เชียงรายครองอันดับ 4 เมืองรอง ยอดใช้จ่ายไทยช่วยไทย พลัส สะพัด 1.64 พันล้าน อ.เมือง ครองแชมป์ 40%


Summary


เชียงราย ยอดใช้บริการกว่า 2.เงินสะพัด 1.64 พันล้าน เชียงรายติดท็อป 4 เมืองรอง “ไทยช่วยไทย พลัส” เงินลงร้านอาหาร–ธงฟ้ากว่า 71% กระจายครบ 18 อำเภอ

เชียงราย, 1 กันยายน 2569 – เม็ดเงินจากโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” กำลังไหลลงสู่เศรษฐกิจฐานรากของเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญ หลังข้อมูลสำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ยอดใช้จ่ายสะสมของจังหวัดเพิ่มขึ้นเป็น 1,647.85 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 1.27% ของยอดใช้จ่ายทั่วประเทศ 129,372.59 ล้านบาท ส่งให้เชียงรายอยู่ใน อันดับ 4 ในกลุ่มเมืองรอง 55 จังหวัด ขณะที่จำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสะสมอยู่ที่ 18,575 ร้าน

ตัวเลขสำคัญไม่ได้อยู่เพียงยอดรวม 1.6 พันล้านบาท แต่คือโครงสร้างของเงินที่ถูกใช้ เพราะกว่า 7 ใน 10 ของยอดใช้จ่ายทั้งหมดกระจุกอยู่ในสองหมวดที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันโดยตรง ได้แก่ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 652.21 ล้านบาท หรือ 39.58% และร้านธงฟ้า 519.48 ล้านบาท หรือ 31.52% รวมกัน 1,171.69 ล้านบาท หรือประมาณ 71.1% ของยอดใช้จ่ายจังหวัด สะท้อนว่าแรงส่งหลักของโครงการกำลังลงไปในหมวดอาหารและค่าครองชีพ มากกว่าการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยหรือบริการขนาดใหญ่

เมื่อเทียบกับข้อมูลวันที่ 30 สิงหาคม ซึ่งมียอดใช้จ่ายสะสม 1,633.95 ล้านบาท เพียงหนึ่งวันยอดเงินเพิ่มขึ้นอีก 13.90 ล้านบาท หรือประมาณ 0.85% แสดงให้เห็นว่าการใช้สิทธิยังเดินหน้าต่อเนื่องในช่วงปลายเดือน และทำให้เชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่เมืองรองที่มีการหมุนเวียนเงินในระบบสูงที่สุดของประเทศ

1.64 พันล้านไม่ได้กระจายเท่ากัน เมืองเชียงรายกินสัดส่วนเกือบ 40%

หากเจาะลงในระดับพื้นที่ ข้อมูลวันที่ 30 สิงหาคมเผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าเงินไม่ได้กระจายอย่างสมดุลทั้ง 18 อำเภอ โดย อำเภอเมืองเชียงรายมียอดใช้จ่ายสูงที่สุด 659.24 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 40% ของยอดสะสมทั้งจังหวัดในวันดังกล่าว ทิ้งห่างอำเภออันดับถัดไปหลายเท่าตัว

กลุ่มอำเภอที่มียอดใช้จ่ายตามมา ได้แก่ อำเภอพานประมาณ 134.51 ล้านบาท อำเภอแม่สายประมาณ 123.40 ล้านบาท อำเภอแม่จันประมาณ 112.59 ล้านบาท และอำเภอเชียงของประมาณ 70.79 ล้านบาท ขณะที่อำเภออื่นกระจายอยู่ตั้งแต่หลักสิบล้านลงไปจนถึงระดับไม่กี่ล้านบาท

ภาพนี้สะท้อนความแตกต่างของฐานเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน อำเภอเมืองมีประชากรหนาแน่น ร้านค้าจำนวนมาก ศูนย์การค้า ร้านอาหาร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่รวมศูนย์มากกว่า จึงมีโอกาสดูดซับเม็ดเงินสูง ขณะที่แม่สายและเชียงของมีบทบาทด้านการค้าและการเดินทางชายแดน ส่วนพานและแม่จันเป็นเมืองศูนย์กลางของชุมชนขนาดใหญ่และพื้นที่เกษตรที่มีระบบร้านค้าท้องถิ่นกระจายตัวมาก

อย่างไรก็ตาม ยอดใช้จ่ายสูงไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า “ประชาชนในอำเภอนั้นได้ประโยชน์มากที่สุด” เพราะยังต้องพิจารณาจำนวนประชากร จำนวนร้านค้าที่เข้าร่วม และจำนวนผู้ใช้สิทธิของแต่ละอำเภอ หากต้องการวัดผลเชิงพื้นที่ให้เป็นธรรม ควรดูยอดใช้จ่ายต่อหัวและยอดใช้จ่ายต่อร้านควบคู่กันด้วย

ร้านอาหาร–ธงฟ้าครองตลาด แปลว่าเงินลง “ปากท้อง” มากกว่าสินค้าฟุ่มเฟือย

ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคมแบ่งยอดใช้จ่ายออกเป็น 6 กลุ่มหลัก โดยร้านอาหารและเครื่องดื่มครองอันดับ 1 ที่ 652.21 ล้านบาท หรือ 39.58% ตามด้วยร้านธงฟ้า 519.48 ล้านบาท หรือ 31.52% ร้านค้าทั่วไป 409.83 ล้านบาท หรือ 24.87% และบริการ Food Delivery 58.58 ล้านบาท หรือ 3.56%

ส่วนร้าน OTOP มียอดใช้จ่าย 7.66 ล้านบาท หรือ 0.46% และขนส่งสาธารณะอยู่ที่ประมาณ 0.08 ล้านบาท หรือ 0.01% เท่านั้น

โครงสร้างดังกล่าวบอกอะไรได้มากกว่าการจัดอันดับหมวดร้านค้า เพราะสะท้อนว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่ถูกใช้กับสิ่งจำเป็นที่เกิดขึ้นทุกวัน ร้านอาหาร ร้านขายของใช้และร้านธงฟ้าจึงรับประโยชน์มากที่สุด ในมุมเศรษฐกิจฐานราก เงินประเภทนี้มีโอกาสหมุนต่อหลายรอบ เพราะร้านอาหารต้องซื้อวัตถุดิบจากตลาด คนขายของต้องเติมสินค้า และเจ้าของร้านต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าเช่า หรือซื้อบริการอื่นต่ออีกทอดหนึ่ง

แต่ยังไม่ควรสรุปว่า 1.64 พันล้านบาททั้งหมด “กลายเป็นรายได้สุทธิของผู้ประกอบการเชียงราย” เพราะยอดใช้จ่ายคือมูลค่าธุรกรรม ไม่ใช่กำไร ผู้ประกอบการยังมีต้นทุนสินค้า วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องหักออกก่อน

ร้านธงฟ้าเด่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะร้านประเภทนี้กระจายถึงชุมชน

อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือจำนวนร้านค้าที่เพิ่มเข้าสู่ระบบ โดยข้อมูลวันที่ 31 สิงหาคมระบุร้านค้าใหม่สะสม 7,248 ร้าน แบ่งเป็นร้านธงฟ้า 3,630 ร้าน หรือ 50.08% ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 2,531 ร้าน หรือ 34.92% ร้านค้าทั่วไปและอื่น ๆ 861 ร้าน หรือ 11.88% ร้าน OTOP 219 ร้าน หรือ 3.02% และขนส่งสาธารณะ 7 ร้าน หรือ 0.10%

การที่ร้านธงฟ้ากินสัดส่วนกว่าครึ่งของร้านค้าใหม่สะท้อนข้อได้เปรียบของเครือข่ายร้านค้าขนาดเล็กที่มีอยู่ตามชุมชนอยู่แล้ว การนำร้านเหล่านี้เข้าสู่โครงการจึงไม่ต้องสร้างโครงสร้างตลาดใหม่ทั้งหมด และทำให้เม็ดเงินสามารถกระจายไปยังตำบลหรือหมู่บ้านได้มากกว่าการพึ่งเฉพาะศูนย์การค้าใหญ่ในตัวเมือง

แต่สิ่งที่ควรติดตามต่อคือร้านที่ “เข้าร่วมโครงการ” กับร้านที่ “มีการใช้สิทธิจริง” มีจำนวนต่างกันแค่ไหน เพราะข้อมูลวันที่ 30 สิงหาคมระบุว่าจังหวัดมีร้านเข้าร่วมสะสม 18,575 ร้าน แต่ร้านที่มีการใช้สิทธิจริงอยู่ที่ 16,398 ร้าน ซึ่งหมายความว่ายังมีร้านจำนวนหนึ่งที่สมัครเข้าระบบแล้วแต่ยังไม่มีธุรกรรมเกิดขึ้น

ช่องว่างนี้ควรถูกวิเคราะห์ต่อว่ามาจากทำเล จำนวนลูกค้า การประชาสัมพันธ์ หรือข้อจำกัดด้านระบบรับชำระ เพราะหากร้านในพื้นที่ห่างไกลเข้าร่วมแต่ไม่มีผู้ใช้สิทธิ เงินก็ยังคงกระจุกอยู่ในจุดศูนย์กลางทางเศรษฐกิจเหมือนเดิม

763,872 ผู้ใช้สิทธิ บอกขนาดตลาด แต่ไม่ใช่จำนวนคนเชียงรายทั้งหมด

ข้อมูลวันที่ 30 สิงหาคมระบุจำนวนผู้ใช้สิทธิสะสม 763,872 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับฐานประชากรจังหวัด แต่การอ่านตัวเลขนี้ต้องระวัง เพราะยังต้องตรวจสอบนิยามของ “ผู้ใช้สิทธิ” ว่าเป็นประชาชนที่มีภูมิลำเนาในเชียงราย หรือเป็นผู้ที่นำสิทธิมาใช้จ่ายในพื้นที่เชียงราย ซึ่งอาจรวมผู้เดินทางจากจังหวัดอื่นด้วย

หากเป็นตัวเลขผู้ใช้จ่ายในพื้นที่จริง เชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวและเมืองชายแดนอาจได้รับเม็ดเงินจากคนนอกจังหวัดเข้ามาด้วย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อร้านค้าในพื้นที่ แต่ถ้าต้องการประเมินผลต่อประชาชนเชียงรายโดยเฉพาะ จะต้องแยกข้อมูลตามภูมิลำเนาผู้ใช้สิทธิอีกชั้นหนึ่ง

นี่เป็นรายละเอียดที่สำคัญสำหรับงาน Data Journalism เพราะจำนวนธุรกรรมหรือจำนวนผู้ใช้สิทธิในจังหวัดไม่ควรถูกตีความตรง ๆ ว่าเท่ากับจำนวนประชาชนเชียงรายที่ได้รับประโยชน์

ท็อป 5 อำเภอ สะท้อนโครงสร้างเมืองมากกว่าความนิยมโครงการ

หากเรียงจากยอดใช้จ่ายสะสมในข้อมูลวันที่ 30 สิงหาคม กลุ่มพื้นที่ที่โดดเด่นที่สุดคือ อำเภอเมืองเชียงราย 659.24 ล้านบาท พาน 134.51 ล้านบาท แม่สาย 123.40 ล้านบาท แม่จัน 112.59 ล้านบาท และเชียงของประมาณ 70.79 ล้านบาท

สิ่งที่น่าสังเกตคือทั้ง 5 พื้นที่มีบทบาททางเศรษฐกิจแตกต่างกัน อำเภอเมืองเป็นศูนย์ราชการ การค้า การศึกษา และบริการของจังหวัด พานเป็นชุมชนขนาดใหญ่บนเส้นทางคมนาคมหลัก แม่สายเป็นเมืองชายแดนขนาดใหญ่ แม่จันเชื่อมทั้งชุมชนเกษตรและการเดินทางขึ้นเหนือ ส่วนเชียงของเป็นประตูเศรษฐกิจด้านลุ่มน้ำโขงและเส้นทาง R3A

ดังนั้น ความเข้มข้นของยอดใช้จ่ายจึงอาจสัมพันธ์กับจำนวนร้านค้าและกิจกรรมเศรษฐกิจพื้นฐานมากกว่าจะหมายถึงว่าประชาชนในพื้นที่หนึ่ง “นิยมใช้โครงการมากกว่า” อีกพื้นที่โดยตรง

หากจะพิสูจน์เรื่องนี้ ควรนำจำนวนร้านค้าและประชากรแต่ละอำเภอมาหารเป็น ยอดใช้จ่ายต่อร้าน และ ยอดใช้จ่ายต่อประชากร ซึ่งจะทำให้เห็นภาพใหม่ว่าอำเภอเล็กบางแห่งอาจมีประสิทธิภาพการใช้จ่ายสูง แม้ยอดรวมต่ำกว่าอำเภอเมืองหลายเท่า

เพิ่ม 13.9 ล้านในวันเดียว บอกว่ากำลังซื้อยังไหล แต่ต้องดูต่อว่าจะยั่งยืนหรือไม่

จากวันที่ 30 สิงหาคมที่ยอดสะสมอยู่ 1,633.95 ล้านบาท ขยับเป็น 1,647.85 ล้านบาทในวันที่ 31 สิงหาคม เท่ากับมีเงินใช้จ่ายเพิ่ม 13.90 ล้านบาทภายในหนึ่งวัน

หากมองเป็นเปอร์เซ็นต์ ยอดเพิ่มราว 0.85% ในวันเดียว ถือว่าเป็นแรงหมุนเวียนที่ยังสูง แต่ไม่ควรนำอัตราหนึ่งวันไปคูณต่อเพื่อคาดการณ์ทั้งเดือน เพราะพฤติกรรมการใช้สิทธิขึ้นอยู่กับวันหยุด รอบเงินเดือน ช่วงเวลาของโครงการ และวงเงินสิทธิที่เหลือของประชาชน

สิ่งที่น่าติดตามมากกว่าคือกราฟรายวันหรือรายสัปดาห์หลังจากนี้ ว่ายอดเพิ่มเริ่มชะลอตัวเมื่อใด ร้านค้าประเภทใดยังรักษายอดขายได้ และเมื่อโครงการสิ้นสุดแล้ว รายได้ของร้านค้าจะกลับไปที่ระดับเดิมหรือเกิดลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นจริง

เพราะมาตรการกระตุ้นการบริโภคมีผลระยะสั้นได้ชัด แต่โจทย์ใหญ่คือจะเปลี่ยนเงินอัดฉีดชั่วคราวให้กลายเป็นความแข็งแรงของธุรกิจท้องถิ่นในระยะยาวได้หรือไม่

เงิน 1.64 พันล้านคือยอดธุรกรรม ไม่ใช่ GDP เพิ่ม 1.64 พันล้าน

อีกข้อที่ต้องแยกให้ชัดคือ ยอดใช้จ่ายสะสม 1,647.85 ล้านบาท ไม่ควรถูกตีความว่าเศรษฐกิจเชียงราย “โตขึ้น 1,647.85 ล้านบาท” หรือ GDP จังหวัดเพิ่มเท่ากัน เพราะเงินบางส่วนอาจแทนที่การใช้จ่ายที่ประชาชนจะทำอยู่แล้ว แม้ไม่มีโครงการ

ในทางเศรษฐศาสตร์ต้องแยกระหว่างยอดใช้จ่ายทั้งหมดกับ Additional Consumption หรือการใช้จ่ายที่เกิดเพิ่มขึ้นจริงเพราะมาตรการ หากประชาชนเดิมจะซื้ออาหาร 100 บาทอยู่แล้ว แต่ใช้โครงการมาช่วยจ่าย เงิน 100 บาทนั้นไม่ใช่กำลังซื้อใหม่ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม โครงการยังสามารถสร้างผลกระตุ้นได้จากการลดภาระผู้บริโภค ทำให้เงินส่วนอื่นเหลือไปใช้กับสินค้าเพิ่มเติม และช่วยพยุงยอดขายของผู้ประกอบการรายย่อย สิ่งเหล่านี้ต้องวัดด้วยข้อมูลเปรียบเทียบช่วงก่อน–ระหว่าง–หลังโครงการ ไม่สามารถสรุปจากยอดธุรกรรมก้อนเดียวได้

เชียงรายอันดับ 4 เมืองรอง เป็นสัญญาณบวก แต่ต้องระบุบริบทให้ครบ

ข้อมูลวันที่ 31 สิงหาคมระบุว่าเชียงรายมีมูลค่าการใช้จ่ายสูงเป็น อันดับ 4 ในกลุ่มเมืองรอง 55 จังหวัด และคิดเป็นประมาณ 1.27% ของยอดใช้จ่ายทั่วประเทศ

อันดับดังกล่าวมีน้ำหนักในแง่การแสดงขนาดตลาดของเชียงราย แต่การเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นควรระวังเรื่องประชากร จำนวนร้านค้า จำนวนนักท่องเที่ยว และโครงสร้างเมือง เพราะจังหวัดขนาดใหญ่ย่อมมีโอกาสสร้างยอดรวมสูงกว่าจังหวัดที่มีประชากรน้อยกว่า

หากต้องการวัดประสิทธิภาพเชิงนโยบาย ควรดูเพิ่มเติมว่าเชียงรายอยู่อันดับเท่าใดในด้านยอดใช้จ่ายต่อประชากร ยอดต่อร้านค้า และสัดส่วนร้านค้าที่มีธุรกรรมจริง ซึ่งอาจให้ภาพแตกต่างจากอันดับยอดรวม

โจทย์ถัดไปคือทำอย่างไรให้เงินไหลออกจากอำเภอเมืองมากขึ้น

จากแผนที่ยอดใช้จ่าย อำเภอเมืองเชียงรายเพียงพื้นที่เดียวรับเม็ดเงินประมาณ 659 ล้านบาทจากยอด 1,633.95 ล้านบาท ณ วันที่ 30 สิงหาคม ขณะที่หลายอำเภอยังอยู่ในระดับหลักสิบล้านหรือต่ำกว่านั้น ความแตกต่างนี้เป็นโจทย์เชิงพื้นที่ที่น่าสนใจ

หากนโยบายต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากจริง การเพิ่มจำนวนร้านเข้าร่วมในตำบลและอำเภอรอบนอกเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องทำให้ประชาชนรู้ว่าร้านใกล้บ้านใช้สิทธิได้ และช่วยร้านรายย่อยให้ระบบชำระเงินทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

ในพื้นที่ท่องเที่ยวอาจเชื่อมกับ Local Food หรือ OTOP ขณะที่อำเภอเกษตรสามารถดึงร้านชุมชน ตลาดสด หรือผู้ประกอบการรายเล็กเข้ามามากขึ้น เพื่อให้เม็ดเงินไม่ไหลกลับเข้าสู่ศูนย์กลางเมืองเพียงแห่งเดียว

โดยเฉพาะ OTOP ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนยอดใช้จ่ายเพียง 0.46% หรือประมาณ 7.66 ล้านบาท ยังมีช่องว่างให้ขยายได้มาก หากต้องการให้นโยบายมีผลต่อผู้ผลิตสินค้าชุมชนมากขึ้น

จาก Data Report สู่ “แผนที่เงินเชียงราย” ที่ประชาชนควรเห็นทุกสัปดาห์

ข้อมูลของสำนักงานคลังจังหวัดเชียงรายชุดนี้มีคุณค่ามาก เพราะเปิดให้เห็นทั้งยอดรวม ประเภทร้าน จำนวนร้าน และการกระจายตัวรายอำเภอ หากนำมาต่อยอดเป็น Dashboard รายสัปดาห์ จะช่วยให้ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนเห็นทิศทางเศรษฐกิจฐานรากแบบเกือบเรียลไทม์

ควรติดตามอย่างน้อย 5 ตัวเลข คือยอดใช้จ่ายสะสม จำนวนผู้ใช้สิทธิ จำนวนร้านที่มีธุรกรรมจริง สัดส่วนยอดใช้จ่ายรายหมวด และยอดรายอำเภอ พร้อมเพิ่มตัวชี้วัดยอดต่อร้านและยอดต่อผู้ใช้ เพื่อไม่ให้การวิเคราะห์ถูกครอบงำด้วยขนาดประชากรเพียงอย่างเดียว

หากเปิดต่อเนื่อง จะตอบได้ว่าอำเภอใดเริ่มเร่งตัว ร้านประเภทใดกำลังได้ประโยชน์ และพื้นที่ใดยังเข้าไม่ถึงโครงการ ซึ่งช่วยให้มาตรการสนับสนุนครั้งต่อไปสามารถออกแบบได้ตรงจุดกว่าเดิม

1.64 พันล้านบอกชัด เงินลง “ชีวิตประจำวัน” แต่บทพิสูจน์อยู่หลังหมดโครงการ

ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เชียงรายมีตัวเลขที่โดดเด่นหลายด้าน ทั้งยอดใช้จ่ายสะสม 1,647.85 ล้านบาท ร้านเข้าร่วม 18,575 ร้าน และตำแหน่งอันดับ 4 ในกลุ่มเมืองรอง ขณะที่หมวดร้านอาหารและเครื่องดื่มกับร้านธงฟ้ารวมกันกินสัดส่วนมากกว่า 71% ของเงินทั้งหมด

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าโครงการกำลังอัดเม็ดเงินลงไปยังระบบอาหาร ค่าครองชีพ และร้านค้ารายย่อยได้ในระดับหนึ่ง และมีการกระจายธุรกรรมครบทั้ง 18 อำเภอ แม้ความเข้มข้นยังแตกต่างกันมากระหว่างตัวเมืองกับพื้นที่รอบนอก

แต่คำตอบสุดท้ายของคำว่า “กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก” จะไม่ได้อยู่ที่ยอดวันสุดท้ายของโครงการเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ต้องติดตามคือหลังแรงสนับสนุนสิ้นสุด ร้านค้าเหล่านี้มียอดขายดีขึ้นต่อหรือไม่ ลูกค้ากลับมาใช้บริการหรือไม่ และผู้ประกอบการสามารถนำรายได้ช่วงโครงการไปต่อยอดกิจการได้มากน้อยเพียงใด

เพราะ 1.64 พันล้านบาทคือหลักฐานว่าเงินหมุนแล้ว แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าเศรษฐกิจฐานรากแข็งแรงขึ้นอย่างถาวร

นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่เชียงรายควรใช้ข้อมูลมากกว่าความรู้สึก เพื่อดูให้ชัดว่าเงินก้อนใหญ่กำลังไปถึงใคร พื้นที่ใดได้มาก พื้นที่ใดยังตามหลัง และจะทำอย่างไรให้การอัดฉีดครั้งนี้ทิ้ง “ความสามารถทางเศรษฐกิจ” ไว้กับร้านค้าและชุมชนหลังโครงการจบลงด้วย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :