ฝน 12 ชั่วโมงแตะ 169 มิลลิเมตร น้ำป่าหลากเชียงของท่วมบ้านห้วยเย็น ถนนเชียงแสน–เชียงของทรุด เร่งช่วยเหลือพร้อมเฝ้าระวังระลอกใหม่
Summary
- ฝนตกชุก 12 ชั่วโมง สะสม 169 มิลลิเมตร ทำน้ำป่าหลากท่วมฉับพลันที่บ้านห้วยเย็น อ.เชียงของ
- อุทกภัยกัดเซาะทางหลวงหมายเลข 1290 สายเชียงแสน-เชียงของ ทรุดขาด รถผ่านไม่ได้ทุกชนิด
- ผู้ว่าฯ เชียงราย สั่งการ ปภ. ร่วมกับ อบจ. ลงพื้นที่แจกน้ำดื่มและยาสามัญเยียวยา 20 ครัวเรือน
- กพท. และกรมทางหลวงเร่งเปิดทางเบี่ยง พร้อมเตรียมขอสะพานเบลีย์กู้เส้นทางคมนาคมชายแดน
- อบจ.เชียงราย บูรณาการฐานข้อมูลระบบ Flood-Eye ร่วมกับ มฟล. เพื่อสแกนความเสี่ยงดินโคลนถล่มต่อเนื่อง
โฝน 12 ชั่วโมงแตะ 169 มิลลิเมตร น้ำป่าหลากเชียงของท่วมบ้านห้วยเย็น ถนนเชียงแสน–เชียงของทรุด เร่งช่วยเหลือพร้อมเฝ้าระวังระลอกใหม่
เชียงราย,30 มิถุนายน 2569 – เสียงฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 29 มิถุนายน กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เมื่อมวลน้ำจากพื้นที่สูงไหลลงสู่บ้านห้วยเย็น หมู่ที่ 7 ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ กระแสน้ำที่มาอย่างรวดเร็วเอ่อล้นทางน้ำ เข้าท่วมบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมกัดเซาะทางหลวงสายเชียงแสน–เชียงของจนพื้นผิวถนนทรุดตัวและไม่สามารถเปิดให้รถสัญจรได้ตามปกติ
ข้อมูลจากหน่วยงานในพื้นที่ระบุว่า ปริมาณฝนสะสมช่วง 12 ชั่วโมงอยู่ที่ประมาณ 169 มิลลิเมตร ถือเป็นฝนปริมาณมากในช่วงเวลาสั้น ส่งผลให้ดินและทางน้ำธรรมชาติรับน้ำไม่ทัน ก่อนเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินสไลด์ในบางจุด เหตุการณ์ครั้งนี้กระทบประชาชนบ้านห้วยเย็นเบื้องต้นประมาณ 20 ครัวเรือน ขณะที่หน่วยงานจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ทางหลวงเร่งระดมกำลังเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือ ฟื้นฟูเส้นทาง และเฝ้าระวังฝนระลอกใหม่
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า ช่วงเช้าวันที่ 30 มิถุนายน น้ำป่าได้ไหลเข้าท่วมถนนสายเชียงของ–เชียงแสนบริเวณบ้านห้วยเย็น กระแสน้ำไหลเชี่ยวจนรถทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ ก่อนที่ระดับน้ำจะเริ่มลดลงในเวลา 10.40 น. อย่างไรก็ตาม กระแสน้ำได้กัดเซาะถนนบริเวณแก่งไก เลยหน้าวัดเทพนิมิตร จนพื้นผิวจราจรทรุดและต้องปิดการสัญจรต่อไป
ฝนตกข้ามคืน เปลี่ยนหมู่บ้านริมโขงเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ
สถานการณ์เริ่มต้นจากฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 29 มิถุนายน และยังตกต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงเช้าวันถัดมา ปริมาณน้ำฝนที่สะสมอย่างรวดเร็วทำให้ชั้นดินอิ่มตัว ขณะที่ลำห้วยและทางระบายน้ำในพื้นที่ไม่สามารถรองรับมวลน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาได้ทัน
ไม่นานหลังจากนั้น น้ำป่าก็เริ่มไหลผ่านบ้านห้วยเย็น กระแสน้ำขุ่นและเชี่ยวกรากพัดพาดิน โคลน กิ่งไม้ และวัสดุต่าง ๆ เข้าสู่พื้นที่ชุมชน ชาวบ้านบางส่วนต้องเร่งเคลื่อนย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้า เอกสารสำคัญ รถจักรยานยนต์ และทรัพย์สินขึ้นที่สูง ขณะที่ครอบครัวที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียงต้องเตรียมพร้อมอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง
ความรุนแรงของน้ำป่าแตกต่างจากน้ำท่วมที่ค่อย ๆ เพิ่มระดับ เพราะน้ำสามารถมาถึงภายในเวลาอันสั้น ทำให้ประชาชนมีเวลาตัดสินใจและขนย้ายทรัพย์สินจำกัด แม้หลังเวลา 10.40 น. ระดับน้ำบางจุดเริ่มลดลง แต่น้ำที่ระบายออกไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงสิ้นสุดลง เนื่องจากดินบนพื้นที่ลาดชันยังอุ้มน้ำเต็มที่ และอาจเกิดดินถล่ม หรือน้ำป่าระลอกใหม่ได้หากมีฝนตกเติมลงมา
จังหวัดเชียงรายจึงยังคงสั่งการให้ทุกอำเภอเฝ้าระวังต่อเนื่อง เตรียมกำลังพล เครื่องมือ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ช่วยเหลือให้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายและดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบ
ผู้ว่าฯ สั่ง ปภ.ลงพื้นที่ อบจ.ส่งทีมบรรเทาทุกข์ช่วย 20 ครัวเรือน
นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายจรัสพันธ์ อรุณคง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนตำบลริมโขง และหน่วยงานในอำเภอเชียงของ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชน
ด้านนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สั่งการให้รองนายก อบจ.เชียงราย นำเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยลงพื้นที่บ้านห้วยเย็น หลังได้รับรายงานว่ามีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 20 ครัวเรือน
ความช่วยเหลือระยะแรกประกอบด้วยน้ำดื่ม 500 แพ็ค ผ้าห่ม 200 ผืน และยาสามัญประจำบ้าน พร้อมประสานสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายเพื่อจัดรถผลิตน้ำดื่มไปสนับสนุนประชาชนที่หน่วยบริการบ้านห้วยเย็น
การส่งน้ำสะอาดเข้าไปในพื้นที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลังเกิดน้ำท่วม แหล่งน้ำในชุมชนอาจปนเปื้อนดิน โคลน เชื้อโรค หรือสิ่งปฏิกูล แม้บ้านบางหลังจะยังมีน้ำประปาใช้ แต่ระบบท่อหรือถังเก็บน้ำอาจได้รับผลกระทบจนไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้
เจ้าหน้าที่ยังคงปักหลักประเมินสภาพบ้านเรือน ตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า และรวบรวมข้อมูลความเสียหายเป็นรายครัวเรือน เพื่อประกอบการช่วยเหลือและเยียวยาในขั้นต่อไป ข้อมูลจาก อบจ.เชียงรายยังระบุว่า ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ หรือ PDOSS ได้ติดตามสถานการณ์น้ำป่าและน้ำท่วมฉับพลันอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตือนพื้นที่ลาดเชิงเขาและทางน้ำไหลผ่านให้เฝ้าระวังดินโคลนถล่ม
ถนนหมายเลข 1290 ถูกกัดเซาะ กระทบเส้นทางเชียงแสน–เชียงของ
ผลกระทบสำคัญอีกด้านเกิดขึ้นบนทางหลวงหมายเลข 1290 สายเชียงแสน–เชียงของ บริเวณใกล้วัดเทพนิมิตร เมื่อกระแสน้ำป่ากัดเซาะชั้นดินและผิวจราจรจนถนนทรุดตัว การสัญจรจึงต้องหยุดลงทันทีเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายยืนยันว่า ในช่วงที่เกิดเหตุ รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านบริเวณดังกล่าวได้ เจ้าหน้าที่จากอำเภอเชียงของ อบต.ริมโขง หมวดทางหลวงเชียงของ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าควบคุมการจราจร ติดตั้งป้ายเตือน และแนะนำให้ผู้ใช้เส้นทางหลีกเลี่ยงพื้นที่
แขวงทางหลวงเชียงรายที่ 2 ได้นำเครื่องจักรเข้าดำเนินการเปิดทางเบี่ยงชั่วคราว พร้อมวางแผนขอรับการสนับสนุนสะพานเบลีย์จากจังหวัดพิจิตร เพื่อเสริมความมั่นคงของเส้นทางในระหว่างรอการซ่อมแซมถาวร
สะพานเบลีย์เป็นโครงสร้างเหล็กแบบประกอบที่สามารถติดตั้งได้รวดเร็ว เหมาะสำหรับการแก้ปัญหาเส้นทางขาดหรือสะพานเสียหายในสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม การเปิดใช้งานต้องผ่านการตรวจสอบฐานราก การรับน้ำหนัก และความปลอดภัยของพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่วิศวกรรมก่อน
เส้นทางหมายเลข 1290 มีความสำคัญต่อการเดินทางระหว่างอำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของ รวมถึงการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเดินทางของประชาชนตามแนวแม่น้ำโขง เมื่อถนนถูกตัดขาดจึงไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประสบภัยในหมู่บ้าน แต่ยังกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเข้าถึงบริการสาธารณะในวงกว้าง
แจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast รับมือภัยที่มาเร็ว
ในช่วงเกิดเหตุ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลริมโขง เพื่อเตือนภัยน้ำป่าไหลหลาก
ระบบดังกล่าวมีข้อได้เปรียบตรงที่สามารถส่งข้อความถึงโทรศัพท์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่ออยู่กับเสาสัญญาณในพื้นที่เป้าหมาย โดยไม่จำเป็นต้องมีรายชื่อหรือหมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับ จึงเหมาะกับภัยที่เกิดรวดเร็วและต้องแจ้งเตือนคนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของการแจ้งเตือนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ประชาชนต้องเข้าใจว่าหลังได้รับข้อความควรทำอะไรทันที เช่น ย้ายออกจากทางน้ำ ยกทรัพย์สินขึ้นที่สูง ตัดกระแสไฟฟ้า เตรียมเอกสารสำคัญ และช่วยเหลือสมาชิกในครอบครัวที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยตนเอง
เหตุการณ์ที่บ้านห้วยเย็นจึงเป็นอีกบททดสอบของระบบเตือนภัยในพื้นที่จริง ว่าข้อมูลฝน แผนที่เสี่ยงภัย การแจ้งเตือน และกำลังเผชิญเหตุสามารถเชื่อมโยงกันได้รวดเร็วเพียงใด

จาก Flood-Eye สู่ PDOSS เปลี่ยนงานวิจัยเป็นเครื่องมือรับมือภัย
ในเช้าวันเดียวกับที่น้ำป่าไหลหลากเข้าสู่บ้านห้วยเย็น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้จัดพิธีรับมอบข้อมูลสารสนเทศและผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อสนับสนุนการทำงานของศูนย์ PDOSS
ข้อมูลที่ส่งมอบประกอบด้วยระบบ Flood-Eye สำหรับประเมินความเสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก แผนที่น้ำท่วมจังหวัดเชียงรายในหลายฉากทัศน์ แผนที่พื้นที่แม่สาย และแผนที่เส้นทางอพยพของหมู่บ้านเสี่ยงภัย โดยมีเป้าหมายให้นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้วิเคราะห์สถานการณ์ วางแผน และตอบสนองเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็วขึ้น
ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนความท้าทายของการจัดการสาธารณภัยยุคใหม่อย่างชัดเจน เพราะในช่วงเช้ามีการส่งมอบเครื่องมือวิเคราะห์ความเสี่ยง ขณะที่อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่ต้องนำข้อมูลและกำลังคนไปใช้กับเหตุการณ์จริงในอำเภอเชียงของ
สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือข้อมูลจากระบบวิจัยจะเชื่อมเข้าสู่การตัดสินใจระดับพื้นที่ได้อย่างไร หมู่บ้านจะได้รับคำเตือนล่วงหน้านานเพียงใด เส้นทางอพยพสามารถใช้งานจริงในช่วงฝนหนักหรือไม่ และข้อมูลจากผู้ใหญ่บ้าน อปท. หน่วยกู้ภัย และสถานีวัดฝนจะไหลเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางได้รวดเร็วเพียงใด
เทคโนโลยีจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อข้อมูลถูกส่งถึงคนที่ต้องตัดสินใจในเวลาที่เหมาะสม แผนที่หนึ่งแผ่นอาจดูเป็นเพียงภาพสีบนหน้าจอ แต่หากสามารถบอกได้ว่าหมู่บ้านใดจะถูกตัดขาด ถนนเส้นใดควรปิด หรือควรอพยพผู้สูงอายุไปยังจุดใดก่อน แผนที่นั้นก็สามารถช่วยลดความสูญเสียได้จริง
บทเรียนจากน้ำท่วมเชียงรายปี 2567 ยังไม่จางหาย
เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในเชียงของครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถึงสองปีหลังเชียงรายเผชิญอุทกภัยและดินถล่มครั้งใหญ่ในปี 2567 ซึ่งสร้างผลกระทบครอบคลุมหลายอำเภอ
ข้อมูลสรุปจากศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดเชียงราย ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2567 ระบุว่า เหตุอุทกภัยและดินถล่มในช่วงดังกล่าวกระทบ 14 อำเภอ 66 ตำบล 591 หมู่บ้าน และประชาชนมากกว่า 60,000 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 14 ราย ถนนได้รับผลกระทบ 141 จุด และโรงเรียนได้รับผลกระทบหลายสิบแห่ง
ตัวเลขเหล่านั้นทำให้การเฝ้าระวังในปี 2569 ไม่อาจเป็นเพียงการรอให้เกิดน้ำท่วมแล้วจึงเข้าไปช่วยเหลือ แต่ต้องเปลี่ยนไปสู่การคาดการณ์ล่วงหน้า การจัดทำแผนอพยพ และการสร้างความพร้อมในระดับครัวเรือน
เชียงรายมีภูมิประเทศซับซ้อน ทั้งภูเขา พื้นที่ลาดชัน ลำน้ำสาขา และชุมชนตามแนวชายแดน ฝนที่ตกหนักในตำบลหนึ่งอาจทำให้น้ำไหลลงไปกระทบอีกพื้นที่ภายในเวลาไม่นาน ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่เฉพาะริมแม่น้ำสายหลัก แต่รวมถึงบ้านที่ตั้งอยู่ใกล้ลำห้วย ช่องเขา เชิงดอย และจุดที่เคยมีประวัติดินสไลด์
ประชาชนพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
แม้ระดับน้ำบางจุดจะลดลงและมวลน้ำส่วนหนึ่งระบายลงสู่แม่น้ำโขงแล้ว แต่หน่วยงานในพื้นที่ยังเตือนว่าฝนยังตกสลับหยุด และมีความเสี่ยงเกิดน้ำป่า น้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่มได้อีก จังหวัดจึงยังคงเตรียมกำลังและเครื่องจักรไว้ตลอด 24 ชั่วโมง
ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจากจังหวัด ปภ. กรมอุตุนิยมวิทยา อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง หากพบฝนตกหนักบนภูเขา น้ำในลำห้วยเปลี่ยนเป็นสีขุ่น มีเสียงดังผิดปกติจากต้นน้ำ ระดับน้ำเพิ่มเร็ว หรือมีดินและกิ่งไม้ไหลมากับกระแสน้ำ ควรออกจากพื้นที่ทันทีโดยไม่รอคำยืนยันซ้ำ
ก่อนน้ำเข้าบ้านควรตัดกระแสไฟบริเวณเสี่ยง ย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้าและเอกสารสำคัญขึ้นที่สูง นำรถออกจากพื้นที่ต่ำ และเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินที่มีน้ำดื่ม ยาประจำตัว ไฟฉาย โทรศัพท์สำรอง เอกสารประจำตัว และสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กหรือผู้สูงอายุ
ประชาชนที่ต้องการแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือสามารถประสานหน่วยงานท้องถิ่น ผู้นำชุมชน หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
น้ำลดไม่ได้หมายความว่าภัยผ่านพ้น
เหตุการณ์บ้านห้วยเย็นแสดงให้เห็นว่า ฝนหนักเพียงคืนเดียวสามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของชุมชนได้ บ้านเรือนประมาณ 20 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ ถนนสายสำคัญถูกกัดเซาะ และหน่วยงานหลายระดับต้องระดมกำลังเข้าพื้นที่พร้อมกัน
การช่วยเหลือระยะแรกด้วยน้ำดื่ม ยา และผ้าห่มเป็นสิ่งจำเป็น แต่ภารกิจถัดจากนี้ยังรวมถึงการทำความสะอาดบ้าน ตรวจระบบไฟฟ้า ฟื้นฟูถนน ประเมินพื้นที่เกษตร ช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย และติดตามสุขภาพของผู้ประสบภัย
สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการค้นหาสาเหตุเชิงพื้นที่ ว่าทางน้ำถูกกีดขวางหรือไม่ ระบบระบายน้ำรองรับฝนสุดขั้วได้เพียงใด จุดที่ถนนทรุดเคยมีความเสี่ยงมาก่อนหรือไม่ และหมู่บ้านมีเวลาอพยพหลังได้รับคำเตือนนานเพียงใด
น้ำป่าระลอกนี้อาจลดลงในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่คำถามเรื่องความพร้อมจะยังคงอยู่ เพราะฤดูฝนยังไม่สิ้นสุด และข้อมูลจากพื้นที่ยืนยันแล้วว่าเมื่อดินอิ่มน้ำ ฝนชุดถัดไปอาจสร้างความเสียหายได้เร็วกว่าครั้งแรก
การคลี่คลายสถานการณ์จึงไม่ได้วัดจากวันที่รถกลับมาวิ่งบนถนน หรือวันที่ชาวบ้านล้างโคลนออกจากบ้านหมดเท่านั้น แต่ต้องวัดจากการที่ระบบเตือนภัย แผนที่ความเสี่ยง เส้นทางอพยพ และความช่วยเหลือสามารถทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นก่อนฝนระลอกต่อไปจะมาถึง



เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
- ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ อบจ.เชียงราย
- องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
- กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย