เชียงรายบน 5 รอยเลื่อนมีพลัง ปภ.จับมือกรมอุตุฯ–กรมทรัพยากรธรณี เปิดเกณฑ์ Cell Broadcast รับมือแผ่นดินไหว

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประชุมร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมทรัพยากรธรณีเพื่อทบทวนระบบรับมือแผ่นดินไหว
  • ประเทศไทยมีกลุ่มรอยเลื่อนมีพลัง 16 กลุ่ม โดยพาดผ่านและเกี่ยวข้องกับจังหวัดเชียงรายถึง 5 กลุ่ม
  • กำหนดเกณฑ์แจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast หากเกิดแผ่นดินไหวบนบกในไทยตั้งแต่ขนาด 4.0 ขึ้นไป
  • กรมอุตุนิยมวิทยาจะแจ้งเตือนเหตุเป็นหน่วยแรก ก่อนที่ ปภ. จะส่งแนวทางปฏิบัติรับมือตามลำดับ
  • มุ่งเน้นการเตรียมพร้อมเชิงโครงสร้างอาคาร สถานศึกษา และแผนเผชิญเหตุเพื่อลดความเสียหายในพื้นที่เสี่ยง

เชียงรายบน 5 รอยเลื่อนมีพลัง ปภ.จับมือกรมอุตุฯ–กรมทรัพยากรธรณี เปิดเกณฑ์ Cell Broadcast รับมือแผ่นดินไหวก่อนเกิดเหตุ

เชียงราย,23 สิงหาคม 2569 – แม้แผ่นดินไหวยังเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถพยากรณ์วัน เวลา และตำแหน่งเกิดได้อย่างแม่นยำ แต่สิ่งที่รัฐสามารถทำได้คือรู้ว่า “พื้นที่ไหนเสี่ยง” ตรวจจับเหตุให้เร็ว และส่งข้อมูลถึงประชาชนให้ทันก่อนความสับสนจะกลายเป็นความตื่นตระหนก โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายซึ่งอยู่ในแนวของกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังหลายกลุ่ม และมีประสบการณ์ตรงจากแผ่นดินไหวครั้งสำคัญในอดีต

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมทรัพยากรธรณี ประชุมติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและรอยเลื่อนมีพลังทั่วประเทศ โดยมีนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดี ปภ. เป็นประธาน พร้อมผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านธรณีวิทยาและแผ่นดินไหว เพื่อทบทวนระบบเฝ้าระวังและเกณฑ์การแจ้งเตือนประชาชนผ่าน Cell Broadcast หลังช่วงที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหวหลายเหตุการณ์ในภูมิภาคเอเชีย แม้เหตุเหล่านั้นไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย

ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับเชียงรายคือ จากกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังของประเทศไทยทั้งหมด 16 กลุ่ม มีถึง 5 กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่จังหวัดเชียงราย ได้แก่ รอยเลื่อนแม่จัน รอยเลื่อนแม่อิง รอยเลื่อนแม่ทา รอยเลื่อนพะเยา และรอยเลื่อนแม่ลาว นั่นไม่ได้หมายความว่าเชียงรายกำลังจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ แต่หมายความว่าการเตรียมพร้อมของอาคาร ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล และระบบสื่อสารฉุกเฉินไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องไกลตัว

16 กลุ่มรอยเลื่อนมีพลัง เชียงรายเกี่ยวข้องถึง 5 กลุ่ม

ข้อมูลกรมทรัพยากรธรณีระบุว่า ประเทศไทยมีกลุ่มรอยเลื่อนมีพลัง 16 กลุ่ม ได้แก่ แม่จัน แม่อิง แม่ฮ่องสอน เมย แม่ทา เถิน พะเยา ปัว อุตรดิตถ์ เจดีย์สามองค์ ศรีสวัสดิ์ ระนอง คลองมะรุ่ย เพชรบูรณ์ แม่ลาว และเวียงแหง โดยกระจายตัวอยู่ในหลายภูมิภาค แต่มีความหนาแน่นสูงในภาคเหนือและภาคตะวันตก

สำหรับเชียงราย กลุ่มรอยเลื่อนแม่จันพาดผ่านเชียงรายและเชียงใหม่ รอยเลื่อนแม่อิงอยู่ในเชียงราย รอยเลื่อนแม่ทาครอบคลุมเชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย รอยเลื่อนพะเยาครอบคลุมพะเยา เชียงราย และลำปาง ขณะที่รอยเลื่อนแม่ลาวอยู่ในจังหวัดเชียงรายโดยตรง

จุดนี้ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า คำว่า “รอยเลื่อนมีพลัง” ไม่ได้หมายถึงรอยเลื่อนที่กำลังจะเกิดแผ่นดินไหว แต่หมายถึงโครงสร้างธรณีวิทยาที่มีหลักฐานแสดงการเคลื่อนตัวในอดีตทางธรณีกาลและยังมีศักยภาพเกิดการเคลื่อนตัวได้อีก จึงเป็นพื้นที่ที่นักธรณีวิทยาต้องสำรวจและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

กรมทรัพยากรธรณีเองมีทั้งแผนที่แนวรอยเลื่อนมีพลัง คุณลักษณะของแต่ละกลุ่ม แผนที่ภัยพิบัติแผ่นดินไหว และข้อมูลหมู่บ้านที่แนวรอยเลื่อนพาดผ่าน เพื่อใช้ประกอบการวางแผนลดความเสี่ยง

โจทย์ของเชียงรายไม่ใช่ถามว่า “จะไหวเมื่อไร” แต่ต้องถามว่า “ถ้าไหวแล้วพร้อมแค่ไหน”

ข้อจำกัดสำคัญของวิทยาศาสตร์แผ่นดินไหวในปัจจุบันคือ ยังไม่สามารถทำนายได้ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นวันไหน เวลาใด และมีขนาดเท่าใด ดังนั้น การเห็นข่าวแผ่นดินไหวเกิดถี่ในประเทศใกล้เคียง ไม่ควรถูกนำไปตีความว่าเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยหรือเชียงรายกำลังจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ตามมา

สิ่งที่สามารถทำได้คือการประเมิน Hazard และ Risk ล่วงหน้า เช่น พื้นที่อยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนหรือไม่ สภาพดินสามารถขยายแรงสั่นสะเทือนได้มากน้อยเพียงใด อาคารถูกออกแบบตามมาตรฐานต้านทานแผ่นดินไหวหรือไม่ และประชาชนรู้วิธีเอาตัวรอดหรือไม่

นี่คือเหตุผลที่จังหวัดอย่างเชียงรายควรให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมมากกว่าการทำนาย เพราะเมื่อไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดเมื่อไร ระบบที่ดีต้องพร้อมทำงานในวันที่เหตุเกิดโดยไม่ต้องรอคำเตือนล่วงหน้าเป็นวันหรือเป็นชั่วโมง

Cell Broadcast เปิดเกณฑ์ชัด แผ่นดินไหวในไทยขนาด 4.0 ขึ้นไปเริ่มแจ้ง

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ถูกย้ำในการประชุมครั้งนี้คือระบบ Cell Broadcast ซึ่งสามารถส่งข้อความเตือนไปยังโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เป้าหมายได้โดยตรง โดยไม่ต้องให้ประชาชนสมัครบริการหรือเปิดแอปใดเป็นพิเศษ

ตามมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติจัดทำร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเกิดแผ่นดินไหวบนบกในประเทศไทย จะใช้เกณฑ์ขนาดตั้งแต่ 4.0 ขึ้นไป สำหรับการแจ้งเตือน ส่วนแผ่นดินไหวบนบกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้เกณฑ์ตั้งแต่ 6.0 ขึ้นไป และเหตุแผ่นดินไหวบริเวณอันดามันใช้เกณฑ์ตั้งแต่ 7.0 ขึ้นไป

สำหรับการเฝ้าระวังสึนามิ จะใช้เงื่อนไขแผ่นดินไหวในทะเลอันดามันขนาด 7.6 ขึ้นไป และมีความลึกน้อยกว่า 100 กิโลเมตรเป็นเกณฑ์หนึ่งในการเข้าสู่กระบวนการแจ้งเตือน

ลำดับการทำงานคือกรมอุตุนิยมวิทยาจะส่งข้อความแจ้งเหตุแผ่นดินไหวเป็นหน่วยแรก จากนั้น ปภ.จะส่งข้อมูลต่อเนื่องเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติตัว การประเมินสถานการณ์ และข้อความสิ้นสุดภัยตามความเหมาะสม

Cell Broadcast ไม่ได้ทำนายแผ่นดินไหว แต่ช่วยลดความสับสนหลังเกิดเหตุ

อีกเรื่องที่ประชาชนควรเข้าใจคือ Cell Broadcast สำหรับแผ่นดินไหว ไม่ใช่ระบบที่บอกล่วงหน้าว่าอีกกี่ชั่วโมงจะเกิดแผ่นดินไหว เพราะตัวเหตุไม่สามารถทำนายล่วงหน้าแบบนั้นได้

หน้าที่หลักของระบบคือ หลังตรวจพบเหตุแล้ว หน่วยงานสามารถส่งข้อมูลที่ยืนยันแล้วไปยังคนในพื้นที่ได้รวดเร็ว เช่น จุดเกิด ขนาด ความลึก พื้นที่ที่อาจรับรู้แรงสั่นสะเทือน ความเสี่ยงอาฟเตอร์ช็อก และแนวทางปฏิบัติตัว

คุณค่าของระบบจึงอยู่ที่การลดช่วงเวลาที่ประชาชนต้องค้นหาข่าวจากโซเชียลมีเดียด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นช่วงที่ข่าวลือ คลิปเก่า และข้อมูลผิดสามารถแพร่กระจายได้เร็วมาก

สำหรับเชียงรายซึ่งมีชุมชนกระจายทั้งพื้นที่เมือง ที่ราบ และภูเขา การมีช่องทางเตือนที่เข้าถึงโทรศัพท์โดยตรงจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะหากเกิดเหตุในช่วงกลางคืนหรือช่วงที่ประชาชนไม่ติดตามสื่อทั่วไป

เครือข่ายตรวจวัดคือ “หูและตา” ก่อนข้อความจะถึงโทรศัพท์

ระบบแจ้งเตือนจะทำงานไม่ได้หากไม่มีเครือข่ายตรวจวัดอยู่เบื้องหลัง ข้อมูลที่ ปภ.เปิดเผยในการประชุมระบุว่า กรมอุตุนิยมวิทยามีสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวทั่วประเทศ 111 สถานี สถานีตรวจวัดอัตราเร่งของพื้นดิน 55 สถานี และสถานีตรวจวัดการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอีก 19 สถานี

เครือข่ายเหล่านี้มีหน้าที่ต่างกัน สถานีแผ่นดินไหวช่วยตรวจจับคลื่นจากเหตุการณ์และใช้หาตำแหน่งกับขนาด ขณะที่เครื่องตรวจอัตราเร่งพื้นดินมีความสำคัญต่อการรู้ว่าแรงสั่นจริงในพื้นที่มีมากเพียงใด ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผลกระทบต่ออาคารและโครงสร้าง

ส่วนการตรวจการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกช่วยนักวิทยาศาสตร์ติดตามการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว แต่ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นเครื่องมือทำนายวันเกิดแผ่นดินไหว

บทเรียนจากคูมาโมโตะ ยิ่งตอกย้ำว่า “ขนาด” ไม่ใช่ตัวตัดสินความเสียหายเพียงอย่างเดียว

ในปี 2569 ญี่ปุ่นเผชิญเหตุแผ่นดินไหวครั้งสำคัญที่จังหวัดคูมาโมโตะเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม เวลา 16.27 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ JMA ระบุขนาด 7.1 จุดศูนย์กลางอยู่ในพื้นที่คูมาโมโตะ ความลึกประมาณ 16 กิโลเมตร และตรวจวัดระดับความสั่นสูงสุดถึงระดับ 7 ตามมาตราญี่ปุ่นในบางพื้นที่

ข้อมูลทางกลไกของ JMA ยังชี้ว่าเหตุการณ์มีองค์ประกอบของการเลื่อนตัวตามแนวระดับ ซึ่งสะท้อนว่าความเสียหายของแผ่นดินไหวไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลข Magnitude เพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับความลึก ระยะจากชุมชน กลไกรอยเลื่อน สภาพชั้นดิน และความแข็งแรงของอาคารด้วย

หลักคิดนี้สำคัญกับเชียงรายอย่างมาก เพราะคำถามว่า “รอยเลื่อนนี้เกิดแผ่นดินไหวได้สูงสุดเท่าไร” ไม่ควรเป็นคำถามเดียวของประชาชนหรือผู้วางนโยบาย ต้องถามต่อว่า หากเหตุเกิดใกล้ชุมชน อาคาร โรงเรียน โรงพยาบาล สะพาน และระบบสาธารณูปโภคสามารถรับแรงได้เพียงใด

อย่าเอาแผ่นดินไหวต่างประเทศมาต่อเป็นโดมิโนแล้วสรุปว่าไทยจะเกิดตาม

ในข้อมูลประกอบข่าวมีการรวบรวมเหตุการณ์แผ่นดินไหวหลายประเทศในปี 2569 ซึ่งสามารถใช้เป็นกรณีศึกษาเรื่องความเสียหายและความพร้อมของเมืองได้ แต่ต้องระวังการเชื่อมเหตุการณ์ต่างภูมิภาคเข้าหากันเกินหลักฐาน

การเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย หรือทวีปอื่น ไม่ได้หมายความว่าแรงเค้นกำลัง “วิ่งต่อกัน” มาถึงรอยเลื่อนเชียงรายโดยอัตโนมัติ การถ่ายโอนความเค้นจากแผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์จริงทางธรณีฟิสิกส์ แต่ผลที่มีนัยสำคัญมักต้องวิเคราะห์ในระบบรอยเลื่อนและพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์กันทางกายภาพ ไม่ควรนำเหตุการณ์ที่อยู่ห่างกันหลายพันกิโลเมตรมาเรียงเป็นห่วงโซ่แล้วสรุปว่าจะกระตุ้นกัน

ดังนั้น ข้อมูลแผ่นดินไหวทั่วโลกควรใช้เพื่อถามว่า “เมืองที่เสียหายหนักพลาดตรงไหน และเชียงรายเรียนรู้อะไรได้บ้าง” มากกว่าจะใช้เป็นหลักฐานว่าเชียงรายกำลังเข้าใกล้แผ่นดินไหวใหญ่

เชียงรายควรเปลี่ยนจาก “เฝ้าระวังรอยเลื่อน” ไปสู่ “ตรวจความพร้อมของเมือง”

เมื่อรู้แล้วว่าเชียงรายเกี่ยวข้องกับกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังถึง 5 กลุ่ม สิ่งที่ควรทำต่อไม่ใช่สร้างความกลัว แต่เปลี่ยนข้อมูลธรณีวิทยาให้กลายเป็นแผนลดความเสี่ยงที่ประชาชนจับต้องได้

ตัวอย่างเช่น โรงเรียนและโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนหรือพื้นที่ที่คาดว่าจะรับแรงสั่นสูงควรมีการประเมินโครงสร้างอย่างไร อาคารราชการเก่าที่สร้างก่อนมาตรฐานต้านทานแผ่นดินไหวฉบับปัจจุบันอยู่ที่ใด สะพาน เส้นทางฉุกเฉิน ระบบประปา ไฟฟ้า และโทรคมนาคมมีจุดเปราะบางตรงไหน รวมถึงศูนย์พักพิงและจุดรวมพลสามารถรองรับประชาชนจริงหรือไม่

นั่นจะทำให้แผนที่รอยเลื่อนไม่ได้มีไว้เพียงติดบนผนัง แต่กลายเป็นเครื่องมือจัดลำดับการลงทุนด้านความปลอดภัย

ข่าวแผ่นดินไหวที่ประชาชนต้องการ ไม่ใช่ข่าวที่ทำให้กลัว แต่คือข่าวที่บอกว่า “ต้องทำอะไร”

สิ่งที่ ปภ.ย้ำคือ นอกจากระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนแล้ว ประชาชนในพื้นที่รอยเลื่อนมีพลังต้องมีความรู้ในการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุ เพราะช่วงที่พื้นกำลังสั่น ไม่มีเวลารอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่

หลักสำคัญในอาคารคือป้องกันตนเองจากวัตถุหล่นและกระจก ไม่รีบวิ่งลงบันไดขณะที่กำลังสั่น และเมื่อแรงสั่นหยุดจึงประเมินเส้นทางออกอย่างปลอดภัย ส่วนผู้ที่อยู่กลางแจ้งควรอยู่ห่างจากอาคาร เสาไฟ ป้ายขนาดใหญ่ และวัตถุที่อาจล้มลงมา แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับตัวอย่างข้อความปฏิบัติตัวที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติจัดเตรียมไว้สำหรับระบบ Cell Broadcast

ที่สำคัญ หลังเหตุใหญ่ต้องเตรียมรับอาฟเตอร์ช็อก เพราะแรงสั่นตามสามารถเกิดได้อีกหลายครั้ง และอาคารที่ได้รับความเสียหายจากครั้งแรกอาจมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น

เชียงรายไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก แต่ไม่มีเหตุผลที่จะประมาท

การประชุมวันที่ 18 สิงหาคมจึงไม่ใช่การประกาศว่า “ประเทศไทยกำลังจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่” และไม่ใช่สัญญาณว่ารอยเลื่อน 16 กลุ่มกำลังผิดปกติพร้อมกัน แต่เป็นการทบทวนระบบเตรียมพร้อมในช่วงที่หลายประเทศในเอเชียมีเหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้น และทำให้ประชาชนหันกลับมาสนใจความเสี่ยงประเภทนี้อีกครั้ง

สำหรับเชียงราย ความสำคัญอยู่ตรงที่จังหวัดไม่ได้อยู่ห่างจากโจทย์นี้ เพราะมีทั้งรอยเลื่อนแม่จัน แม่อิง แม่ทา พะเยา และแม่ลาวเกี่ยวข้องกับพื้นที่

ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามต่อไม่ใช่ว่า “แผ่นดินไหวจะเกิดวันไหน” เพราะไม่มีหน่วยงานใดตอบคำถามนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ แต่ควรถามว่า อาคารไหนได้รับการตรวจแล้ว โรงเรียนไหนซ้อมแล้ว โรงพยาบาลไหนมีแผนสำรอง สะพานไหนเป็นจุดเสี่ยง และเมื่อ Cell Broadcast ดังขึ้น ประชาชนรู้หรือไม่ว่าต้องทำอะไรต่อ

เพราะในภัยที่ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าจะมาเมื่อไร ความได้เปรียบเพียงอย่างเดียวที่เมืองสร้างได้ คือ เตรียมตัวให้พร้อมก่อนพื้นจะเริ่มสั่น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :