ภาคประชาชนจี้รัฐแก้ปัญหามลพิษน้ำโขง UNIDO และ JICA ส่งทีมเข้าช่วยเชียงราย


Summary


วิกฤตแม่น้ำกกข้ามพรมแดน จุดเปลี่ยนที่เชียงรายกำลังเผชิญ เมื่อรัฐบาล นักวิชาการ และประชาชน เร่งหาทางหยุดผลกระทบจากโลหะหนักสู่ความมั่นคงด้านน้ำ

เชียงราย, 16 กรกฎาคม 2569 – วิกฤตที่ไม่ได้กระทบเพียงสายน้ำ แต่กำลังสะเทือนวิถีชีวิตผู้คนทั้งลุ่มน้ำเชียงรายกำลังเผชิญหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในรอบหลายปี หลังประเด็นการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ถูกหยิบยกขึ้นมาทั้งจากภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาชน และองค์กรระหว่างประเทศในช่วงเวลาเดียวกัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังสะท้อนถึงความท้าทายในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาซึ่งมีต้นตออยู่นอกเขตแดนไทย

ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน มีทั้งการประกาศความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การระหว่างประเทศ การเตรียมลงพื้นที่ของผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น การนัดหมายเวทีเสวนาของเครือข่ายประชาชน การเปิดเผยผลตรวจคุณภาพน้ำจากนักวิจัยมหาวิทยาลัย และการเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองที่ยื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตจีน ทั้งหมดล้วนชี้ไปยังคำถามเดียวกันว่า ประเทศไทยจะสามารถจัดการกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างจากอดีต คือทุกภาคส่วนต่างเริ่มขยับพร้อมกัน จากเดิมที่การแก้ไขปัญหามักจำกัดอยู่ในระดับหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม วันนี้ประเด็นดังกล่าวขยายไปสู่เรื่องความมั่นคงด้านน้ำ ความปลอดภัยของอาหาร สุขภาพประชาชน การเกษตร การค้าชายแดน และความร่วมมือระหว่างประเทศ จนกลายเป็นวาระที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลเร่งประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ ยกระดับระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้ำข้ามพรมแดน โดยกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานหลักในการประสานความร่วมมือกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNIDO องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ JICA รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างเป็นระบบ

รัฐบาลระบุว่า ความร่วมมือระยะแรกจะครอบคลุมการจัดทำแผนบริหารจัดการสารหนูแบบบูรณาการ การสนับสนุนชุดตรวจสอบคุณภาพน้ำ การฝึกอบรมการใช้งานให้กับเจ้าหน้าที่และชุมชน ตลอดจนการติดตั้งระบบกรองกำจัดสารหนูสำหรับระบบประปาหมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำที่สะอาดและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีกำหนดให้คณะผู้เชี่ยวชาญจาก UNIDO และ JICA ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 16–17 กรกฎาคม 2569 เพื่อหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเริ่มดำเนินโครงการในพื้นที่จริง

อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือการจัดทำโครงการฝึกอบรมร่วมระหว่างไทย เมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภายใต้กรอบ Third Country Training Program เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการตรวจสอบคุณภาพน้ำและตะกอนดิน พร้อมสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งถือเป็นการยกระดับการจัดการปัญหามลพิษจากระดับประเทศสู่ระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

นักวิชาการตั้งคำถามต่อบทบาทรัฐ พร้อมเสนอให้มองปัญหาในระดับโครงสร้าง

ในอีกด้านหนึ่ง ดร.สืบสกุล กิจนุกร ได้เผยแพร่ข้อสังเกตเกี่ยวกับการเข้ามาของ UNIDO และ JICA พร้อมเสนอประเด็นชวนพิจารณาหลายด้าน ตั้งแต่การชื่นชมบทบาทของรัฐบาลญี่ปุ่นในการสนับสนุนการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ การสะท้อนข้อจำกัดของกลไกรัฐไทยในการจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ไปจนถึงการตั้งคำถามต่อบทบาทของญี่ปุ่นในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญของโลก ก่อนเสนอข้อเสนอแนะเพื่อผลักดันแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน

ข้อสังเกตดังกล่าวสะท้อนมุมมองของภาควิชาการที่เห็นว่า การแก้ไขปัญหาไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการตรวจวัดคุณภาพน้ำหรือการบำบัดปลายน้ำ แต่จำเป็นต้องพิจารณาถึงต้นตอของปัญหา โครงสร้างการกำกับดูแลการทำเหมืองในพื้นที่ต้นน้ำ ตลอดจนกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศที่สามารถผลักดันให้เกิดการแก้ไขในระดับนโยบายได้จริง

แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางการทำงานของหลายประเทศที่เผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ซึ่งพบว่าการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยทั้งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือทางการทูต และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ควบคู่กันไป

เครือข่ายประชาชนเตรียมเปิดเวทีใหญ่ สะท้อนผลกระทบจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง

ท่ามกลางการขับเคลื่อนของภาครัฐ เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ได้ประกาศจัดเวทีเสวนาเรื่อง สถานการณ์ปัญหาแม่น้ำกก สาย รวก โขง ปนเปื้อนและผลกระทบ ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมอาคารพระรัตนปัญญาญาณ วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากหลายภาคส่วนได้ร่วมสะท้อนสถานการณ์และเสนอแนวทางแก้ไข

เวทีดังกล่าวจะมีตัวแทนจากนักวิชาการ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว กลุ่มชาวประมง กลุ่มเกษตรกรลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำสาย รวมถึงประชาชนในพื้นที่อำเภอเชียงของร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ขณะเดียวกันจะมีการหารือเรื่องการย้ายแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาของจังหวัดเชียงราย โดยเชิญผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น ก่อนสรุปข้อเสนอส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

ผู้จัดงานยังได้ส่งหนังสือเชิญถึงกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตจีนและเมียนมาประจำประเทศไทย เพื่อร่วมรับฟังข้อกังวลของประชาชน โดยระบุว่า ปัญหาการปนเปื้อนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนในจังหวัดเชียงรายมากกว่า 70,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 210,000 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนขนาดของผลกระทบที่ขยายวงกว้างกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้

ผลตรวจ Test Kit จุดประกายความกังวล เมื่อพื้นที่เกษตรเริ่มถูกจับตา

ขณะที่ภาครัฐและภาคประชาชนกำลังขับเคลื่อนแนวทางแก้ไข อีกหนึ่งข้อมูลที่สร้างความสนใจคือผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำจากทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งอาจเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินความเสี่ยงของพื้นที่เกษตรและแหล่งน้ำสาธารณะในจังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผศ.ดร.ว่าน วิริยา อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้ใช้ชุดตรวจสอบคุณภาพน้ำ หรือ Test Kit ลงพื้นที่ตรวจเฝ้าระวังบริเวณระบบชลประทานแม่สาย หลังจากได้รับข้อมูลว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยผลตรวจเบื้องต้นพบว่า น้ำในบางจุดของตำบลแม่สายมิตรภาพ มีค่าการตรวจวัดโลหะหนักประมาณ 0.10 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าค่าที่เคยตรวจพบในแม่น้ำสายก่อนหน้านี้ซึ่งมีค่าสูงสุดประมาณ 0.055 มิลลิกรัมต่อลิตร อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่าผลดังกล่าวยังเป็นเพียงการตรวจคัดกรองเบื้องต้น และได้ส่งตัวอย่างเข้าสู่ห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์อย่างละเอียด คาดว่าจะทราบผลยืนยันภายในหนึ่งสัปดาห์

แม้ผลตรวจยังต้องรอการยืนยัน แต่การพบค่าที่สูงขึ้นกว่าการสำรวจครั้งก่อน ทำให้หลายฝ่ายเริ่มจับตาว่าหากมีการยืนยันอย่างเป็นทางการ อาจส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำสายอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงฤดูเพาะปลูกที่เกษตรกรจำนวนมากต้องอาศัยน้ำจากระบบชลประทานเป็นหลัก

นักวิจัยย้ำการเฝ้าระวังสำคัญกว่าการรอให้เกิดวิกฤต

ผศ.ดร.ว่าน อธิบายว่า แนวทางการทำงานของทีมวิจัยแตกต่างจากการตรวจสอบตามรอบเวลาของหน่วยงานทั่วไป เพราะเลือกลงพื้นที่ในช่วงเวลาหรือจุดที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อเพิ่มโอกาสตรวจพบความผิดปกติของคุณภาพน้ำได้อย่างรวดเร็ว

นักวิจัยยังระบุว่า ปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนักมีลักษณะซับซ้อน ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด หรือจะกระจายตัวไปตามจุดใดของลำน้ำ เนื่องจากขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน การไหลของกระแสน้ำ และปัจจัยด้านธรณีวิทยา ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างระบบเฝ้าระวังที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ หากพบความผิดปกติควรมีการเก็บตัวอย่างน้ำส่งตรวจโดยเร็ว เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการป้องกันได้ทันท่วงที มากกว่าการรอให้เกิดผลกระทบในวงกว้างแล้วจึงเริ่มดำเนินการ

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ Early Warning System หรือระบบเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งหลายประเทศใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากกิจกรรมเหมืองแร่หรืออุตสาหกรรมต้นน้ำ

ชลประทานยืนยันพร้อมดำเนินการ หากผลแล็บยืนยันการปนเปื้อน

ภายหลังมีการเผยแพร่ผลตรวจเบื้องต้น นายทวีชัย โค้วตระกูล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย ให้สัมภาษณ์ว่า หน่วยงานยังไม่ได้รับรายงานผลการตรวจอย่างเป็นทางการ และปัจจุบันไม่มีห้องปฏิบัติการสำหรับตรวจวิเคราะห์โลหะหนักโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการบริหารจัดการน้ำของโครงการชลประทาน ก่อนนำน้ำจากแม่น้ำสายเข้าสู่ระบบคลองส่งน้ำ จะมีการพักน้ำเพื่อให้ตะกอนตกก่อนส่งต่อไปยังพื้นที่เพาะปลูก หากผลตรวจจากห้องปฏิบัติการยืนยันว่ามีการปนเปื้อนในระดับที่ส่งผลต่อความปลอดภัย หน่วยงานพร้อมดำเนินมาตรการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่เกษตรต่อไป

คำชี้แจงดังกล่าวสะท้อนว่าหน่วยงานรัฐยังคงยึดหลักการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ โดยให้ความสำคัญกับผลการวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการเป็นข้อมูลหลัก ก่อนกำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำหรือประกาศข้อจำกัดในการใช้น้ำในพื้นที่

ความเสี่ยงไม่ได้หยุดที่แม่น้ำ แต่เชื่อมโยงสู่พื้นที่เกษตรกว่า 6 หมื่นไร่

ข้อมูลที่สร้างความกังวลอีกประเด็นหนึ่ง คือพื้นที่ชลประทานที่อาจได้รับผลกระทบหากมีการยืนยันการปนเปื้อนอย่างเป็นทางการ

นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ระบุว่า หากนักวิจัยหรือหน่วยงานภายนอกพบแนวโน้มการปนเปื้อน โครงการชลประทานสามารถเก็บตัวอย่างน้ำส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการกลางได้ทันที เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจตามกระบวนการทางราชการ พร้อมย้ำว่าหากพบสารพิษในระดับที่ส่งผลกระทบจริง จะต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัดและควบคุมคุณภาพน้ำตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้สารปนเปื้อนแพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกของประชาชน

ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ยังเปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย UNIDO และรัฐบาลญี่ปุ่น จะเริ่มจากการจัดทำ Risk Mapping หรือแผนที่ความเสี่ยง เพื่อประเมินพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบและใช้วางแผนฟื้นฟูในระยะยาว ก่อนขยายไปสู่การพัฒนาระบบกรองน้ำ การจัดตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์โลหะหนักประจำพื้นที่ และการวิจัยด้านการจัดการตะกอนปนเปื้อนในระยะต่อไป

ข้อมูลของโครงการชลประทานระบุว่า ระบบคลองส่งน้ำสายหลัก RC1 RC2 และ RC3 ในพื้นที่ลุ่มน้ำสายและแม่น้ำรวก ครอบคลุมพื้นที่เกษตรรวมกว่า 60,500 ไร่ ใน 5 ตำบลของอำเภอแม่สาย ได้แก่ ตำบลแม่สาย ตำบลศรีเมืองชุม ตำบลโป่งผา ตำบลเวียงพางคำ และตำบลเกาะช้าง ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่ต้องพึ่งพาน้ำจากระบบชลประทานเพื่อการเพาะปลูก หากคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลง ย่อมมีผลต่อทั้งผลผลิตทางการเกษตร ต้นทุนการผลิต และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว

การจัดทำแผนที่ความเสี่ยงจึงไม่ได้เป็นเพียงการระบุพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดลำดับความสำคัญของการเฝ้าระวัง การฟื้นฟู และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่

เสียงสะท้อนจากภาคประชาชน ปัญหาที่รอการแก้ไขต้องถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ

แม้ภาครัฐจะเริ่มเดินหน้ามาตรการเชิงเทคนิคและความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่ในมุมของภาคประชาชน หลายฝ่ายยังเห็นว่าการแก้ไขปัญหายังไม่ทันต่อความรุนแรงของสถานการณ์ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ กป.อพช. จึงเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก่อนการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16–20 กรกฎาคม 2569 โดยเรียกร้องให้รัฐบาลนำประเด็นมลพิษข้ามพรมแดนเข้าสู่วาระการหารือกับรัฐบาลจีนอย่างจริงจัง

ในจดหมายเปิดผนึก กป.อพช. ระบุว่า ปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนักไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำสาย ลุ่มน้ำรวก และแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีการจัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม ขณะที่การหารือระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศยังไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครือข่ายยังเสนอให้รัฐบาลไทยยกระดับปัญหามลพิษจากการทำเหมืองในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา เป็นนโยบายระดับชาติ พร้อมจัดตั้งคณะทำงานที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง เนื่องจากเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับทั้งความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ ความปลอดภัยด้านอาหาร เศรษฐกิจชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มากกว่าจะเป็นเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเฉพาะพื้นที่

ตัวเลขที่สะท้อนต้นทุนชีวิตของคนริมแม่น้ำ

ข้อมูลที่ กป.อพช. นำเสนอในจดหมายเปิดผนึกสะท้อนให้เห็นผลกระทบในมิติที่กว้างกว่าการตรวจพบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำ โดยอ้างว่าผลการสำรวจล่าสุดพบสารหนู ตะกั่ว และแมงกานีสเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง รวมทั้งพบสารหนูในตะกอนดินบางจุดของแม่น้ำโขงสูงกว่าค่าปลอดภัยหลายเท่า นอกจากนี้ยังระบุว่า ประชาชนประมาณร้อยละ 70 ในพื้นที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำกกในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และแต่ละครัวเรือนต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการจัดหาน้ำสะอาดเฉลี่ยประมาณ 2,600 บาทต่อเดือน ขณะที่ร้อยละ 63 สูญเสียรายได้จากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำ เช่น การประมง การท่องเที่ยว และการเกษตร

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ กป.อพช. ใช้อ้างอิงในจดหมายเปิดผนึกและข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งยังแตกต่างจากข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบและติดตามสถานการณ์ จึงเป็นประเด็นที่ควรติดตามการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ข้อมูลจะมาจากคนละแหล่ง แต่ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชนกลับมีจุดร่วมเดียวกัน คือการยอมรับว่าปัญหามลพิษข้ามพรมแดนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการดำเนินงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายประเทศควบคู่กับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ

พรรคประชาชนยื่นข้อมูลถึงสถานทูตจีน ขอความร่วมมือแก้ปัญหาที่ต้นทาง

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน คือการที่พรรคประชาชน นำโดยนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค เดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือและข้อมูลเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้รัฐบาลจีนรับทราบข้อเท็จจริงและนำข้อมูลไปประกอบการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้อง

พรรคประชาชนระบุว่า การแก้ไขปัญหาควรเริ่มจากต้นทางของการปนเปื้อน จึงได้แนบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ผลการตรวจวิเคราะห์น้ำและตะกอนดิน รวมถึงพิกัดเหมืองจำนวน 2,676 จุด ซึ่งอ้างอิงจากฐานข้อมูลของ Stimson Center เพื่อให้รัฐบาลจีนสามารถตรวจสอบว่ามีบริษัทหรือหน่วยงานของจีนเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในพื้นที่ใดบ้าง และสามารถใช้กฎหมายภายในประเทศในการกำกับดูแลผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องได้

นายภัทรพงษ์กล่าวว่า เป้าหมายของการยื่นหนังสือไม่ใช่การกล่าวโทษประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องการให้ทุกประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแร่มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเสนอข้อมูลด้านเทคนิคที่ระบุว่า การบำบัดน้ำเสียตั้งแต่ต้นทางมีต้นทุนต่ำกว่าการฟื้นฟูระบบนิเวศหลังเกิดการปนเปื้อนหลายร้อยเท่า ซึ่งสะท้อนว่าการป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทางยังคงเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ภายหลังการหารือ พรรคประชาชนเปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้รับหนังสือและให้คำมั่นว่าจะส่งข้อมูลทั้งหมดต่อไปยังรัฐบาลกลางที่กรุงปักกิ่ง เพื่อพิจารณาตามกระบวนการของทางการจีน

วิกฤตที่กำลังทดสอบกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ

หากพิจารณาภาพรวมของสถานการณ์ จะพบว่าการเคลื่อนไหวในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 มีความแตกต่างจากช่วงที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เพราะเป็นครั้งแรกที่ประเด็นมลพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ถูกผลักดันพร้อมกันจากหลายทิศทาง ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน องค์กรระหว่างประเทศ และฝ่ายการเมือง

รัฐบาลกำลังเร่งสร้างระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและประสานความร่วมมือกับ UNIDO และ JICA นักวิจัยยังคงติดตามสถานการณ์ผ่านการตรวจวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง เครือข่ายประชาชนกำลังเปิดพื้นที่รับฟังผลกระทบจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ฝ่ายการเมืองเลือกใช้ช่องทางการทูตในการสื่อสารกับรัฐบาลจีน เพื่อผลักดันให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง

แม้แต่ละภาคส่วนจะมีบทบาทและแนวทางแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการยอมรับว่า ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ ความร่วมมือระหว่างประเทศที่ต่อเนื่อง และการรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่อย่างจริงจัง

การลงพื้นที่ของผู้เชี่ยวชาญจาก UNIDO และ JICA การประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ตลอดจนเวทีเสวนาของภาคประชาชนในวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 จึงเป็นอีกช่วงเวลาสำคัญที่หลายฝ่ายจับตา เพราะอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดมาตรการใหม่ที่มีผลต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของจังหวัดเชียงรายในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :