เชียงราย เคาะร่างแผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี ยกระดับสู่เมืองสุขภาพ Smart City และแหล่งท่องเที่ยวมูลค่าสูง


Summary


ผู้ว่าฯ เชียงราย เดินหน้าแผนพัฒนา 5 ปี ปักหมุด Wellness City และ World Class Destination รับการแข่งขันท่องเที่ยวโลก

เชียงราย,27 กรกฎาคม 2569 – จังหวัดเชียงรายเดินหน้าวางกรอบการพัฒนาระยะ 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2571 ถึง 2575 โดยตั้งเป้ายกระดับเมืองเหนือสุดของประเทศให้ก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งสุขภาพ หรือ Wellness City ควบคู่กับการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก หรือ World Class Destination ท่ามกลางบริบทการท่องเที่ยวไทยที่ยังเผชิญความผันผวนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและการแข่งขันระหว่างจุดหมายปลายทางทั่วโลก

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ หรือ ก.บ.จ. จังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วม

หัวใจของการประชุมไม่ได้อยู่เพียงการติดตามงบประมาณหรือรับรองรายงานการประชุมที่ผ่านมา แต่รวมถึงการพิจารณาร่างแผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย 5 ปี ซึ่งจะเป็นกรอบกำหนดทิศทางการลงทุน การจัดสรรทรัพยากร และการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของจังหวัดตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป

ก.บ.จ. วางกรอบพัฒนาเชียงรายจากแผนสู่การปฏิบัติ

ที่ประชุมได้รับรองรายงานการประชุม ก.บ.จ. ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 และรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการชุดใหม่ เพื่อให้กลไกการบริหารงานเชิงพื้นที่มีตัวแทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างครอบคลุม

นอกจากนี้ยังมีการรายงานผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายงบประมาณของโครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2568 และ 2569 รวมถึงความคืบหน้าของโครงการที่อยู่ระหว่างจัดทำเพื่อบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2570

การติดตามการเบิกจ่ายเป็นประเด็นสำคัญ เพราะโครงการพัฒนาจังหวัดจะสร้างผลลัพธ์ได้ต่อเมื่อหน่วยงานสามารถเปลี่ยนงบประมาณให้เป็นงานที่ประชาชนได้รับประโยชน์จริง หากโครงการล่าช้า ไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน หรือมีปัญหาด้านการจัดซื้อจัดจ้าง อาจทำให้จังหวัดสูญเสียทั้งเวลา โอกาสทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นจากประชาชน

ที่ประชุมจึงพิจารณาทั้งการโอนเปลี่ยนแปลงโครงการ การแต่งตั้งคณะทำงานติดตามและประเมินผล ตลอดจนการโอนสินทรัพย์ภายใต้โครงการของจังหวัด เพื่อให้ทรัพย์สินที่เกิดจากงบประมาณสามารถถูกนำไปดูแลและใช้งานต่ออย่างชัดเจน

แผน 5 ปีเชื่อมเป้าหมายเชียงรายระยะ 20 ปี

ร่างแผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2571 ถึง 2575 จัดทำขึ้นตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ หรือ ก.น.บ. โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดเชียงรายระยะ 20 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2566 ถึง 2585

วิสัยทัศน์สำคัญของจังหวัดคือการพัฒนาเชียงรายให้เป็นเมืองแห่งสุขภาพ น่าเที่ยว น่าอยู่ และเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก พร้อมยกระดับสู่ Smart City ที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ การท่องเที่ยวคุณภาพสูง เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ การใช้เทคโนโลยีกับนวัตกรรม การค้า การลงทุน การบริการ และโลจิสติกส์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

อีกด้านหนึ่ง จังหวัดต้องบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุล เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจที่เร่งเกินขีดความสามารถของพื้นที่อาจส่งผลต่อแหล่งน้ำ ป่าไม้ คุณภาพอากาศ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

แผนพัฒนาเชียงรายจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มรายได้หรือจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องสร้างเมืองที่ประชาชนสามารถอยู่อาศัย ทำงาน และเข้าถึงบริการได้อย่างปลอดภัยและเท่าเทียม

Wellness City ต้องมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

คำว่า Wellness City อาจทำให้หลายคนนึกถึงสปา การนวด สมุนไพร หรือการเดินทางเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ แต่ในมิติของการพัฒนาเมือง แนวคิดดังกล่าวควรครอบคลุมตั้งแต่คุณภาพอากาศ อาหารปลอดภัย พื้นที่สีเขียว ระบบสาธารณสุข การออกกำลังกาย สุขภาพจิต ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ

เชียงรายมีต้นทุนสำคัญทั้งโรงพยาบาล สถาบันการศึกษา การแพทย์แผนไทย สมุนไพร อาหารท้องถิ่น ธรรมชาติ และวัฒนธรรมหลากหลาย แต่การพัฒนาเป็นเมืองสุขภาพจำเป็นต้องเชื่อมต้นทุนเหล่านี้เข้าสู่ระบบเดียวกัน

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมารับบริการด้านสุขภาพควรสามารถเข้าถึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มาตรฐานบริการ การเดินทาง ที่พัก อาหาร และบริการฉุกเฉินได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชาชนในจังหวัดต้องได้รับประโยชน์จากระบบสุขภาพที่พัฒนาขึ้น ไม่ใช่มีบริการคุณภาพสูงเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวหรือกลุ่มที่มีกำลังซื้อ

การเป็น Wellness City จึงควรวัดจากสุขภาวะของคนในพื้นที่ด้วย เช่น จำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การเข้าถึงบริการของผู้สูงอายุ คุณภาพอากาศ จำนวนพื้นที่ออกกำลังกาย และสัดส่วนอาหารปลอดภัยในตลาด

World Class Destination ต้องขายคุณค่า ไม่ใช่จำนวนคน

เป้าหมายการเป็น World Class Destination เกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังต้องปรับตัวจากความผันผวนของตลาดต่างประเทศ

ข้อมูลช่วงวันที่ 19 ถึง 25 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา 584,398 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 791 คน หรือร้อยละ 0.14 คิดเป็นค่าเฉลี่ยประมาณ 83,485 คนต่อวัน

เมื่อแยกตามระยะทาง ตลาดระยะใกล้มีนักท่องเที่ยว 379,222 คน ลดลงร้อยละ 0.75 ขณะที่ตลาดระยะไกลมีนักท่องเที่ยว 205,176 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.01 สะท้อนว่าตลาดยุโรปและนักเดินทางระยะไกลยังมีบทบาทสำคัญในการพยุงภาคการท่องเที่ยวช่วงดังกล่าว

ตัวเลขนี้เป็นสัญญาณว่าจังหวัดท่องเที่ยวไม่ควรพึ่งจำนวนผู้เดินทางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเพิ่มมูลค่าต่อคน กระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน และสร้างเหตุผลให้นักท่องเที่ยวพักนานขึ้น

สำหรับเชียงราย จุดแข็งไม่ได้มีเพียงวัดสวยหรือภูเขา แต่รวมถึงศิลปะร่วมสมัย ประวัติศาสตร์ล้านนา กลุ่มชาติพันธุ์ อาหาร สมุนไพร กาแฟ ชา เกษตรอินทรีย์ เมืองชายแดน และเส้นทางเชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน

หากนำต้นทุนเหล่านี้มาร้อยเรียงเป็นประสบการณ์ที่มีคุณภาพ เชียงรายสามารถแข่งขันด้วยเอกลักษณ์ของพื้นที่ มากกว่าการลดราคาเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

จีนยังเป็นตลาดหลัก แต่เชียงรายต้องกระจายความเสี่ยง

นักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 อันดับแรกในช่วงวันที่ 19 ถึง 25 กรกฎาคม 2569 ได้แก่ จีน 109,391 คน มาเลเซีย 64,840 คน อินเดีย 35,835 คน ไต้หวัน 23,558 คน และเกาหลีใต้ 21,509 คน

เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน นักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.41 มาเลเซียเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.63 อินเดียเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.05 และเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.55 ขณะที่ไต้หวันลดลงร้อยละ 6.52

จีนจึงยังเป็นตลาดสำคัญของการท่องเที่ยวไทย และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเชียงรายทั้งด้านการบิน การค้าชายแดน และเส้นทางทางบกผ่าน สปป.ลาว

อย่างไรก็ตาม การพึ่งตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปอาจทำให้รายได้ของจังหวัดผันผวนตามเศรษฐกิจ ค่าเงิน เที่ยวบิน และนโยบายการเดินทางของประเทศต้นทาง

แผนพัฒนาจังหวัดจึงควรให้ความสำคัญกับตลาดหลากหลาย ทั้งนักท่องเที่ยวจากยุโรป อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อาเซียน รวมถึงการท่องเที่ยวภายในประเทศ

นักท่องเที่ยวแต่ละตลาดมีพฤติกรรมแตกต่างกัน นักเดินทางยุโรปอาจให้ความสำคัญกับธรรมชาติ ความยั่งยืน และการพักระยะยาว ขณะที่ตลาดเอเชียอาจสนใจอาหาร ศิลปะ การถ่ายภาพ และกิจกรรมระยะสั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงควรมีความยืดหยุ่น ไม่ใช้รูปแบบเดียวกับทุกกลุ่ม

รายได้ท่องเที่ยวไทยกว่า 8.67 แสนล้านบาท

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 25 กรกฎาคม 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 17,942,931 คน ลดลงร้อยละ 3.13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังสร้างรายได้จากการใช้จ่ายรวม 867,743 ล้านบาท

ตลาดสะสม 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 2,971,632 คน มาเลเซีย 2,314,855 คน อินเดีย 1,343,794 คน รัสเซีย 1,080,773 คน และเกาหลีใต้ 653,286 คน

แม้จำนวนนักท่องเที่ยวสะสมจะลดลง แต่รายได้ยังสะท้อนว่าการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศ

สำหรับเชียงราย คำถามสำคัญคือจังหวัดได้รับรายได้จากนักท่องเที่ยวในสัดส่วนเท่าใด และรายได้กระจายไปถึงผู้ประกอบการขนาดเล็ก เกษตรกร ชุมชน และแรงงานท้องถิ่นมากเพียงใด

หากนักท่องเที่ยวใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวหลักและพักเพียงคืนเดียว เงินอาจกระจุกอยู่กับธุรกิจบางประเภท แต่หากจังหวัดสร้างเส้นทางเชื่อมเมือง ชุมชน เกษตร วัฒนธรรม สุขภาพ และธรรมชาติ รายได้จะกระจายได้กว้างขึ้น

ตลาดยุโรปเติบโตจากเที่ยวบินใหม่

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประเมินว่า ตลาดระยะไกล โดยเฉพาะยุโรป ยังมีแนวโน้มขยายตัวจากการเปิดเส้นทางบินใหม่และการเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง

ในช่วงดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากเส้นทางดูไบสู่กรุงเทพฯ ดอนเมือง และอัมสเตอร์ดัมสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะที่ตลาดระยะใกล้ได้รับแรงหนุนจากช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนของจีนและเกาหลีใต้ รวมถึงการเพิ่มความถี่เที่ยวบินระหว่างเซินเจิ้นกับภูเก็ต

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วางแนวทางขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและประสบการณ์ที่มีคุณค่า มากกว่าการพึ่งจำนวนผู้เดินทางเพียงอย่างเดียว

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของเชียงรายในการเป็น World Class Destination เพราะตลาดระยะไกลมักมีระยะเวลาพำนักและรูปแบบการใช้จ่ายแตกต่างจากตลาดระยะใกล้

อย่างไรก็ตาม เชียงรายต้องมีการเชื่อมต่อการเดินทางที่สะดวกจากกรุงเทพฯ และเมืองหลัก รวมถึงข้อมูลหลายภาษา ระบบขนส่งภายในจังหวัด มาตรฐานที่พัก และกิจกรรมที่สามารถจองได้ง่าย

Smart City ต้องช่วยประชาชนและนักท่องเที่ยวพร้อมกัน

การพัฒนาเชียงรายสู่ Smart City ไม่ควรหมายถึงการติดตั้งเทคโนโลยีจำนวนมากโดยไม่มีปัญหาที่ต้องแก้ แต่ควรเริ่มจากความต้องการของประชาชนและผู้มาเยือน

เทคโนโลยีสามารถช่วยบริหารการจราจร แจ้งเตือนภัยธรรมชาติ ตรวจสอบคุณภาพอากาศ จัดการขยะ และให้ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์

ในภาคเกษตร ระบบข้อมูลสามารถช่วยเกษตรกรติดตามสภาพอากาศ วางแผนใช้น้ำ ตรวจสอบย้อนกลับสินค้า และเข้าถึงตลาดโดยตรง

ด้านสุขภาพ ระบบนัดหมายทางไกล การส่งต่อข้อมูลผู้ป่วย และการติดตามผู้สูงอายุที่อยู่ห่างไกลสามารถลดภาระการเดินทางได้

แต่การใช้เทคโนโลยีต้องไม่ทำให้ประชาชนที่ไม่มีสมาร์ตโฟนหรือทักษะดิจิทัลถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ทุกบริการควรมีช่องทางที่คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้

เกษตรปลอดภัยคือรากฐานของเมืองสุขภาพ

เป้าหมายการเป็น Wellness City เชื่อมโยงโดยตรงกับเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ เพราะอาหารคือองค์ประกอบพื้นฐานของสุขภาพและประสบการณ์ท่องเที่ยว

เชียงรายมีผลผลิตสำคัญหลายชนิด ทั้งข้าว ชา กาแฟ สับปะรด ลิ้นจี่ สมุนไพร และพืชผักเมืองหนาว หากจังหวัดสามารถพัฒนามาตรฐาน การตรวจสอบย้อนกลับ และการแปรรูป จะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและสร้างจุดขายด้านอาหารสุขภาพ

ร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล และแหล่งท่องเที่ยวสามารถเชื่อมกับเกษตรกรในพื้นที่ผ่านการจัดซื้อวัตถุดิบท้องถิ่น ช่วยลดระยะทางขนส่งและทำให้รายได้หมุนเวียนในจังหวัด

อย่างไรก็ตาม คำว่าเกษตรปลอดภัยต้องมีระบบตรวจสอบรองรับ ไม่ควรใช้เป็นเพียงคำประชาสัมพันธ์ จังหวัดจึงต้องลงทุนทั้งห้องปฏิบัติการ มาตรฐานการผลิต และการสื่อสารข้อมูลที่ประชาชนตรวจสอบได้

โลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขงต้องสร้างประโยชน์ให้ท้องถิ่น

แผนระยะยาวยังวางบทบาทเชียงรายให้เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน การบริการ และโลจิสติกส์ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

จังหวัดมีทั้งสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 4 ท่าเรือเชียงแสน ด่านแม่สาย ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง และเส้นทางเชื่อมจีนตอนใต้ผ่าน สปป.ลาว

โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้สามารถช่วยลดต้นทุนการขนส่งและดึงดูดการลงทุน แต่การเติบโตด้านโลจิสติกส์ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยบนถนน และปัญหาชายแดนด้วย

หากรถสินค้าเพียงผ่านจังหวัดโดยไม่มีการแปรรูปหรือใช้บริการในพื้นที่ ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอาจมีจำกัด เชียงรายจึงควรพัฒนาคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า อุตสาหกรรมแปรรูป และบริการสนับสนุนที่ใช้แรงงานกับผู้ประกอบการในจังหวัด

แผนพัฒนาต้องมีตัวชี้วัดที่ประชาชนตรวจสอบได้

การประชุม ก.บ.จ. เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการกำหนดทิศทาง แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการแปลงวิสัยทัศน์ให้เป็นโครงการ งบประมาณ ผู้รับผิดชอบ และตัวชี้วัดที่ชัดเจน

คำว่า Wellness City ควรถูกวัดจากผลลัพธ์ด้านสุขภาพ คุณภาพสิ่งแวดล้อม การเข้าถึงบริการ และจำนวนธุรกิจสุขภาพที่ผ่านมาตรฐาน

คำว่า World Class Destination ควรวัดจากรายได้ต่อผู้มาเยือน จำนวนคืนพัก ความพึงพอใจ การกลับมาเที่ยวซ้ำ และสัดส่วนรายได้ที่กระจายสู่ชุมชน

ด้าน Smart City ควรประเมินว่าระบบเทคโนโลยีช่วยลดเวลา ลดต้นทุน หรือเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนได้มากเพียงใด

ส่วนการใช้งบประมาณต้องมีการรายงานความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามว่าโครงการใดเป็นไปตามแผน โครงการใดล่าช้า และเกิดผลลัพธ์ต่อพื้นที่อย่างไร

เชียงรายกำลังแข่งขันด้วยคุณภาพของเมือง

ท่ามกลางจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวเล็กน้อยและตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เชียงรายไม่สามารถแข่งขันด้วยความสวยงามของธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

จังหวัดต้องสร้างเมืองที่เดินทางสะดวก ปลอดภัย อากาศดี อาหารมีคุณภาพ มีเรื่องราวทางวัฒนธรรม และประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนา

การประชุม ก.บ.จ. ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 จึงเป็นมากกว่าการประชุมบริหารราชการ แต่เป็นขั้นตอนสำคัญในการกำหนดว่าในช่วงปี 2571 ถึง 2575 เชียงรายจะเลือกลงทุนกับเรื่องใด และจะเปลี่ยนวิสัยทัศน์ระยะ 20 ปีให้กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างไร

เป้าหมายการเป็น Wellness City และ World Class Destination จะเกิดขึ้นจริงได้ต่อเมื่อการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ สุขภาพ เกษตร เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมถูกพัฒนาอย่างเชื่อมโยงกัน

ท้ายที่สุด เมืองระดับโลกไม่ได้วัดจากจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นเมืองที่คนในพื้นที่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี และผู้มาเยือนได้สัมผัสคุณค่าของเชียงรายโดยไม่ทำลายสิ่งที่ทำให้จังหวัดแห่งนี้แตกต่างจากที่อื่น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :