ผู้ว่าฯ เชียงรายเร่งล้างฐานข้อมูลซ้ำซ้อนแก้ปมสวัสดิการตกหล่น หลังหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงกดดันกลุ่มผู้สูงวัย


Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • เชียงรายร่วมกับสภาพัฒน์ (สศช.) จัดเวทีวิเคราะห์ภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุเพื่อลดความเสี่ยงทางการคลัง

  • ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2567 มีประชากรอายุเกิน 60 ปี กว่า 14 ล้านคน

  • ที่ประชุมชี้ว่าความเปราะบางไม่ได้วัดจากรายได้อย่างเดียว แต่รวมถึงหนี้สิน สุขภาพ และผู้ดูแล

  • ปัจจุบันฐานข้อมูลผู้สูงอายุยังแยกส่วนและซ้ำซ้อน ทำให้เกิดปัญหาการช่วยเหลือที่ตกหล่น

  • ผลลัพธ์จากเวทีนี้จะนำไปประกอบการทำข้อเสนอนโยบายการคลังในแผนพัฒนาเศรษฐกิจชาติ ฉบับที่ 14


เชียงรายเปิดเวทีวิเคราะห์ความเปราะบางผู้สูงอายุ เชื่อมฐานข้อมูลท้องถิ่นสู่นโยบายการคลังที่ยั่งยืน

เชียงราย,20 มิถุนายน 2569 – ในวันที่ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 14 ล้านคน คำถามเรื่องผู้สูงอายุไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่ารัฐควรเพิ่มสวัสดิการเท่าใด แต่ขยับไปสู่โจทย์ที่ยากกว่าเดิมว่า จะออกแบบความช่วยเหลืออย่างไรให้เข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง ขณะเดียวกันต้องไม่สร้างภาระทางการคลังที่ส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

จังหวัดเชียงรายจึงร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้หลักการ ภูมิทัศน์ความเสี่ยงและความเปราะบางทางการคลังไทย กรณีภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมจอมกิตติ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายรวบรวมข้อเท็จจริงจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ตั้งแต่หน่วยงานด้านสังคม สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงเครือข่ายผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ

สาระสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการถามว่าผู้สูงอายุได้รับเงินช่วยเหลือหรือไม่ แต่ต้องมองให้ลึกถึงรายได้ หนี้สิน สุขภาพ การอยู่อาศัย ภาวะพึ่งพิง การเข้าถึงบริการ และความสามารถของครอบครัวในการดูแล เพราะผู้สูงอายุที่มีอายุเท่ากันอาจมีความเปราะบางต่างกันโดยสิ้นเชิง

เชียงรายนำปัญหาจากพื้นที่เข้าสู่โต๊ะนโยบาย

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วยนางสาวอานันท์ชนก สกนธวัฒน์ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

หน่วยงานสำคัญประกอบด้วยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชมรมผู้สูงอายุจังหวัดเชียงราย

การนำหน่วยงานหลายระดับมานั่งร่วมโต๊ะเดียวกันมีความสำคัญ เพราะปัญหาผู้สูงอายุในชีวิตจริงไม่ได้แยกตามโครงสร้างราชการ ผู้สูงอายุหนึ่งคนอาจต้องรับบริการจากโรงพยาบาล องค์การบริหารส่วนตำบล สำนักงานพัฒนาสังคม นายอำเภอ และกองทุนสุขภาพในเวลาเดียวกัน แต่ข้อมูลของแต่ละหน่วยงานอาจยังไม่เชื่อมโยงกัน

ผลที่เกิดขึ้นคือ บางครัวเรือนต้องยื่นข้อมูลเดิมหลายครั้ง ขณะที่ผู้สูงอายุบางรายอาจตกหล่นจากความช่วยเหลือ เพราะไม่มีหน่วยงานใดเห็นภาพชีวิตของบุคคลนั้นอย่างครบถ้วน

การประชุมจึงมุ่งนำปัญหาและอุปสรรคจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ไปใช้จัดทำข้อเสนอด้านเศรษฐกิจมหภาค นโยบายการคลัง และแนวทางการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์

ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2567 โดยมีประชากรสูงอายุประมาณ 14.02 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดภายในปี 2576

ตัวเลขร้อยละ 20 อาจดูเหมือนสัดส่วนทางประชากรทั่วไป แต่ในทางการคลังหมายถึงฐานผู้ที่ต้องการบริการสุขภาพ การดูแลระยะยาว และหลักประกันรายได้กำลังเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นฐานภาษีและกำลังสำคัญของครอบครัวมีแนวโน้มลดลง

เมื่อผู้สูงอายุมีอายุยืนขึ้น ค่าใช้จ่ายไม่ได้เพิ่มเฉพาะในปีแรกหลังเกษียณ แต่ต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี ทั้งค่าครองชีพ ค่ายา ค่ารักษา ค่าปรับปรุงบ้าน และค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ดูแล โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังหรือมีโรคเรื้อรังหลายโรคพร้อมกัน

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังระบุว่า สัดส่วนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังอยู่ร่วมกับครอบครัว สถานการณ์นี้ทำให้รูปแบบการดูแลที่เคยพึ่งพาลูกหลานเป็นหลักอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ความเปราะบางไม่ได้วัดจากรายได้เพียงอย่างเดียว

คำว่า ผู้สูงอายุเปราะบาง มักถูกเข้าใจว่าเป็นผู้สูงอายุยากจน แต่ในทางปฏิบัติ ความเปราะบางมีหลายมิติและอาจซ้อนทับกัน

ผู้สูงอายุบางรายมีเบี้ยยังชีพและเงินออมเพียงเล็กน้อย แต่ยังแข็งแรง มีครอบครัวดูแล และมีบ้านเป็นของตนเอง ขณะที่อีกคนอาจมีรายได้สูงกว่าเล็กน้อย แต่ต้องดูแลคู่สมรสที่ติดเตียง มีหนี้สิน และอยู่ห่างจากสถานพยาบาล ความเสี่ยงของคนสองกลุ่มนี้จึงไม่สามารถวัดจากรายได้ต่อเดือนเพียงตัวเลขเดียว

การจัดสวัสดิการแบบมุ่งเป้าจึงต้องพิจารณาอย่างน้อยทั้งฐานะทางเศรษฐกิจ สุขภาพ ความสามารถในการดำเนินชีวิต สภาพบ้าน การมีผู้ดูแล และการเข้าถึงบริการในพื้นที่

หากรัฐใช้เกณฑ์รายได้เพียงอย่างเดียว ผู้สูงอายุที่มีรายได้สูงกว่าเส้นกำหนดเล็กน้อย แต่อยู่ในภาวะพึ่งพิง อาจไม่ได้รับความช่วยเหลือ ในทางกลับกัน หากใช้สิทธิแบบเดียวกันกับผู้สูงอายุทุกคนโดยไม่ประเมินความจำเป็น งบประมาณจำนวนมากอาจกระจายกว้างจนไม่เพียงพอสำหรับกลุ่มที่ต้องการการดูแลเข้มข้น

การประชุมในเชียงรายจึงให้ความสำคัญกับการปรับปรุงฐานข้อมูล เพื่อให้รัฐสามารถเห็นความเปราะบางหลายมิติและจัดระดับความช่วยเหลือได้เหมาะสมกว่าเดิม

ฐานข้อมูลซ้ำซ้อนคือโจทย์ใหญ่ของสวัสดิการ

ปัญหาหนึ่งที่พบในการบริหารสวัสดิการคือข้อมูลกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ฐานทะเบียนราษฎรบอกอายุและที่อยู่ ฐานข้อมูลสาธารณสุขบอกโรคและภาวะพึ่งพิง ข้อมูลท้องถิ่นบอกการรับเบี้ยยังชีพ ขณะที่หน่วยงานด้านสังคมอาจมีข้อมูลครัวเรือนเปราะบางและสภาพที่อยู่อาศัย

หากข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถเชื่อมโยงกัน เจ้าหน้าที่ต้องออกสำรวจซ้ำ ประชาชนต้องยื่นเอกสารหลายรอบ และการวางแผนงบประมาณอาจใช้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน

ตัวอย่างเช่น ผู้สูงอายุที่ย้ายจากอำเภอหนึ่งไปอยู่กับลูกอีกอำเภอหนึ่ง อาจยังมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิม แต่ใช้บริการสุขภาพในพื้นที่ใหม่ หากระบบไม่ปรับข้อมูลให้ทัน การช่วยเหลือฉุกเฉินหรือการเยี่ยมบ้านอาจส่งไปผิดพื้นที่

ข้อมูลที่ดีจึงต้องไม่ใช่เพียงข้อมูลจำนวนมาก แต่ต้องถูกต้อง ทันสมัย เชื่อมโยงได้ และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

กรมกิจการผู้สูงอายุเผยแพร่สถิติผู้สูงอายุรายเดือนในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล โดยอ้างอิงข้อมูลทะเบียนราษฎร ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานหนึ่งในการวางแผนพื้นที่ แต่ยังต้องเชื่อมกับข้อมูลสุขภาพและข้อมูลทางสังคมจึงจะเห็นความเปราะบางอย่างครบถ้วน

เศรษฐกิจชะลอตัวเพิ่มแรงกดดันต่อครัวเรือนสูงวัย

การหารือเรื่องความเปราะบางผู้สูงอายุเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างจำกัด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 มาอยู่ที่ร้อยละ 2.0 หลังเศรษฐกิจไตรมาสแรกขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ และมีแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่นำเสนอประกอบการวิเคราะห์ระบุว่า เศรษฐกิจยังเผชิญความเสี่ยงจากราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนด้านการค้า การส่งออก การท่องเที่ยว และต้นทุนการผลิต ขณะที่สินเชื่อในระบบธนาคารมีแนวโน้มฟื้นตัวจำกัด โดยแรงขยายตัวส่วนใหญ่มาจากภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่าครัวเรือนหรือผู้ประกอบการรายย่อย

บริบทดังกล่าวส่งผลถึงผู้สูงอายุโดยตรง แม้ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งไม่ได้ทำงานประจำแล้ว แต่ยังพึ่งพารายได้จากลูกหลาน หากรายได้ของครัวเรือนลดลงหรือมีหนี้สูง เงินที่ใช้ดูแลผู้สูงอายุก็อาจลดลงตามไปด้วย

ข้อมูลภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกปี 2569 ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 16.44 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 86.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สะท้อนว่าครัวเรือนจำนวนมากยังมีพื้นที่ทางการเงินจำกัดในการรับภาระเพิ่มเติม

เมื่อรายได้ครัวเรือนถูกกดดัน ค่าใช้จ่ายบางอย่างอาจถูกเลื่อนออกไป เช่น การตรวจสุขภาพ การซ่อมแซมบ้าน หรือการซื้ออุปกรณ์ช่วยเดิน สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นรายจ่ายเล็กในระยะสั้น แต่หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่การหกล้ม การเจ็บป่วยรุนแรง และค่าใช้จ่ายรักษาที่สูงกว่าเดิมหลายเท่า

สวัสดิการแบบมุ่งเป้าต้องไม่ทำให้คนตกหล่น

แนวคิดการจัดสวัสดิการแบบมุ่งเป้ามีข้อดีคือสามารถนำงบประมาณไปช่วยผู้ที่มีความจำเป็นมากที่สุด แต่ความแม่นยำของระบบขึ้นอยู่กับคุณภาพข้อมูลและเกณฑ์ที่ใช้พิจารณา

หากฐานข้อมูลล่าช้า ผู้สูงอายุที่เพิ่งสูญเสียรายได้ เจ็บป่วย หรือถูกทิ้งให้อยู่ลำพังอาจยังไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ขณะที่บางรายอาจมีชื่อได้รับความช่วยเหลือ แม้สถานะทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ระบบมุ่งเป้าที่ดีจึงต้องเปิดช่องให้ท้องถิ่นและชุมชนเสนอข้อมูลเพิ่มเติม เพราะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข และชมรมผู้สูงอายุ มักเป็นกลุ่มที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของครัวเรือนได้เร็วกว่าฐานข้อมูลส่วนกลาง

แต่การใช้ดุลพินิจในพื้นที่ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติหรือการช่วยเหลือเฉพาะผู้ใกล้ชิด การประเมินควรมีแบบมาตรฐาน มีหลักฐานประกอบ และเปิดช่องทางอุทธรณ์สำหรับผู้ที่เห็นว่าตนถูกตกหล่น

จากเงินช่วยเหลือสู่ระบบดูแลครบวงจร

การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุไม่สามารถพึ่งเบี้ยยังชีพเพียงอย่างเดียว แม้เงินช่วยเหลือจะมีความสำคัญต่อค่าใช้จ่ายประจำวัน แต่ผู้สูงอายุที่ติดบ้านหรือติดเตียงอาจต้องการผู้ดูแล อุปกรณ์ทางการแพทย์ บริการฟื้นฟู และการปรับสภาพบ้านมากกว่าเงินสดเพียงรายการเดียว

แนวทางการคลังที่ยั่งยืนจึงควรลงทุนในมาตรการป้องกัน เช่น การตรวจคัดกรอง การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การป้องกันการหกล้ม การควบคุมโรคเรื้อรัง และการพัฒนาผู้ดูแลในชุมชน

การลงทุนหนึ่งบาทเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุล้มและกระดูกสะโพกหัก อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายโรงพยาบาล การผ่าตัด และการดูแลระยะยาวได้มากกว่าในอนาคต นี่คือเหตุผลที่นโยบายผู้สูงอายุต้องเชื่อมโยงการคลัง สาธารณสุข และสังคมเข้าด้วยกัน

ท้องถิ่นยังสามารถสนับสนุนการมีงานทำที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุซึ่งยังแข็งแรง ส่งเสริมตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชน และเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุถ่ายทอดทักษะ เพื่อให้การสูงวัยไม่ได้หมายถึงการเป็นผู้รับสวัสดิการเพียงฝ่ายเดียว

เชียงรายจะเป็นพื้นที่ทดลองนโยบายจากฐานข้อมูลจริง

ผลจากการประชุมครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการคลัง รวมถึงเป็นข้อมูลสำหรับแนวทางพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14

สำหรับเชียงราย ความท้าทายอยู่ที่ความแตกต่างของพื้นที่ ตั้งแต่เขตเมือง ชุมชนชนบท พื้นที่ภูเขา ไปจนถึงชุมชนชายแดน ผู้สูงอายุในแต่ละแห่งมีข้อจำกัดด้านการเดินทาง รายได้ ภาษา และการเข้าถึงบริการไม่เหมือนกัน

นโยบายที่ออกแบบจากส่วนกลางเพียงรูปแบบเดียวจึงอาจใช้ไม่ได้ผลเท่ากันทุกพื้นที่ การรับฟังผู้ปฏิบัติงานและผู้สูงอายุโดยตรงจะช่วยให้ข้อเสนอสะท้อนชีวิตจริงมากกว่าตัวเลขเฉลี่ยระดับประเทศ

ความสำเร็จของเวทีจะไม่ได้วัดจากจำนวนผู้เข้าประชุม แต่ต้องดูว่าข้อมูลจากเชียงรายถูกนำไปเปลี่ยนเกณฑ์ งบประมาณ หรือระบบบริการอย่างไร และผู้สูงอายุที่เคยตกหล่นสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้จริงหรือไม่

ความเปราะบางทางการคลังไทยที่จังหวัดเชียงราย

การเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญโจทย์สองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการยกระดับคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ อีกด้านคือการรักษาความยั่งยืนทางการคลังในวันที่ฐานประชากรวัยทำงานลดลง

เวทีภูมิทัศน์ความเสี่ยงและความเปราะบางทางการคลังไทยที่จังหวัดเชียงราย จึงเป็นความพยายามเปลี่ยนการจัดสวัสดิการจากระบบที่มองผู้สูงอายุเหมือนกันทั้งหมด ไปสู่ระบบที่เข้าใจความเปราะบางเฉพาะบุคคลและเฉพาะพื้นที่

หัวใจสำคัญอยู่ที่ฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงและทันสมัย การทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น การเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วม และการจัดสรรงบประมาณไปยังมาตรการที่ป้องกันปัญหาได้ตั้งแต่ต้น

เมื่อประชากรหนึ่งในห้าของประเทศเป็นผู้สูงอายุแล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่ารัฐควรเริ่มเตรียมตัวเมื่อใด แต่คือจะปรับระบบให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงได้เร็วเพียงใด ก่อนที่ความเปราะบางของผู้สูงอายุจะขยายเป็นความเปราะบางของครอบครัว ระบบสาธารณสุข และการคลังของประเทศทั้งระบบ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :