉินหลังภัยพิบัติ ความเร็วเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เงินทุกบาทต้องตามรอยได้ และทุกโครงการต้องตอบได้ว่าลดความเสียหายของประชาชนตรงไหน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :