เชียงรายเปิด D-HOPE บ้านห้วยทรายขาว ดันท่องเที่ยวชุมชนจาก “มาดู” สู่ “ลงมือทำ” เชื่อมเป้าหมายท่องเที่ยวคุณค่าสูง


Summary


เชียงรายเปิด D-HOPE บ้านห้วยทรายขาว ดันท่องเที่ยวชุมชนจาก “มาดู” สู่ “ลงมือทำ” เชื่อมเป้า High-Value & Meaningful Destination ของไทย

เชียงราย,4 กันยายน 2569 – เชียงรายกำลังทดลองขยับการท่องเที่ยวชุมชนไปอีกขั้น จากเดิมที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไป “ชม” วัฒนธรรม ธรรมชาติ และวิถีชีวิต มาเป็นการท่องเที่ยวที่เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ “ลงมือทำ” และเรียนรู้จากเจ้าของภูมิปัญญาโดยตรง ผ่านกิจกรรม D-HOPE ที่บ้านห้วยทรายขาว อำเภอพาน ซึ่งสะท้อนแนวโน้มใหม่ของการท่องเที่ยวไทยที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ คุณค่า และรายได้ที่กลับคืนสู่พื้นที่มากขึ้น

นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดกิจกรรมโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่นักท่องเที่ยวลงมือปฏิบัติ หรือ D-HOPE ณ บ้านห้วยทรายขาว หมู่ 5 ตำบลทรายขาว อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โดยมีนายสุรเชษฐ์ สุทธิกุล ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม

บ้านห้วยทรายขาวถูกวางให้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน จากอัตลักษณ์ด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมวัดวาอาราม และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยแนวทางพัฒนาของชุมชนมุ่งให้การท่องเที่ยวสร้างรายได้ควบคู่กับการรักษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม และทรัพยากรท้องถิ่น ไม่ใช่การนำชุมชนไปปรับตัวตามตลาดเพียงฝ่ายเดียว

หัวใจของ D-HOPE คือทำให้นักท่องเที่ยว “มีส่วนร่วม” ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปแล้วกลับ

กิจกรรมครั้งนี้มีโปรแกรมจากผู้ประกอบการชุมชน หรือ “Champ” จำนวน 10 โปรแกรม ซึ่งถูกออกแบบให้สะท้อนภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม และทรัพยากรในพื้นที่ แล้วแปลงองค์ประกอบเหล่านั้นให้กลายเป็นประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวสามารถทดลองทำด้วยตัวเอง

แนวทางเช่นนี้มีความหมายเชิงเศรษฐกิจมากกว่าการดึงคนเข้าพื้นที่ เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวใช้เวลานานขึ้นกับกิจกรรม มีการเรียนรู้จากคนในชุมชน และซื้อประสบการณ์จากผู้ประกอบการโดยตรง รายได้ก็มีโอกาสกระจายลงสู่เจ้าของกิจกรรมมากกว่าการพึ่งเพียงค่าอาหารหรือค่าที่พัก

จุดต่างสำคัญคือ “ประสบการณ์” กลายเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยว เช่น การเรียนรู้วิธีทำ การทดลองฝึกทักษะ การฟังเรื่องเล่าจากเจ้าของภูมิปัญญา หรือการเข้าใจว่าทรัพยากรในพื้นที่เชื่อมกับวิถีชีวิตอย่างไร ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวไม่ได้จ่ายเพียงเพื่อชมสถานที่ แต่จ่ายเพื่อได้รับความหมายจากสิ่งที่ทำ

ในเชิงนโยบาย นี่คือการย้ายจาก Sightseeing ไปสู่ Experience Economy ซึ่งมีศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มให้พื้นที่ได้มากกว่า หากชุมชนสามารถออกแบบกิจกรรมเองและควบคุมคุณภาพได้ต่อเนื่อง

บ่อน้ำร้อนห้วยทรายขาวอาจเป็น Anchor ดึงคน แต่รายได้ต้องกระจายต่อถึงคนในหมู่บ้าน

หนึ่งในจุดเด่นของพื้นที่คือบ่อน้ำร้อนห้วยทรายขาว ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สามารถใช้เป็นจุดพักผ่อนและเชื่อมเข้ากับกิจกรรมในชุมชนได้

แต่ในทางเศรษฐกิจ การมีแหล่งท่องเที่ยวเด่นเพียงแห่งเดียวไม่เพียงพอ หากนักท่องเที่ยวมาแช่น้ำร้อน ถ่ายรูป แล้วเดินทางออกจากพื้นที่ทันที เม็ดเงินก็อาจหมุนอยู่ในชุมชนน้อยกว่าที่ควร

โจทย์ของ D-HOPE จึงอยู่ที่การ “ต่อเวลา” ของนักท่องเที่ยวให้เกิดการใช้จ่ายหลายจุด เช่น จากบ่อน้ำร้อนไปสู่กิจกรรมเรียนรู้ อาหารท้องถิ่น สินค้าชุมชน หรือที่พัก หากออกแบบเส้นทางได้ดี จุดท่องเที่ยวหลักจะทำหน้าที่เป็นประตูที่พาคนเข้าสู่เศรษฐกิจชุมชนแทนที่จะเป็นปลายทางเพียงแห่งเดียว

นี่คือเหตุผลที่การวัดผลหลังงานควรดูมากกว่าจำนวนคนเข้าร่วม แต่ควรติดตามว่า นักท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่นานเท่าไร ใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนเท่าไร และมีผู้ประกอบการชุมชนกี่รายที่ได้รับรายได้จริง

เชียงรายกำลังเดินในทิศเดียวกับนโยบายประเทศ จาก “ปริมาณ” สู่ “คุณค่า”

เมื่อวางกิจกรรมบ้านห้วยทรายขาวไว้ในบริบทนโยบายท่องเที่ยวระดับประเทศ จะเห็นทิศทางที่สอดคล้องกันอย่างชัดเจน เพราะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกำหนดแนวทางปี 2570 ภายใต้แนวคิด “The Year of Transformation” มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Asia’s No.1 High-Value & Meaningful Destination โดยให้ความสำคัญกับ High Value Destination, Data-driven Organization และ Sustainable Tourism

สาระสำคัญของนโยบายคือการพยายามเปลี่ยนจากการเติบโตด้วย “จำนวนคน” ไปสู่การเติบโตด้วย “คุณค่า” โดยตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากปี 2569 และต้องการปรับสัดส่วนการกระจายนักท่องเที่ยวระหว่างเมืองหลักกับเมืองรองเป็น 60 ต่อ 40

หากอ่านในมุมเชียงราย D-HOPE เป็นหนึ่งในกลไกที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ เพราะการท่องเที่ยวแบบลงมือทำทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลามากขึ้น มีโอกาสใช้จ่ายกับคนในพื้นที่มากขึ้น และมีเหตุผลเดินทางไปยังชุมชนที่อยู่นอกเส้นทางท่องเที่ยวหลัก

แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่จะสามารถรักษาคุณภาพของประสบการณ์ได้หรือไม่ เพราะ High Value ไม่ได้หมายถึงราคาสูงเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงนักท่องเที่ยวรู้สึกว่าประสบการณ์มีคุณค่า คุ้มค่า และแตกต่างจากที่อื่น

เชียงรายถูกวางให้เป็นหนึ่งในจังหวัดนำร่องด้าน Destination Branding

ในแผนของ ททท. ยังระบุถึงการสร้าง Signature Destination Branding โดยมีเชียงรายเป็นหนึ่งใน 5 จังหวัดนำร่อง ร่วมกับอุบลราชธานี สงขลา ตราด และสมุทรสงคราม

นี่เป็นโอกาสสำคัญสำหรับเชียงราย เพราะจังหวัดมีทุนที่หลากหลายมาก ทั้งชา กาแฟ วัฒนธรรมชาติพันธุ์ ศิลปะ ธรรมชาติ สุขภาพ และอาหาร แต่ความท้าทายคือการนำทุนเหล่านี้มาเชื่อมกันให้เป็น “ภาพจำเดียว” ของเมือง โดยไม่ทำให้แต่ละชุมชนสูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเอง

บ้านห้วยทรายขาวจึงไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับดอยช้าง ดอยตุง หรือแม่สาย แต่สามารถสร้างตำแหน่งของตัวเองในฐานะชุมชนที่มีประสบการณ์เรียนรู้ ศาสนา สถาปัตยกรรม และธรรมชาติควบคู่กับบ่อน้ำร้อน

หากจังหวัดสามารถสร้าง Map ของ Community Experience ให้ชัด นักท่องเที่ยวก็จะมองเชียงรายเป็นเครือข่ายของประสบการณ์หลายแบบ ไม่ใช่เพียงเมืองที่ต้องแวะสถานที่ดังไม่กี่แห่ง

“ลงมือทำ–เรียนรู้–สัมผัส–เข้าใจ” กำลังกลายเป็นภาษากลางของการท่องเที่ยวคุณภาพ

ทิศทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในเอกสารเดียวกันยังปรากฏในโครงการ Coffee & Tea ของภาคเหนือ ซึ่งให้นักท่องเที่ยวเรียนรู้กระบวนการผลิตกาแฟ การทำเมี่ยง เดินศึกษาป่าเมี่ยงและกาแฟ รวมถึงเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างลำน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชุมชน โดยใช้แนวคิด “ลงมือทำ–เรียนรู้–สัมผัส–เข้าใจ” เป็นแกนของประสบการณ์

แนวคิดนี้มีความใกล้เคียงกับ D-HOPE อย่างชัดเจน เพราะทั้งสองโมเดลไม่ได้ขายเพียง Product แต่ขาย Process และ Storytelling

ชาอาจขายได้ในราคาหนึ่ง แต่หากนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ว่าชามาจากไหน ผ่านมือใครบ้าง และเชื่อมกับวิถีชีวิตของชุมชนอย่างไร มูลค่าที่รับรู้ก็จะเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับสินค้าชุมชนหรือกิจกรรมของบ้านห้วยทรายขาว หากสามารถเล่าเรื่องได้ดี นักท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มจ่ายเพื่อประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงเปรียบเทียบราคาสินค้า

นี่คือการเพิ่ม Value โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่ม Volume ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าการพยายามเพิ่มจำนวนคนอย่างเดียว

งานของชุมชนจะยั่งยืนก็ต่อเมื่อ “Champ” กลายเป็นผู้ประกอบการจริง

จุดที่ควรจับตาต่อจากกิจกรรมเปิดตัวคือผู้ประกอบการชุมชน 10 โปรแกรมจะสามารถเดินต่อหลังงานได้หรือไม่ เพราะนี่คือบทพิสูจน์ว่ากิจกรรม D-HOPE เป็นโครงการสร้างอาชีพ หรือเป็นเพียงกิจกรรมช่วงสั้น

ผู้ประกอบการแต่ละรายควรมีระบบรับจอง ราคา เวลาให้บริการ จำนวนคนต่อรอบ และช่องทางติดต่อที่ชัดเจน หากสามารถเชื่อมกับโรงแรม บริษัททัวร์ หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ ก็จะช่วยให้กิจกรรมเดินต่อได้โดยไม่ต้องรอเฉพาะวันงาน

ในเชิงธุรกิจ ควรมีการพัฒนาทั้ง Product Design และ Service Design เช่น ทำอย่างไรให้กิจกรรมหนึ่งใช้เวลาเหมาะสม มีต้นทุนไม่สูงเกินไป และยังรักษาคุณภาพของการถ่ายทอดภูมิปัญญาได้

หาก Champ เติบโตเป็น Micro Entrepreneur ได้จริง ชุมชนจะไม่เพียงได้รับรายได้จากนักท่องเที่ยว แต่จะมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สามารถสร้างงานในพื้นที่ของตัวเองได้ด้วย

การท่องเที่ยวโดยชุมชนต้องระวังไม่ให้ “คนมาเยอะ” กลายเป็นภาระ

แม้กิจกรรมจะมุ่งสร้างรายได้ แต่การเติบโตของนักท่องเที่ยวก็มีต้นทุนทั้งขยะ น้ำเสีย การจราจร เสียงรบกวน และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต หากไม่มีการจัดการ Capacity ที่เหมาะสม รายได้ระยะสั้นอาจแลกกับต้นทุนระยะยาวของชุมชน

นี่สอดคล้องกับแนวทาง Sustainable Tourism ของ ททท. ที่ต้องการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อให้การท่องเที่ยวช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ไม่ใช่สร้างภาระให้พื้นที่

สำหรับบ้านห้วยทรายขาว ความสำเร็จจึงไม่ควรถูกวัดจากจำนวนรถทัวร์หรือยอดผู้เข้าชมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าคนในชุมชนยังใช้ชีวิตได้ตามปกติหรือไม่ ทรัพยากรถูกใช้เกินขีดความสามารถหรือไม่ และรายได้กระจายถึงครัวเรือนกว้างเพียงใด

การออกแบบโควตาคนต่อรอบ ระบบจองล่วงหน้า และกระจายกิจกรรมหลายจุดอาจช่วยลดการกระจุกตัวได้มากกว่าการเปิดรับคนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน

Data-driven ต้องลงถึงระดับหมู่บ้าน ไม่ใช่มีข้อมูลแค่ระดับจังหวัด

อีกประเด็นที่เชื่อมกับนโยบายท่องเที่ยวปี 2570 คือการพัฒนาองค์กรให้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดย ททท.วางแนวทางใช้ Tourism Value Intelligence และเครือข่ายสำนักงานทั้งในและต่างประเทศเพื่อแบ่งปันข้อมูลเชิงลึก

ถ้าจะนำแนวคิด Data-driven มาสู่บ้านห้วยทรายขาว สิ่งที่ควรเก็บไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วมงาน แต่ควรรู้ว่าใครมา มาจากจังหวัดไหน ใช้จ่ายกับอะไร อยู่กี่ชั่วโมง และกิจกรรมใดได้รับความนิยมสูงสุด

ข้อมูลแบบนี้จะช่วยให้ชุมชนรู้ว่าควรเพิ่มรอบกิจกรรมอะไร ควรปรับราคาหรือเวลาอย่างไร และนักท่องเที่ยวกลุ่มไหนมีโอกาสกลับมาอีก

ในระยะยาว ข้อมูลเล็ก ๆ จากชุมชนหลายแห่งสามารถรวมกันเป็นฐานข้อมูลการท่องเที่ยวของเชียงราย ทำให้จังหวัดออกแบบเส้นทางและการตลาดได้แม่นกว่าการใช้ความรู้สึก

บททดสอบจริงอยู่หลังงานเปิดตัว

กิจกรรมวันที่ 4 กันยายนเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ เพราะทำให้บ้านห้วยทรายขาวมีพื้นที่แสดงศักยภาพและมีโปรแกรมจากผู้ประกอบการถึง 10 ราย แต่คำถามสำคัญจะเริ่มหลังจากเวทีถูกเก็บและเจ้าหน้าที่เดินทางกลับ

สามเดือนหลังจากนี้ โปรแกรมทั้ง 10 ยังเปิดให้จองหรือไม่ มีนักท่องเที่ยวกลับมาใช้บริการจริงเท่าไร รายได้เฉลี่ยต่อ Champ เพิ่มขึ้นหรือไม่ และคนในพื้นที่รู้สึกว่าการท่องเที่ยวสร้างประโยชน์มากกว่าภาระหรือไม่

หากมีคำตอบเหล่านี้ การท่องเที่ยวชุมชนจะก้าวจาก “โครงการ” ไปสู่ “ระบบเศรษฐกิจชุมชน” ได้จริง

แต่หากกิจกรรมจบพร้อมงานเปิดตัว D-HOPE ก็จะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่ง Event ที่สร้างการรับรู้ช่วงสั้นโดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของพื้นที่

จากบ้านห้วยทรายขาวสู่ภาพใหญ่ของเชียงราย

นโยบายการท่องเที่ยวไทยกำลังเปลี่ยนจากการนับจำนวนคนเดินทาง ไปสู่การวัดว่าการเดินทางนั้นสร้างคุณค่าเพียงใด ทั้งต่อผู้มาเยือนและคนในพื้นที่ และในบริบทนี้ บ้านห้วยทรายขาวถือเป็นพื้นที่เล็กที่สะท้อนโจทย์ใหญ่ได้อย่างชัดเจน

ชุมชนมีทรัพยากร มีเรื่องเล่า มีบ่อน้ำร้อน และมีผู้ประกอบการที่สามารถสร้างประสบการณ์ได้ ขณะที่จังหวัดและประเทศกำลังมองหาโมเดล Meaningful Destination ที่นักท่องเที่ยวไม่ได้เพียงมาใช้เงิน แต่เข้ามาเรียนรู้และเข้าใจพื้นที่มากขึ้น

สิ่งที่ต้องทำต่อคือทำให้ประสบการณ์เหล่านี้ “ซื้อได้ จองได้ และอยู่ได้” โดยไม่ทำลายความเป็นชุมชนเดิม

หากทำได้ บ้านห้วยทรายขาวอาจไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของอำเภอพาน แต่สามารถเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยน ทุนท้องถิ่นให้เป็นรายได้ผ่านประสบการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทาง High-Value & Meaningful Destination ที่ประเทศไทยกำลังผลักดันอย่างชัดเจน

และในวันที่นักท่องเที่ยวเริ่มเลือกจุดหมายจาก “สิ่งที่ได้เรียนรู้” มากกว่า “จำนวนสถานที่ที่ได้เช็กอิน” ชุมชนเล็กที่มีเรื่องเล่าชัด อาจมีมูลค่ามากกว่าพื้นที่ใหญ่ที่มีแต่จุดถ่ายรูปก็ได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :