เชียงรายเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ดัน 5 ชุมชนต้นแบบเชื่อมวัฒนธรรม ยวน ลื้อ ลาว ยอง สู่เศรษฐกิจท้องถิ่น


Summary


เชียงรายเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ดัน 5 ชุมชนต้นแบบ เชื่อมวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

เชียงราย,29 มิถุนายน 2569 – จากลวดลายผ้าทอของชาวไทลื้อริมแม่น้ำโขง เรื่องราวของชุมชนโบราณในเมืองเชียงแสน ไปจนถึงวิถีชาวยวน ลาว และยองที่ยังดำรงอยู่ในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย ทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้กำลังถูกนำมาร้อยเรียงให้กลายเป็นเส้นทางการเดินทางรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้ชวนนักท่องเที่ยวมาเพียงชมสถานที่ แต่เปิดโอกาสให้เรียนรู้ ลงมือทำ พูดคุยกับคนในชุมชน และสัมผัสความหมายของวัฒนธรรมผ่านประสบการณ์จริง

จังหวัดเชียงรายเดินหน้าพัฒนา เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ด้วยการเชื่อมโยงชุมชนต้นแบบ 5 แห่ง ภายใต้แนวคิด “ยวน ลื้อ ลาว ยอง” เพื่อใช้ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศาสนา งานหัตถกรรม และวิถีชีวิต เป็นพลังสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่คนในพื้นที่

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่การท่องเที่ยวไทยกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันขายสถานที่ ไปสู่การแข่งขันสร้างประสบการณ์ ขณะที่ภาครัฐและแพลตฟอร์มดิจิทัลเริ่มนำข้อมูลพฤติกรรมนักเดินทางมาใช้เชื่อมเมืองหลัก เมืองน่าเที่ยว และชุมชนเข้ากับตลาดอย่างตรงกลุ่มมากขึ้น

เริ่มทดลองเส้นทางจากพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดกิจกรรม One Day Trip ทดลองเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ณ พิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการภาคเอกชน เครือข่ายด้านการท่องเที่ยว และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ผู้เข้าร่วมจำนวน 35 คนได้ทดลองเดินทางตามเส้นทางที่เชื่อมโยงชุมชนวัดห้วยปลากั้ง ชุมชนบ้านศรีดอนชัย ชุมชนวัดพระธาตุผาเงาหรือบ้านสบคำ และชุมชนบ้านสันทางหลวง เพื่อสำรวจทั้งกิจกรรม จุดบริการ การเดินทาง การต้อนรับ และเรื่องราวที่จะนำเสนอแก่นักท่องเที่ยว พร้อมแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะก่อนพัฒนาเป็นเส้นทางที่สามารถจำหน่ายและรองรับผู้เดินทางได้อย่างเป็นระบบ

กิจกรรมลักษณะนี้เปรียบเสมือนการทดลองเปิดบ้านก่อนรับแขกจริง เพราะเส้นทางท่องเที่ยวที่ดีไม่ใช่เพียงการนำรายชื่อสถานที่หลายแห่งมาต่อกัน แต่ต้องออกแบบจังหวะการเดินทางให้เหมาะสม มีเรื่องราวเชื่อมโยงตลอดเส้นทาง มีอาหาร ห้องน้ำ ที่จอดรถ ป้ายสื่อความหมาย รวมถึงกิจกรรมที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าตนเองได้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ ไม่ใช่เพียงผู้มาเยือนชั่วคราว

เชียงรายคว้ารางวัลชุมชนยลวิถีต่อเนื่อง 4 ปี

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ระบุว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้คัดเลือกชุมชนในเชียงรายเป็นหนึ่งใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 ถึง 2567 ทำให้เชียงรายเป็นจังหวัดเดียวของประเทศที่ได้รับการคัดเลือกต่อเนื่อง 4 ปี

ชุมชนที่ได้รับการยอมรับ ได้แก่ บ้านศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ ในปี 2564 บ้านเมืองรวง อำเภอเมืองเชียงราย ในปี 2565 ชุมชนวัดพระธาตุผาเงาหรือบ้านสบคำ อำเภอเชียงแสน ในปี 2566 และชุมชนวัดห้วยปลากั้ง อำเภอเมืองเชียงราย ในปี 2567

สำหรับปี 2568 จังหวัดได้คัดเลือกชุมชนบ้านสันทางหลวง อำเภอแม่จัน เข้าสู่กระบวนการพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบแห่งที่ 5 เพื่อเสริมศักยภาพด้านการบริหารจัดการ การนำเสนออัตลักษณ์ และการต่อยอดทุนวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้ที่หมุนเวียนอยู่ในชุมชน

จุดเด่นของแต่ละพื้นที่ไม่ได้อยู่บนฐานเดียวกัน บ้านศรีดอนชัยมีรากวัฒนธรรมไทลื้อและงานผ้าทอที่โดดเด่น บ้านเมืองรวงมีวิถีชุมชนเกษตรและเรื่องราวของคนเมือง ชุมชนพระธาตุผาเงาเชื่อมโยงประวัติศาสตร์เชียงแสนและลุ่มน้ำโขง ส่วนห้วยปลากั้งเป็นพื้นที่ศรัทธาที่มีผู้เดินทางมาเยือนจำนวนมาก ความแตกต่างนี้ทำให้เส้นทางสามารถนำเสนอเชียงรายได้มากกว่าภาพจำเรื่องภูเขา ชา หรืออากาศหนาว

ยวน ลื้อ ลาว ยอง จากอัตลักษณ์สู่ประสบการณ์

แนวคิด “ยวน ลื้อ ลาว ยอง” ถูกนำมาใช้เป็นกรอบในการเชื่อมอัตลักษณ์ของชุมชน ซึ่งมีทั้งภาษา อาหาร เครื่องแต่งกาย งานหัตถกรรม ศิลปะ ความเชื่อ และประวัติศาสตร์การอพยพของผู้คน

การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์แตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบชมสถานที่ตรงที่นักท่องเที่ยวต้องได้มีส่วนร่วม ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้ลวดลายผ้า การทดลองทำอาหารพื้นบ้าน การฟังเรื่องเล่าจากปราชญ์ชุมชน การเดินตามรอยประวัติศาสตร์ หรือการร่วมกิจกรรมประเพณีอย่างเข้าใจความหมาย

เมื่อประสบการณ์ถูกออกแบบอย่างเหมาะสม งานฝีมือหนึ่งชิ้นจะไม่ได้มีค่าเพียงราคาวัสดุ แต่รวมถึงเรื่องราวของช่าง เวลาในการผลิต ภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมา และความหมายของลวดลาย นักท่องเที่ยวจึงไม่ได้เพียงซื้อของที่ระลึก แต่ซื้อความทรงจำและความสัมพันธ์กับพื้นที่

นี่คือหัวใจของเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ ซึ่งทำให้ชุมชนสามารถเพิ่มมูลค่าโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างไม่มีขีดจำกัด และช่วยลดความเสี่ยงที่การท่องเที่ยวจะเปลี่ยนวัฒนธรรมให้กลายเป็นเพียงฉากถ่ายภาพ

เตรียมชุมชนก่อนเปิดรับตลาดจริง

ก่อนจัดกิจกรรมทดลองเส้นทาง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวชุมชนระหว่างวันที่ 17 ถึง 18 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเอ็ม บูทีค รีสอร์ท เชียงราย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดกิจกรรม

มีผู้นำและผู้แทนจากชุมชนต้นแบบทั้ง 5 แห่ง ครู นักเรียนจากโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และผู้แทนจากบริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด รวมกว่า 60 คน เข้าร่วมเรียนรู้การเป็นเจ้าบ้านที่ดี การค้นหาเสน่ห์จากอัตลักษณ์ชุมชน และการต่อยอดทุนวัฒนธรรมไปสู่ผลิตภัณฑ์และกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว

การดึงครูและนักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมมีความสำคัญ เพราะการท่องเที่ยววัฒนธรรมจะเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อคนรุ่นใหม่รู้สึกว่าวัฒนธรรมเป็นเรื่องใกล้ตัวและสามารถสร้างอนาคตให้พวกเขาได้ หากเยาวชนมองว่างานหัตถกรรม ภาษา หรือเรื่องเล่าของชุมชนไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ความรู้เหล่านั้นอาจหายไปพร้อมกับคนรุ่นเก่า

ในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนต้องมีสิทธิ์กำหนดว่าต้องการให้นักท่องเที่ยวเห็นอะไร พื้นที่ใดเปิดรับได้ และเรื่องใดเป็นพื้นที่ส่วนตัวหรือพิธีกรรมที่ไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่อการค้า การเติบโตของรายได้จึงต้องเดินคู่กับการเคารพศักดิ์ศรีของคนในพื้นที่

ใช้อินฟลูเอนเซอร์เปิดประตูสู่ตลาดวงกว้าง

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายยังจัดทำอินโฟกราฟิกและคลิปวิดีโอสั้นเพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางผ่านสื่อออนไลน์ พร้อมเชิญ “เชน เดอะสตาร์” เข้าร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเสน่ห์ของชุมชนไปสู่ผู้ติดตามในวงกว้าง

การใช้อินฟลูเอนเซอร์สามารถช่วยให้พื้นที่ที่ไม่เคยอยู่ในแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลายเป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็ว แต่ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ยอดชมเพียงอย่างเดียว เนื้อหาต้องทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าชุมชนมีคุณค่าอย่างไร เดินทางเมื่อใด ติดต่อใคร และควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเข้าไปในพื้นที่

หากสื่อออนไลน์สร้างเพียงภาพสวยโดยไม่มีข้อมูลรองรับ นักท่องเที่ยวอาจเดินทางไปพร้อมกันจำนวนมากจนชุมชนตั้งตัวไม่ทัน แต่หากมีการวางแผนจองล่วงหน้า จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม และกระจายการเดินทางตลอดทั้งปี กระแสออนไลน์จะสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ที่มีคุณภาพได้มากกว่า

การท่องเที่ยวไทยเปลี่ยนจากขายสถานที่สู่ขายความรู้สึก

แนวทางของเชียงรายสอดคล้องกับทิศทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งกำลังขยับจากการทำตลาดจุดหมายปลายทางไปสู่การสร้างประสบการณ์และความรู้สึกจากการเดินทาง

ททท.เดินหน้าขยายแคมเปญ “Feel All the Feelings” ที่มีลิซ่า ลลิษา มโนบาล ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador เป็นส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ภายใต้แนวคิดนี้ นักท่องเที่ยวไม่ได้เลือกเชียงรายเพียงเพราะต้องการไปสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่อาจเลือกเพราะต้องการความสงบ ต้องการเรียนรู้วัฒนธรรม ต้องการกลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติ หรือต้องการพบผู้คนและเรื่องราวที่แตกต่างจากชีวิตประจำวัน

เส้นทาง “ยวน ลื้อ ลาว ยอง” จึงมีโอกาสตอบโจทย์ตลาดที่กำลังมองหาการเดินทางซึ่งมีความหมาย โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัว นักเดินทางเชิงวัฒนธรรม นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวคุณภาพที่พร้อมใช้เวลาในพื้นที่มากกว่าการแวะถ่ายภาพแล้วเดินทางต่อ

แพลตฟอร์มดิจิทัลอาจพาชุมชนไปพบตลาดใหม่

อีกความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ททท. และ AirAsia MOVE ลงนามความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี ภายใต้โครงการ “TAT x MOVE Seamless Journey, Amazing Thailand” เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เพื่อใช้ข้อมูลเชิงลึกของนักเดินทางและศักยภาพของแพลตฟอร์มดิจิทัลมาสนับสนุนการทำตลาดการท่องเที่ยวไทย

ความร่วมมือครอบคลุมการจัดแคมเปญร่วม การผลิตเนื้อหา และการส่งเสริมจุดหมายปลายทางผ่านช่องทางของ ททท. และ AirAsia MOVE โดยมุ่งเชื่อมความสนใจของนักเดินทางเข้ากับทั้งเมืองหลัก เมืองน่าเที่ยว เมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก และแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. มองว่าความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน Platform Economy ภายใต้กรอบ Amazing 5 Economy ขณะที่ AirAsia MOVE จะนำข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้งานมาช่วยให้การสื่อสารและการส่งเสริมการเดินทางมีความแม่นยำมากขึ้น

สำหรับเชียงราย โอกาสสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการปรากฏบนหน้าจอของผู้ใช้งานจำนวนมาก แต่คือการเชื่อมจากแรงบันดาลใจไปสู่การจองจริง นักท่องเที่ยวควรสามารถค้นพบเส้นทาง ดูกิจกรรม ตรวจสอบวันเปิดบริการ จองที่พัก เลือกการเดินทาง และติดต่อชุมชนได้อย่างสะดวก

โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้เงินอยู่ในพื้นที่

การดึงคนเข้าสู่ชุมชนยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด หากรายได้ส่วนใหญ่ไหลไปอยู่กับผู้ให้บริการรายใหญ่ ขณะที่คนในพื้นที่รับเพียงค่าจ้างหรือรายได้เล็กน้อย การท่องเที่ยวก็อาจสร้างความคึกคักโดยไม่เปลี่ยนคุณภาพชีวิตของชุมชน

เส้นทางที่ยั่งยืนจึงควรกระจายรายได้ไปยังหลายกลุ่ม ตั้งแต่เจ้าของโฮมสเตย์ ผู้ประกอบอาหาร ช่างฝีมือ ผู้นำกิจกรรม คนขับรถ มัคคุเทศก์ท้องถิ่น กลุ่มเยาวชน ไปจนถึงเกษตรกรที่จำหน่ายวัตถุดิบ

ระบบบริหารจัดการต้องมีความโปร่งใส ชุมชนควรรู้ว่ารายได้จากกิจกรรมถูกแบ่งอย่างไร ใครรับผิดชอบต้นทุนส่วนใด และเงินส่วนกลางจะถูกนำกลับไปพัฒนาสิ่งใด เช่น ห้องน้ำ ป้ายสื่อความหมาย การจัดการขยะ หรือกองทุนอนุรักษ์วัฒนธรรม

การวัดผลจึงไม่ควรดูเพียงจำนวนผู้เข้าชมหรือยอดการรับชมคลิป แต่ควรพิจารณารายได้เฉลี่ยที่ถึงครัวเรือน จำนวนคนในชุมชนที่มีงานทำ การกลับมาของคนรุ่นใหม่ และความสามารถของชุมชนในการรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง

การเดินทางตลอดปีช่วยลดความเสี่ยงจากฤดูกาล

เชียงรายมีภาพจำด้านการท่องเที่ยวในฤดูหนาว ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากมีรายได้สูงในช่วงเวลาสั้น แต่ต้องเผชิญช่วงซบเซาในฤดูฝนหรือช่วงนอกฤดูกาล

การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสามารถช่วยลดปัญหานี้ เพราะเรื่องราว อาหาร งานหัตถกรรม และกิจกรรมเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอากาศเย็นเพียงอย่างเดียว นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเรียนรู้วัฒนธรรมไทลื้อ ชมงานผ้า ร่วมทำอาหาร หรือเยี่ยมชมชุมชนประวัติศาสตร์ได้ในหลายช่วงของปี

ทิศทางนี้สอดคล้องกับความพยายามของ ททท.ในการกระตุ้นการเดินทางตลอด 365 วัน และกระจายนักท่องเที่ยวสู่พื้นที่นอกเมืองหลัก โดยเฉพาะในช่วง Green Season ซึ่งภาครัฐต้องการเปลี่ยนภาพของฤดูฝนจากช่วงซบเซาให้กลายเป็นฤดูกาลแห่งธรรมชาติและประสบการณ์ที่แตกต่าง

อย่างไรก็ตาม การเดินทางตลอดปีต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัย เส้นทางคมนาคม สภาพอากาศ และแผนสำรอง โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำ พื้นที่ภูเขา และจุดที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำหลากหรือหมอกควัน

จาก One Day Trip สู่เส้นทางที่นักท่องเที่ยวซื้อได้จริง

กิจกรรมทดลองเส้นทางเป็นเพียงก้าวแรก ความท้าทายถัดไปคือการเปลี่ยนเส้นทางต้นแบบให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่นักท่องเที่ยวเข้าใจและสามารถตัดสินใจซื้อได้

แต่ละเส้นทางต้องตอบคำถามให้ชัดว่าควรใช้เวลากี่ชั่วโมง เหมาะกับใคร มีจุดเด่นอะไร ค่าใช้จ่ายเท่าใด รองรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการได้หรือไม่ และนักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ใดกลับไป

หากเชื่อมชุมชนหลายแห่งในวันเดียวมากเกินไป นักท่องเที่ยวอาจใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนรถและไม่สามารถเรียนรู้แต่ละพื้นที่ได้ลึกพอ การออกแบบจึงอาจแบ่งเป็นเส้นทางย่อย เช่น เส้นทางวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง เส้นทางศรัทธาและประวัติศาสตร์ หรือเส้นทางผ้า อาหาร และภูมิปัญญา

การมีทั้งโปรแกรมหนึ่งวัน สองวัน และโปรแกรมเฉพาะกลุ่ม จะช่วยให้ตลาดเลือกได้หลากหลายขึ้น ทั้งกลุ่มศึกษาดูงาน กลุ่มครอบครัว นักท่องเที่ยวต่างชาติ และผู้เดินทางที่ต้องการประสบการณ์เชิงลึก

วัฒนธรรมจะสร้างรายได้ได้เมื่อชุมชนยังเป็นเจ้าของ

เป้าหมายของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้เดินทาง แต่คือการทำให้ทุนทางวัฒนธรรมกลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยที่ชุมชนยังรักษาความเป็นเจ้าของเรื่องราวและวิถีชีวิตของตนเอง

หากการท่องเที่ยวเติบโตโดยไม่มีขอบเขต พิธีกรรมอาจถูกเร่งให้ตรงกับตารางทัวร์ งานฝีมืออาจถูกลดคุณภาพเพื่อผลิตให้ทัน และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อาจกลายเป็นเพียงจุดถ่ายภาพ แต่หากชุมชนเป็นผู้กำหนดทิศทาง การท่องเที่ยวจะช่วยฟื้นความภาคภูมิใจ สร้างรายได้ และทำให้คนรุ่นใหม่เห็นโอกาสจากมรดกของตน

เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของเชียงรายจึงเป็นมากกว่าการเชื่อมจุดหมาย 5 แห่งเข้าด้วยกัน แต่เป็นการเชื่อมอดีตกับอนาคต เชื่อมภูมิปัญญากับตลาด และเชื่อมคนในพื้นที่กับนักเดินทางที่กำลังมองหาประสบการณ์ซึ่งมีความหมาย

หากจังหวัดสามารถนำข้อมูลดิจิทัล การตลาดระดับประเทศ ระบบคมนาคม และการบริหารจัดการของชุมชนมาประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างสมดุล “ยวน ลื้อ ลาว ยอง” อาจไม่ได้เป็นเพียงชื่อโครงการ แต่สามารถพัฒนาเป็นแบรนด์เส้นทางวัฒนธรรมสำคัญของเชียงราย ซึ่งสร้างรายได้โดยไม่ทำให้รากเหง้าของพื้นที่สูญหายไปตามกระแสการท่องเที่ยว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :