เชียงรายเร่งเครื่องสู่ “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ผนึก NARIT วางกรอบกฎหมายคุมมลภาวะทางแสงรับ Astro Tourism
[Sassy_Social_Share]
เชียงรายเร่งเครื่องสู่ “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ผนึก NARIT–ท้องถิ่น–เยาวชน ดัน Astro Tourism รับท่องเที่ยวไทยทะลุ 30 ล้านคน
เชียงราย, 9 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยที่กลับมาคึกคักจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมทะลุ 30 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 1.4 ล้านล้านบาท จังหวัดเชียงรายกำลังเลือก “เส้นทางเฉพาะตัว” ในการยกระดับศักยภาพของพื้นที่ ด้วยการประกาศเดินหน้าสู่เป้าหมาย “จังหวัดท้องฟ้ามืด” (Chiang Rai Dark Sky Province) เพื่อเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ (Astro Tourism) แห่งใหม่ของภูมิภาค ท่ามกลางโจทย์ใหญ่เรื่องมลภาวะทางแสงที่ท้าทายการอนุรักษ์ท้องฟ้ายามค่ำคืน
ก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เมื่อนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย นำคณะผู้บริหารและสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย เดินทางเข้าเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT และหารือแนวทางจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสถาบันฯ เพื่อผลักดันโครงการ “Chiang Rai Dark Sky” ให้เป็นรูปธรรม
การเยี่ยมชมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดูงานเชิงสัญลักษณ์ หากแต่สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมต่อกันของสองกระแสใหญ่ในประเทศ นั่นคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว และความพยายามรักษาทุนทางธรรมชาติที่มองไม่เห็นในเวลากลางวันอย่าง “ท้องฟ้ามืด” ให้คงอยู่คู่กับพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเชียงรายในระยะยาว
เศรษฐกิจท่องเที่ยวฟื้นตัวเต็มกำลัง – โอกาสและแรงกดดันสำหรับเชียงราย
ตัวเลขจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ชัดเจนของการท่องเที่ยวไทย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 7 ธันวาคม 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาแล้วรวม 30,273,872 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายภายในประเทศประมาณ 1,405,480 ล้านบาท
เฉพาะในสัปดาห์ล่าสุดระหว่างวันที่ 1 – 7 ธันวาคม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศรวม 669,991 คน หรือเฉลี่ยวันละราว 95,713 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้ากว่า 5.47% โดยกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวโดดเด่น มีอัตราการเดินทางเพิ่มขึ้นถึง 8.10% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่กลับมาท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นกว่า 28% หลังสถานการณ์อุทกภัยใน 10 จังหวัดภาคใต้คลี่คลาย
หากมองในภาพรวม นักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 4,234,976 คน ตามด้วยจีน 4,184,791 คน อินเดีย 2,280,823 คน รัสเซีย 1,685,931 คน และเกาหลีใต้ 1,438,827 คน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาเกือบเทียบเท่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตใหญ่” ขณะเดียวกันก็หมายถึงแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ รวมถึงเชียงรายด้วย
ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประเมินว่า ในช่วงสัปดาห์ถัดไปจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ เช่น การเข้าสู่ช่วง High season ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) มาตรการ Ease of Traveling ของรัฐบาล การยกเว้นบัตร ตม.6 และการส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มเที่ยวบิน ทั้งหมดนี้ทำให้จังหวัดท่องเที่ยวหลักต้องเตรียมพร้อมรองรับ “จำนวนคน” ควบคู่ไปกับการปกป้อง “คุณภาพพื้นที่” ไปพร้อมกัน
สำหรับเชียงราย จังหวัดที่กำลังถูกผลักดันให้เป็นเมืองท่องเที่ยวได้ทั้งปี เที่ยวได้ทุกสไตล์ และต่อยอดสู่เมืองสุขภาพ (Wellness City) การเลือกใช้ “ท้องฟ้ามืด” เป็นแกนกลางของการพัฒนาการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ จึงเป็นทั้งโอกาสสร้างจุดขาย และบททดสอบเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน
มลภาวะทางแสง – ปมขัดแย้งระหว่างการเติบโตของเมืองกับท้องฟ้ายามค่ำคืน
ในขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวระดับชาติเติบโตต่อเนื่อง เมืองท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยกลับต้องเผชิญปัญหาอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ “มลภาวะทางแสง” (Light Pollution) ที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับความเจริญของเมือง แสงไฟจากอาคาร ร้านค้า ป้ายโฆษณา และโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายโดยขาดการจัดการ ทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนสว่างมากขึ้นทุกปี
รายงานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ประชากรโลกประมาณหนึ่งในสาม ไม่สามารถมองเห็นทางช้างเผือกจากที่พักอาศัยของตนได้อีกต่อไป การเรืองแสงของท้องฟ้าเหนือเมือง (Urban Sky Glow) กลายเป็น “ดัชนีเตือนภัย” ของมลภาวะทางแสงที่ค่อย ๆ กลืนกินความมืดตามธรรมชาติ
ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตอย่างกว้างขวาง แสงกลางคืนที่สว่างเกินความจำเป็นทำให้สัตว์ป่าสับสน เช่น ลูกเต่าทะเลที่เคลื่อนทิศผิดไปจากทะเล หรือแมลงที่ถูกรบกวนวงจรชีวิต ในมุมของมนุษย์ การได้รับแสงในเวลาที่ไม่เหมาะสมยังเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพและการรบกวนจังหวะชีวภาพของร่างกาย
สำหรับเชียงราย เป้าหมายการเป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ทำให้คำถามเรื่องมลภาวะทางแสงมีความหมายเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าปกติ พื้นที่ที่ต้องรักษาความมืด เช่น รอบสวนแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง หรือชุมชนฮ่อมลมจอย อำเภอพาน อาจถูกล้อมด้วยเขตชุมชนและการพัฒนาใหม่ หากขาดการวางผังเมืองและข้อกำหนดด้านการใช้แสงที่ชัดเจน แสงจากพื้นที่กันชน (Buffer Zones) ก็สามารถทำลายคุณภาพความมืดของพื้นที่แกนกลางได้ภายในเวลาไม่นาน
ก้าวแรกของเชียงราย จากพื้นที่ต้นแบบสู่จังหวัดท้องฟ้ามืดทั้งจังหวัด
เชียงรายไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่ในจังหวัดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดตามมาตรฐานโครงการ “Amazing Dark Sky in Thailand” ของ NARIT แล้วอย่างน้อย 2 แห่ง
สวนแม่ฟ้าหลวง ในโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) ได้รับการรับรองเป็น “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ส่วนบุคคล” ในปี 2568 ถือเป็นพื้นที่แรกของประเทศในประเภทนี้ การใช้แสงสว่างอย่างระมัดระวัง การควบคุมทิศทางของโคมไฟ และการรักษาบรรยากาศยามค่ำคืน ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถชมท้องฟ้า ดวงดาว และทางช้างเผือกได้ด้วยตาเปล่า ขณะเดียวกันก็สะท้อนปรัชญาการพัฒนาที่ยั่งยืนของโครงการดอยตุง ที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ
อีกแห่งหนึ่งคือ วิสาหกิจชุมชนฮ่อมลมจอย อำเภอพาน ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ส่วนบุคคลเช่นกัน ชุมชนแห่งนี้กลายเป็นตัวอย่างของการนำสถานะ “ท้องฟ้ามืด” มาต่อยอดเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรผสานดาราศาสตร์ (Agro–Astronomy Tourism) เกิดตำแหน่งงานใหม่ทั้งมัคคุเทศก์ดูดาว ผู้ให้บริการโฮมสเตย์ และผู้ผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป สร้างรายได้ให้ชุมชนและลดการย้ายถิ่นแรงงานออกนอกพื้นที่
ด้านฐานข้อมูลทางวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย) ได้จัดทำ “แผนที่ท้องฟ้ามืดฉบับแรกของจังหวัดเชียงราย” วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ท้องฟ้ามืดตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา แผนที่ดังกล่าวช่วยระบุทั้งพื้นที่แกนกลางที่ยังมืดสนิท และพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังมลภาวะทางแสง ข้อมูลเชิงพื้นที่นี้ถูกใช้เป็นฐานประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายของ อบจ.เชียงราย และ NARIT ในการกำหนดเขต Core Area และ Buffer Zone อย่างมีหลักฐานรองรับ
ดีลความร่วมมือใหม่ อบจ.เชียงราย–NARIT–เยาวชน วางกรอบกฎหมายควบคุมแสง
การเดินทางของคณะ อบจ.เชียงราย และสภาเยาวชน ไปยัง NARIT เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม จึงมีความหมายมากกว่าการดูดาวผ่านกล้องโทรทรรศน์ หากแต่เป็นการวางรากฐานความร่วมมือระดับจังหวัด
ในระหว่างการหารือ นางอทิตาธรย้ำเจตนารมณ์ของจังหวัดว่า ต้องการใช้แนวคิด “Dark Sky” เป็นกลไกเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ เมืองสุขภาพ และการท่องเที่ยวรูปแบบอื่น ๆ ภายใต้นโยบาย “เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” แต่เพื่อให้เป้าหมายยกระดับเป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” เกิดผลจริง จำเป็นต้องมีกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการรณรงค์เชิงสมัครใจ
NARITจึงได้เสนอแนวทางเชิงเทคนิคสำหรับการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการควบคุมแสงสว่าง (Local Lighting Ordinance) โดยอ้างอิงมาตรฐานสากลและประสบการณ์จากโครงการ Dark Sky ในพื้นที่อื่น แนวทางหลักประกอบด้วย
- การบังคับใช้โคมไฟแบบส่องลงล่างทั้งหมด (Fully-Shielded Fixtures) เพื่อลดการรั่วไหลของแสงขึ้นสู่ท้องฟ้า
- การจำกัดอุณหภูมิสีของแสง (CCT) ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3,000 เคลวิน เพื่อลดแสงสีฟ้าที่กระจายในบรรยากาศได้ไกล
- การกำหนดช่วงเวลาลดระดับความสว่างหรือปิดไฟที่ไม่จำเป็นหลังเวลา 23.00 น. โดยเฉพาะในเขต Buffer Zone รอบพื้นที่แกนกลาง
ตัวอย่างจากโครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งใช้หลอดไฟตามมาตรฐาน Dark Sky ชี้ให้เห็นว่า การจัดการแสงอย่างเหมาะสมช่วยลดค่าไฟฟ้ารายเดือนได้มากถึงราว 47.5% ขณะเดียวกันค่าความมืดของท้องฟ้าเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้มาตรฐานอุทยานท้องฟ้ามืดที่ NARIT กำหนด นั่นหมายความว่า “การอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดไม่ใช่ภาระงบประมาณ แต่เป็นการลงทุนที่คืนผลประหยัดระยะยาวให้ท้องถิ่นได้จริง”
อบจ.เชียงรายจึงมีแนวโน้มจะเดินหน้าจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการควบคุมมลภาวะทางแสงโดยอาศัยข้อมูลจากแผนที่ท้องฟ้ามืดของ มรภ.เชียงราย เพื่อกำหนดเขตพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ หากทำสำเร็จเชียงรายจะกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดแรก ๆ ของไทยที่มีกฎหมายท้องถิ่นด้านท้องฟ้ามืดอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อท้องฟ้ามืดกลายเป็น “ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจ” ของเชียงราย
การก้าวสู่จังหวัดท้องฟ้ามืดไม่ได้หมายถึงการทำให้จังหวัดมืดลง หากแต่เป็นการจัดการ “คุณภาพของแสง” ให้เหมาะสมกับทั้งความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม และเมื่อท้องฟ้ากลับมามืดพอที่จะมองเห็นดาวจำนวนมากได้อย่างชัดเจน ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจก็เริ่มปรากฏให้เห็น
ประสบการณ์ในพื้นที่ต้นแบบอย่างฮ่อมลมจอย แสดงให้เห็นว่าการได้รับการรับรองเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มเฉพาะที่ยินดีเดินทางไกลเพื่อประสบการณ์ดูดาวโดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักใช้จ่ายสูงและพักค้างคืนหลายวัน ทำให้รายได้กระจายสู่ธุรกิจโฮมสเตย์ ร้านอาหาร และสินค้าเกษตรแปรรูปอย่างทั่วถึง
ในระดับจังหวัด หากเชียงรายสามารถเชื่อมโยงจุดท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดเข้ากับแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมเดิม เช่น ดอยตุง ดอยช้าง ดอยผาตั้ง หรือชุมชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ จะสามารถออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยว “Chiang Rai Dark Sky” ได้หลากหลาย ทั้งทริปดูดาว เดินป่า เรียนรู้กาแฟหรือชา และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพที่แสวงหาประสบการณ์ลึกซึ้งมากกว่าการเดินทางเชิงถ่ายรูปเพียงระยะสั้น
นอกจากนี้ การผลักดัน Astro Tourism ยังเชื่อมโยงโดยอ้อมกับวาระด้านคุณภาพอากาศของภาคเหนือ โดยเฉพาะเรื่องฝุ่น PM 2.5 เพราะท้องฟ้ามืดจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีที่สุดในช่วงที่ทัศนวิสัยปลอดโปร่ง การรักษาท้องฟ้าให้มืดและใสไปพร้อมกันจึงกลายเป็นแรงส่งให้จังหวัดต้องจริงจังกับทั้งการลดมลภาวะทางแสงและมลพิษทางอากาศ
ความท้าทายที่ยังรอการแก้ไข – จากห้องประชุมสู่การมีส่วนร่วมของชุมชน
แม้เชียงรายจะมีพื้นที่ต้นแบบและฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์พร้อมแล้ว แต่การยกระดับทั้งจังหวัดให้เป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ตั้งแต่การควบคุมแสงในโครงการพัฒนาใหม่ๆ ในเขตเมืองและชานเมือง ไปจนถึงความเข้าใจของประชาชนที่อาจกังวลว่า “ลดแสงแล้วจะไม่ปลอดภัย”
ผู้เชี่ยวชาญด้านท้องฟ้ามืดจึงเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การปิดไฟจนมืดสนิท แต่อยู่ที่การใช้แสงให้ตรงจุดและเพียงพอ เช่น ใช้โคมไฟที่ส่องลงพื้นถนนแทนการกระจายขึ้นฟ้า ใช้แสงสีเหลืองอบอุ่นแทนแสงสีขาวจ้า และลดการเปิดไฟที่ไม่จำเป็น การสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่องจึงเป็นหัวใจในการลดความเข้าใจผิด และสร้างความภาคภูมิใจร่วมกันว่า “ทุกคนมีส่วนในการรักษาท้องฟ้าของจังหวัด”
อีกด้านหนึ่ง การบังคับใช้ข้อบัญญัติท้องถิ่นจำเป็นต้องออกแบบให้สมดุลระหว่างความเข้มงวดกับความยืดหยุ่น เช่น การให้ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนโคมไฟของภาคเอกชน การจัดตั้งกองทุนหรือโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนหลอดไฟเป็นมาตรฐาน Dark Sky สำหรับครัวเรือนรายได้ต่ำ และการเปิดช่องให้ชุมชนท้องถิ่นเสนอพื้นที่ที่ต้องการเป็นเขตอนุรักษ์เพิ่มเติม
วิสัยทัศน์ระยะยาว จากเชียงรายสู่ต้นแบบอาเซียน
เมื่อมองไกลไปกว่าขอบเขตจังหวัด การขับเคลื่อน “Chiang Rai Dark Sky” มีศักยภาพจะกลายเป็นต้นแบบให้กับเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ในไทยและภูมิภาคอาเซียน การผสานกันของข้อมูลวิทยาศาสตร์จาก NARIT ฐานข้อมูลท้องถิ่นจาก มรภ.เชียงราย และอำนาจจัดการพื้นที่ของ อบจ.เชียงราย แสดงให้เห็นโมเดลความร่วมมือไตรภาคีที่น่าสนใจ ทั้งด้านกฎหมาย สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจท้องถิ่น
หากเชียงรายสามารถผลักดันข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการควบคุมมลภาวะทางแสงให้มีผลบังคับใช้จริง พร้อมขยายผลจากพื้นที่แกนกลาง เช่น สวนแม่ฟ้าหลวงและฮ่อมลมจอย ไปสู่เครือข่ายชุมชนท้องฟ้ามืดทั่วจังหวัดได้สำเร็จ ก็จะไม่เพียงเป็นจังหวัดแรก ๆ ของไทยที่มีนโยบายท้องฟ้ามืดในระดับจังหวัด แต่ยังอาจกลายเป็น “ห้องทดลองเชิงนโยบาย” ให้ประเทศอื่นในภูมิภาคนำไปปรับใช้
ในวันที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30 ล้านคนหลั่งไหลเข้ามาสร้างรายได้ให้ประเทศไทย ตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากจังหวัดต่าง ๆ เลือกใช้การพัฒนาอย่างมีกลยุทธ์และตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรที่มองไม่เห็นในแสงจ้าเช่น “ท้องฟ้ามืด” สำหรับเชียงราย เส้นทางสู่การเป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มอีกหนึ่งแบรนด์ท่องเที่ยว แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เดินหน้าไปด้วยกันอย่างสมดุลในระยะยาว
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา – รายงานสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติและรายได้จากการท่องเที่ยว ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2568
- สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) – ข้อมูลโครงการ “Amazing Dark Sky in Thailand” และเกณฑ์การรับรองเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
- องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย – ข้อมูลการหารือโครงการ “Chiang Rai Dark Sky” และการเยี่ยมชม NARIT ของคณะผู้บริหารและสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย วันที่ 7 ธันวาคม 2568
- มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย – งานวิจัยและ “แผนที่ท้องฟ้ามืดฉบับแรกของจังหวัดเชียงราย” ใช้ประกอบการวางแผนเชิงพื้นที่
- มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และวิสาหกิจชุมชนฮ่อมลมจอย – ข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในจังหวัดเชียงราย
[Sassy_Social_Share]
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Facebook
Youtube
Tiktok
X-twitter
Weibo
Instagram
Line
EDITORIAL
December 5, 2025
ศิลปะปลุกจิตสำนึก! “Crooked River” สะท้อนวิกฤตแม่น้ำกกที่กำลังถูกปีศาจสารพิษที่มองไม่เห็นหลอกหลอน
November 26, 2025
เหนือจรดใต้ ศาสนาพหุวัฒนธรรมเชียงรายผนึกกำลังส่งน้ำใจช่วยน้ำท่วมสงขลา
November 23, 2025
กลยุทธ์ ASV เปลี่ยน อ.พาน จาก “เมืองผ่าน” สู่ “เมืองแนะนำ” ก่อนเคาท์ดาวน์พะเยา
November 16, 2025
DINK คู่รักยุคใหม่ รายได้สูง การศึกษาสูง ส่งผลต่อตลาดอสังหาฯ และโครงสร้างประชากรโลก
November 11, 2025
เร็วกว่าแผน ≠ ดีพอ จี้รัฐบาลแก้ปัญหาฝุ่น-ไฟส่องสว่างหน้า รร.เทศบาล 6 ที่เกิดซ้ำซาก
November 4, 2025
เด็ก 8 ขวบ “โฟกัส” คว้าแชมป์สตรีทแดนซ์ประเทศไทย นำทีมเชียงรายบุก UDO WORLD 2026
November 1, 2025
1,406 กม. ข้ามจังหวัด เจ้าของฟาร์มสเตย์ระนอง พาทีม 50 คนเที่ยวเชียงราย กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง
October 17, 2025
เปิดไทม์ไลน์ “ผู้ว่าฯ สั้นที่สุด?” 14 วันที่เชียงราย กับบทบาทที่ทิ้งไว้ให้เมืองชายแดนเหนือ
October 14, 2025
ถอดบทเรียน “แม่ข่า-โอตารุ” สู่การสร้าง “ถนนศิลปิน” ริมคลองเกาะทองอย่างยั่งยืน
October 14, 2025
ผู้ว่าฯ เชียงราย ประหยัด สมานมิตร วาระสั้นสุด 4 เดือน 20 วัน