ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช บุกสวนกาแฟแม่จัน รณรงค์กำจัดด้วงหนวดยาวเจาะลำต้น สกัดความเสียหาย 2 พันไร่

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • สวนกาแฟอาราบิกาบนพื้นที่สูงของเชียงรายเผชิญการระบาดของด้วงหนวดยาวเจาะลำต้น กระทบพื้นที่รวม 7,643 ไร่
  • อำเภอแม่จันและอำเภอเมืองเชียงรายถูกประเมินเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงที่ต้องเฝ้าระวังเร่งด่วนกว่า 2,000 ไร่
  • นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรฯ ลงพื้นที่บ้านแสนใหม่ อ.แม่จัน เปิดกิจกรรมรณรงค์กำจัดศัตรูพืช
  • กรมส่งเสริมการเกษตรนำแนวทาง IPM และสาธิตการฉีดพ่นชีวภัณฑ์เชื้อราเมตาไรเซียมเพื่อกำจัดตัวอ่อนในเนื้อไม้
  • หน่วยงานเตรียมวางระบบเฝ้าระวังระดับแปลงเพื่อตัดวงจรการระบาดและปกป้องคุณภาพผลผลิตกาแฟระยะยาว

วิกฤตกาแฟดอยเชียงราย ด้วงหนวดยาวเจาะต้นลาม 7,643 ไร่ รมช.เกษตรฯ ลงแม่จัน เร่งชีวภัณฑ์สกัดพื้นที่เสี่ยงกว่า 2,000 ไร่

เชียงราย, 7 กันยายน 2569 – สวนกาแฟอาราบิกาบนพื้นที่สูงของเชียงรายกำลังเผชิญศัตรูพืชที่อาจสร้างความเสียหายยาวข้ามฤดูกาล เมื่อพบการระบาดของ ด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นกาแฟ ครอบคลุมพื้นที่ได้รับผลกระทบและเสียหายรวม 7,643 ไร่ ขณะที่อำเภอแม่จันและอำเภอเมืองเชียงรายถูกระบุเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงรวมกว่า 2,000 ไร่ ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่ที่ผลผลิตซึ่งกำลังจะเก็บเกี่ยว เพราะเมื่อตัวอ่อนเข้าไปทำลายภายในลำต้น ต้นกาแฟอาจอ่อนแอ แห้ง และยืนต้นตาย ซึ่งหมายถึงเกษตรกรอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการฟื้นสวนหากต้องปลูกทดแทนต้นที่เสียหายหนัก

วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่บ้านแสนใหม่ หมู่ 19 ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามสถานการณ์ พร้อมเป็นประธานเปิดกิจกรรม “รณรงค์การป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นกาแฟ” โดยมีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกรเข้าร่วม

การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการจัดกิจกรรมสาธิต เพราะตัวเลข 7,643 ไร่กำลังส่งสัญญาณว่า ปัญหาศัตรูพืชของกาแฟเชียงรายต้องถูกยกระดับจากการจัดการรายสวน ไปสู่ระบบเฝ้าระวังระดับพื้นที่ หากปล่อยให้แหล่งสะสมของแมลงขยายวง การควบคุมในฤดูกาลถัดไปจะยิ่งมีต้นทุนสูงขึ้น

ตัวอันตรายไม่ได้อยู่บนใบ แต่ซ่อนตัวอยู่ “ข้างในต้น”

ความยากของด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นอยู่ที่ระยะตัวอ่อนสามารถเข้าไปอาศัยและกัดกินเนื้อเยื่อภายในลำต้นหรือกิ่ง ทำให้การสังเกตจากภายนอกในระยะแรกทำได้ยากกว่าศัตรูพืชที่อยู่บนใบ เมื่อระบบลำเลียงน้ำและอาหารของต้นถูกทำลายมากขึ้น อาการอ่อนแอ เหี่ยว แห้ง หรือยืนต้นตายจึงค่อยปรากฏชัด

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการแก้ปัญหาด้วยการฉีดพ่นสารกำจัดแมลงจากภายนอกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อแมลงเข้าไปอยู่ภายในเนื้อไม้แล้ว การจัดการจึงต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ตั้งแต่การสำรวจร่องรอยการเข้าทำลาย การตัดและทำลายต้นหรือส่วนที่เป็นแหล่งสะสม การจับตัวเต็มวัย ไปจนถึงการใช้ชีวภัณฑ์และมาตรการอื่นตามระดับการระบาด

กรมส่งเสริมการเกษตรใช้หลัก การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน หรือ IPM กับศัตรูพืชหลายชนิด โดยผสมวิธีเขตกรรม วิธีกล ชีววิธี และสารเคมีเฉพาะเมื่อจำเป็น แทนการพึ่งสารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว

สำหรับเชียงราย กรมส่งเสริมการเกษตรจึงนำแนวทางเดียวกันมาขับเคลื่อนกับสวนกาแฟ โดยมุ่งลดแหล่งสะสมของด้วงและทำให้เกษตรกรสามารถตรวจพบการระบาดก่อนต้นกาแฟเสียหายจนกู้คืนไม่ได้

เมตาไรเซียมทำงานอย่างไร และทำไมต้องให้ “เชื้อสัมผัสตัวแมลง”

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่บ้านแสนใหม่คือการสาธิตฉีดพ่นชีวภัณฑ์ เชื้อราเมตาไรเซียม เพื่อช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชในพื้นที่เสี่ยง โดยแนวคิดสำคัญคือใช้สิ่งมีชีวิตควบคุมศัตรูพืชแทนการพึ่งสารเคมีอย่างเดียว

กลไกของเมตาไรเซียมต่างจากยาฆ่าแมลงทั่วไป เมื่อสปอร์เชื้อราสัมผัสกับผิวแมลง จะงอกและสร้างเอนไซม์ช่วยย่อยชั้นผนังลำตัว ก่อนเจริญเข้าไปภายใน ทำให้แมลงเกิดโรคและตายในที่สุด ประสิทธิภาพจึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะความชื้น อุณหภูมิ ความมีชีวิตของเชื้อ และโอกาสที่สปอร์จะสัมผัสตัวแมลงจริง

กรมส่งเสริมการเกษตรมีการใช้เมตาไรเซียมควบคุมแมลงกลุ่มด้วงในพืชชนิดอื่นอยู่แล้ว เช่น ด้วงหนวดยาวอ้อยและด้วงศัตรูปาล์มน้ำมัน โดยใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมแบบผสมผสาน ไม่ใช่ยาวิเศษที่พ่นครั้งเดียวแล้วจบปัญหา

ดังนั้น ในกรณีกาแฟเชียงราย สิ่งที่ควรติดตามต่อคือสูตรหรือสายพันธุ์เชื้อที่ใช้ อัตราการใช้ รอบการพ่น ระยะเวลาติดตามผล และประสิทธิภาพภายใต้สภาพสวนบนพื้นที่สูง เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวบอกว่ามาตรการสามารถลดประชากรด้วงได้มากเพียงใดในสภาพแวดล้อมจริง

อย่ารีบสรุปว่า “ชีวภัณฑ์ไม่มีสารตกค้าง” เท่ากับไม่มีความเสี่ยงทุกกรณี

ข้อดีของชีวภัณฑ์คือช่วยลดการพึ่งพาสารกำจัดศัตรูพืชสังเคราะห์และเหมาะกับแนวทางเกษตรที่ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่การรายงานควรระวังคำกล่าวกว้าง ๆ ว่า “ปลอดสารตกค้าง 100%” หากยังไม่มีผลตรวจผลิตภัณฑ์และเมล็ดกาแฟภายใต้การใช้งานจริงรองรับ

สิ่งที่กล่าวได้แม่นยำกว่าคือ เมตาไรเซียมเป็น สารชีวควบคุมแมลง และมีการส่งเสริมใช้เป็นทางเลือกในการจัดการศัตรูพืชเพื่อลดการพึ่งพาสารเคมี

ในทางปฏิบัติ เกษตรกรยังต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนและปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องอัตรา เวลา และวิธีใช้ เพราะประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณมากเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับสภาพแวดล้อมด้วย

7,643 ไร่ใหญ่แค่ไหน ต้องแยก “พื้นที่พบปัญหา” ออกจาก “พื้นที่สูญเสียทั้งหมด”

ตัวเลข 7,643 ไร่เป็นตัวเลขที่สะดุดตา แต่การตีความต้องระมัดระวัง หากข้อมูลภาครัฐใช้คำว่า “พื้นที่ได้รับผลกระทบและเสียหาย” ก็ไม่ควรแปลตรง ๆ ว่ากาแฟทุกต้นในพื้นที่ 7,643 ไร่ตายทั้งหมด

พื้นที่หนึ่งไร่อาจมีทั้งต้นที่ยังสมบูรณ์ ต้นที่เริ่มพบร่องรอย และต้นที่เสียหายรุนแรง ดังนั้น การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่แม่นยำต้องมีข้อมูลเพิ่มอย่างน้อยจำนวนต้นที่ถูกทำลาย สัดส่วนความเสียหายต่อแปลง อายุของต้นกาแฟ ผลผลิตเฉลี่ย และจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ

จุดนี้สำคัญต่อการคำนวณค่าความเสียหาย เพราะการสูญเสียต้นกาแฟที่ให้ผลผลิตแล้วมีผลไม่เหมือนต้นอายุน้อย เกษตรกรไม่ได้เสียเพียงผลผลิตปีเดียว แต่อาจเสียรายได้ระหว่างรอต้นใหม่เติบโตจนกลับมาให้ผลผลิตในระดับเชิงพาณิชย์

ดังนั้น ทีมภาคสนามควรเก็บข้อมูลจากเกษตรกรบ้านแสนใหม่ว่า ต้นที่เสียหายกี่ต้นต่อไร่ ผลผลิตก่อนเกิดปัญหาอยู่ระดับใด และมีค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูหรือปลูกใหม่เท่าไร ก่อนนำไปขยายเป็นตัวเลขความเสียหายทั้งจังหวัด

แม่จัน–เมืองเชียงรายกว่า 2,000 ไร่ คือแนวกันชนที่ต้องหยุดให้ได้

การที่อำเภอแม่จันและอำเภอเมืองเชียงรายถูกระบุเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงรวมกว่า 2,000 ไร่ ทำให้สองอำเภอนี้ควรถูกมองเป็นพื้นที่เฝ้าระวังเร่งด่วน เพราะหากมีแหล่งสะสมของแมลงอยู่ต่อเนื่อง ตัวเต็มวัยสามารถเคลื่อนย้ายและวางไข่ในต้นใหม่ ทำให้วงจรเริ่มต้นซ้ำในฤดูกาลถัดไป

มาตรการที่ควรเกิดควบคู่กับการพ่นชีวภัณฑ์จึงต้องเป็น การทำแผนที่การระบาด แยกแปลงที่พบเล็กน้อย ปานกลาง และรุนแรง แล้วติดตามซ้ำในช่วงเวลาคงที่ เพื่อดูว่าขอบเขตการระบาดหดหรือขยาย

หากมีข้อมูลพิกัดระดับแปลง เจ้าหน้าที่สามารถจัดลำดับพื้นที่’intervention ได้ดีกว่าการกระจายชีวภัณฑ์เท่ากันทุกแห่ง และยังช่วยให้รู้ว่าพื้นที่ใดเป็นจุดที่การระบาดเกิดซ้ำต่อเนื่อง

นี่เป็นจุดที่เชียงรายควรพัฒนาไปสู่ระบบ Pest Surveillance มากกว่าการรอให้เกษตรกรแจ้งเมื่อเห็นต้นยืนตายแล้ว

ผลผลิตฤดูหน้ามีความเสี่ยง แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าราคากาแฟทั้งประเทศจะพุ่ง

จากตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้น มีเหตุผลที่จะกังวลว่าผลผลิตกาแฟในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอาจลดลงในฤดูกาลถัดไป โดยเฉพาะแปลงที่ต้นให้ผลผลิตถูกทำลายรุนแรง

แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปว่า การระบาดในเชียงรายครั้งนี้จะทำให้ ราคากาแฟทั้งประเทศ เพิ่มขึ้น เพราะราคากาแฟขึ้นอยู่กับผลผลิตจากหลายจังหวัด ต้นทุนการผลิต ปริมาณนำเข้า สต็อก เมล็ดกาแฟในตลาด และราคากาแฟโลกด้วย

กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่ากาแฟไทยมีทั้งอาราบิกาและโรบัสตา และพื้นที่ปลูกกระจายหลายจังหวัด ขณะที่ห่วงโซ่กาแฟไทยเชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร โรงคั่ว ผู้ประกอบการ ไปจนถึงตลาดนำเข้าและส่งออก

สิ่งที่พูดได้ในตอนนี้คือ หากต้นกาแฟอาราบิกาในพื้นที่ผลิตสำคัญของเชียงรายเสียหายจำนวนมาก ย่อมมีความเสี่ยงต่อปริมาณวัตถุดิบและรายได้เกษตรกรในพื้นที่ แต่ผลต่อราคาประเทศต้องรอข้อมูลผลผลิตจริง

โจทย์ใหญ่กว่าฉีดเชื้อราคือทำอย่างไรให้รู้ “ก่อนระบาดหนัก”

การจัดกิจกรรมวันที่ 5 กันยายนช่วยให้เกษตรกรเห็นวิธีป้องกันและกำจัด แต่หากจังหวัดต้องการหยุดปัญหาเชิงโครงสร้าง ระบบเฝ้าระวังต้องดำเนินต่อหลังงานจบ

อย่างน้อยควรมีฐานข้อมูลรายสัปดาห์หรือรายเดือนว่า พบด้วงในตำบลใด จำนวนกี่ไร่ แนวโน้มเพิ่มหรือลด มีต้นเสียหายรุนแรงกี่เปอร์เซ็นต์ และพื้นที่ใดได้รับการจัดการแล้ว โดยเชื่อมสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และเครือข่ายเกษตรกรเข้าด้วยกัน

แนวคิด “วอร์รูมกาแฟ” จึงมีเหตุผลในฐานะข้อเสนอเชิงนโยบาย หากหมายถึงระบบรวบรวมข้อมูล ติดตามจุดระบาด และจัดสรรทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์บัญชาการขนาดใหญ่ แต่ต้องมีเจ้าภาพและข้อมูลที่อัปเดตจริง

เพราะการควบคุมแมลงเจาะลำต้นมีต้นทุนต่ำกว่ามากเมื่อพบในระยะแรก เทียบกับการเข้าไปแก้เมื่อสวนมีต้นแห้งตายจำนวนมากแล้ว

Climate Change อาจเปลี่ยนแรงกดดันศัตรูพืช แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าคือสาเหตุของการระบาดครั้งนี้

อีกประเด็นที่ควรติดตามคือความสัมพันธ์ระหว่างศัตรูพืชกับสภาพภูมิอากาศ เพราะอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณฝน และสุขภาพของต้นพืชสามารถมีผลต่อวงจรแมลงและเชื้อราหลายชนิด

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปว่าการระบาดของด้วงหนวดยาวในเชียงราย 7,643 ไร่ครั้งนี้ “เกิดจาก Climate Change” โดยตรง เพราะต้องมีข้อมูลระยะยาวเปรียบเทียบทั้งประชากรด้วง อุณหภูมิ ฝน ความชื้น รูปแบบการดูแลสวน และปัจจัยอื่น

สิ่งที่ทำได้คือใช้เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานเกษตรและมหาวิทยาลัยเก็บข้อมูลร่วมกัน หากพบว่าฤดูการระบาดเปลี่ยนไป ระยะวงจรชีวิตสั้นลง หรือพื้นที่เหมาะสมของแมลงขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจะมีหลักฐานมากพอสำหรับอธิบายความเชื่อมโยงเชิงภูมิอากาศ

การแยก “สมมติฐานที่ควรศึกษา” ออกจาก “สาเหตุที่พิสูจน์แล้ว” จะช่วยให้มาตรการรับมือแม่นกว่าเดิม

บ้านแสนใหม่มีอีกโจทย์ ไม่ใช่แค่รักษาสวน แต่ต้องรักษาความเชื่อมั่นของกาแฟพื้นที่สูง

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังเสนอแนวคิดผลักดันบ้านแสนใหม่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยเชื่อมกาแฟ วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ชุมชนเข้ากับกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มช่องทางรายได้ให้ประชาชน

แนวคิดนี้มีโอกาสช่วยกระจายความเสี่ยงด้านรายได้ เพราะเกษตรกรไม่จำเป็นต้องพึ่งการขายเมล็ดกาแฟอย่างเดียว แต่สามารถมีรายได้จากร้านกาแฟ การแปรรูป การท่องเที่ยว หรือผลิตภัณฑ์ชุมชน

แต่สถานะปัจจุบันยังเป็น แนวคิดที่จะผลักดัน ไม่ใช่โครงการที่อนุมัติงบประมาณหรือเปิดดำเนินการแล้ว การพัฒนาต่อจึงต้องตอบทั้งเรื่องเส้นทางท่องเที่ยว ศักยภาพผู้ประกอบการ มาตรฐานบริการ และการจัดการสิ่งแวดล้อม

ที่สำคัญที่สุด การจะขายบ้านแสนใหม่ในฐานะพื้นที่กาแฟคุณภาพได้ การฟื้นสุขภาพสวนต้องมาก่อน เพราะต้นกาแฟคือทุนตั้งต้นของทั้งภาคเกษตรและการท่องเที่ยว

จากการแจกชีวภัณฑ์ ต้องไปถึงระบบเตือนภัยศัตรูกาแฟ

ตัวเลข 7,643 ไร่ทำให้ปัญหาด้วงหนวดยาวไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเหตุเฉพาะหน้า หากพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบจริงในระดับกว้าง สิ่งที่เชียงรายต้องการหลังจากนี้คือข้อมูลที่ละเอียดกว่าจำนวนไร่รวม

ต้องรู้ว่า ต้นเสียหายจริงกี่ต้น เกษตรกรกี่ครัวเรือน ผลผลิตหายเท่าไร พื้นที่ใดกำลังขยาย และมาตรการใดควบคุมได้ผลที่สุด

ข้อมูลเหล่านี้ควรถูกเปิดเป็น Dashboard หรือแผนที่การระบาดเพื่อให้เกษตรกรพื้นที่ใกล้เคียงสามารถเตรียมตัวได้ทัน และให้หน่วยงานส่งเสริมการเกษตรส่งชีวภัณฑ์และเจ้าหน้าที่ไปยังจุดที่มีความเสี่ยงสูงก่อน

ขณะเดียวกัน หากมีการใช้เมตาไรเซียมอย่างจริงจัง ควรมีแปลงติดตามผลเปรียบเทียบก่อนและหลังใช้ พร้อมรายงานจำนวนต้นที่พบแมลงและการเกิดซ้ำในฤดูกาลถัดไป เพื่อเปลี่ยนจาก “กิจกรรมรณรงค์” เป็นมาตรการที่พิสูจน์ผลได้

เชียงรายมีชื่อเสียงจากกาแฟอาราบิกาพื้นที่สูงและกำลังพยายามเพิ่มมูลค่าจากต้นน้ำไปถึงร้านกาแฟ การปล่อยให้ศัตรูพืชทำลายฐานการผลิตจึงไม่ได้กระทบเพียงเกษตรกร แต่สามารถส่งแรงสะเทือนไปถึงโรงแปรรูป โรงคั่ว ร้านกาแฟ และเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่ใช้กาแฟเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์พื้นที่ได้

แต่ขนาดของผลกระทบดังกล่าวต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูล ไม่ใช่การคาดการณ์จากตัวเลขพื้นที่เพียงอย่างเดียว

วันนี้ การฉีดพ่นชีวภัณฑ์ที่บ้านแสนใหม่จึงเป็นเพียงแนวป้องกันแรก ส่วนบททดสอบจริงอยู่ที่ว่า หลังจากรัฐมนตรีกลับไปแล้ว เชียงรายจะสามารถลดพื้นที่ระบาดจาก 7,643 ไร่ลงได้หรือไม่ และจะตรวจพบการระบาดรอบใหม่ก่อนที่ต้นกาแฟจะยืนต้นตายได้เร็วเพียงใด

หากทำได้ นี่อาจเป็นต้นแบบของระบบจัดการศัตรูพืชกาแฟพื้นที่สูงที่ใช้ทั้งชีวภัณฑ์ ข้อมูล และเครือข่ายเกษตรกรร่วมกัน แต่หากการติดตามจบพร้อมกิจกรรมหนึ่งวัน ความเสี่ยงก็ยังคงอยู่ในสวน และอาจกลับมาให้เกษตรกรต้องจ่ายราคาแพงกว่าเดิมในฤดูกาลหน้า.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :