ตัวเลขพาณิชย์เผยนิติบุคคลเชียงรายสะสมทะลุ 9,800 ราย อานิสงส์โครงสร้างพื้นฐานดันเขตเศรษฐกิจพิเศษฟื้นโตกระฉูด
- ภาคธุรกิจจังหวัดเชียงรายครึ่งปีแรก 2569 ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน
- พื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย มีธุรกิจจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 52.38
- ทุนจดทะเบียนใหม่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษขยายตัวถึงร้อยละ 77.89 แตะ 180 ล้านบาท
- กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง โลจิสติกส์ และร้านอาหาร ครองแชมป์การจัดตั้งใหม่สูงสุด
- ทุนต่างชาติจากประเทศจีนยังคงครองสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในพื้นที่เกินร้อยละ 73
โธุรกิจเชียงรายครึ่งปีแรกฟื้นแรง เขตเศรษฐกิจพิเศษตั้งใหม่พุ่งกว่า 52 เปอร์เซ็นต์ รับอานิสงส์การค้าชายแดนและโครงสร้างพื้นฐาน
เชียงราย,31 กรกฎาคม 2569 – ภาคธุรกิจจังหวัดเชียงรายส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายที่ครอบคลุมอำเภอแม่สาย เชียงแสน และเชียงของ ซึ่งมีจำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 52 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนใหม่ขยายตัวเกือบร้อยละ 78 สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อการฟื้นตัวของการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
ข้อมูลการวิเคราะห์สถานการณ์จดทะเบียนธุรกิจระบุว่า เดือนมิถุนายน 2569 จังหวัดเชียงรายมีธุรกิจจัดตั้งใหม่จำนวน 112 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 78 ล้านบาท ขณะที่นิติบุคคลที่ยังดำเนินกิจการอยู่ทั่วทั้งจังหวัดมีจำนวน 9,811 ราย ทุนจดทะเบียนสะสมรวมกว่า 56,161 ล้านบาท
การเพิ่มขึ้นของธุรกิจใหม่ในเชียงรายเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการจัดตั้งธุรกิจทั่วประเทศที่ขยายตัวเช่นกัน โดยเดือนมิถุนายน 2569 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศ 7,979 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.14 จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.61 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน
แม้จำนวนธุรกิจใหม่จะเพิ่มขึ้น แต่ทุนจดทะเบียนเฉลี่ยกลับไม่ได้เติบโตในระดับเดียวกัน ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าการขยายตัวส่วนใหญ่ยังมาจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก มากกว่าการเข้ามาของธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจเชียงรายในระยะต่อไป
ธุรกิจใหม่ทั่วประเทศเพิ่ม แต่ทุนจดทะเบียนลดลง
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เดือนมิถุนายน 2569 ประเทศไทยมีธุรกิจจัดตั้งใหม่จำนวน 7,979 ราย เพิ่มขึ้น 864 ราย หรือร้อยละ 12.14 จากเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีจำนวน 7,115 ราย
เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งมีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,023 ราย พบว่าเพิ่มขึ้น 956 ราย หรือร้อยละ 13.61
ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 15,231 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.12 จากเดือนก่อน แต่ลดลงร้อยละ 15.91 จากเดือนเดียวกันของปีก่อน
ตลอดช่วงครึ่งปีแรกระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน มีธุรกิจจัดตั้งใหม่สะสมทั่วประเทศ 44,773 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.13 จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ขณะที่ทุนจดทะเบียนรวมอยู่ที่ 111,201 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 25.44
ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการยังตัดสินใจเข้าสู่ตลาดและจัดตั้งนิติบุคคลใหม่เพิ่มขึ้น แต่ขนาดเงินลงทุนเฉลี่ยต่อรายลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า การลดลงของทุนจดทะเบียนไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจมีปัญหาโดยตรง แต่อาจสะท้อนจำนวนธุรกิจขนาดใหญ่ที่ลดลง ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กเข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น
เชียงรายมีนิติบุคคลดำเนินกิจการเกือบหนึ่งหมื่นราย
สำหรับจังหวัดเชียงราย ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า มีนิติบุคคลที่ยังดำเนินกิจการอยู่จำนวน 9,811 ราย และมีทุนจดทะเบียนสะสมรวม 56,161.90 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเชียงรายมีฐานธุรกิจขนาดใหญ่ในระดับหนึ่งเมื่อเทียบกับจังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยบทบาททางเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงการค้าชายแดน การขนส่งสินค้า การก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ การเกษตร การแปรรูป และบริการที่เกี่ยวข้อง
พื้นที่นอกเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งรวมถึงอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภออื่น มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 7,876 ราย คิดเป็นร้อยละ 80.28 ของทั้งจังหวัด และถือครองทุนจดทะเบียนรวม 49,900.45 ล้านบาท หรือร้อยละ 88.85 ของทุนทั้งหมด
ส่วนพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายมีนิติบุคคลรวม 1,935 ราย คิดเป็นร้อยละ 19.72 ของทั้งจังหวัด และมีทุนจดทะเบียนรวม 6,261.45 ล้านบาท
โครงสร้างดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้พื้นที่ชายแดนจะมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ แต่การสะสมทุนส่วนใหญ่ยังคงกระจุกอยู่ในอำเภอเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจตอนใน
เขตเศรษฐกิจพิเศษฟื้นตัวจากฐานต่ำ
ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายมีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 128 ราย เพิ่มขึ้น 44 ราย หรือร้อยละ 52.38 จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีเพียง 84 ราย
ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เพิ่มจาก 101.43 ล้านบาทในครึ่งปีแรกของปี 2568 เป็น 180.44 ล้านบาทในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 77.89
อัตราการเติบโตที่สูงเกิดขึ้นส่วนหนึ่งจากฐานที่ลดลงมากในปีก่อน โดยในครึ่งปีแรกของปี 2568 จำนวนธุรกิจใหม่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษลดลงร้อยละ 56.70 จากปีก่อนหน้า และทุนจดทะเบียนลดลงร้อยละ 64.06
ดังนั้น การขยายตัวในปี 2569 จึงควรถูกมองทั้งในฐานะสัญญาณฟื้นตัวและการกลับคืนจากจุดต่ำ ไม่ใช่การเติบโตที่สูงต่อเนื่องจากฐานปกติเพียงอย่างเดียว
เมื่อพิจารณาย้อนหลัง พบว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายมีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 212 ราย สูงกว่าระดับปี 2569 ขณะที่ทุนจดทะเบียนในปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 320 ล้านบาท
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า แม้ปี 2569 จะฟื้นตัวแรงเมื่อเทียบกับปี 2568 แต่การจัดตั้งธุรกิจและทุนจดทะเบียนยังไม่กลับไปสู่ระดับสูงสุดของช่วงก่อนหน้าอย่างเต็มที่
แม่สายยังเป็นศูนย์กลางธุรกิจชายแดน
ในสามอำเภอของเขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอแม่สายมีนิติบุคคลดำเนินกิจการมากที่สุดจำนวน 1,134 ราย คิดเป็นร้อยละ 11.56 ของนิติบุคคลทั้งจังหวัด และมีทุนจดทะเบียนรวม 3,069.58 ล้านบาท
อำเภอเชียงแสนมีนิติบุคคล 431 ราย ทุนจดทะเบียน 2,063.96 ล้านบาท ส่วนอำเภอเชียงของมีนิติบุคคล 370 ราย ทุนจดทะเบียน 1,127.90 ล้านบาท
บทบาทของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน
แม่สายเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนทางบกที่เชื่อมโยงกับเมียนมา มีธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก การเงิน การขนส่ง และบริการที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางจำนวนมาก
เชียงแสนมีบทบาทด้านท่าเรือ การค้าทางแม่น้ำโขง การขนส่งสินค้า และการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์
เชียงของเป็นประตูเชื่อมไทยกับ สปป.ลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 4 และเส้นทาง R3A ที่เชื่อมต่อไปยังจีนตอนใต้
ความแตกต่างของพื้นที่ทำให้ยุทธศาสตร์พัฒนาธุรกิจไม่ควรใช้แนวทางเดียวกันทั้งหมด แม่สายอาจต้องเน้นการฟื้นฟูการค้าชายแดนและระบบค้าปลีก เชียงแสนต้องให้ความสำคัญกับท่าเรือและโลจิสติกส์ทางน้ำ ขณะที่เชียงของมีศักยภาพด้านคลังสินค้า การขนส่งข้ามแดน และการเชื่อมโยงระบบรางในอนาคต
ก่อสร้าง โลจิสติกส์ และร้านอาหารนำการจัดตั้งใหม่
ธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุดในเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 คือธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 13 ราย ทุนจดทะเบียน 18.50 ล้านบาท
อันดับสองคือธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าและตัวแทนออกของ จำนวน 9 ราย ทุนจดทะเบียน 10.40 ล้านบาท
อันดับสามคือธุรกิจบริการอาหารในภัตตาคารและร้านอาหาร จำนวน 7 ราย ทุนจดทะเบียน 10.50 ล้านบาท
การเพิ่มขึ้นของธุรกิจก่อสร้างและโลจิสติกส์สอดคล้องกับความคาดหวังต่อโครงการโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ การขยายคลังสินค้า และความต้องการบริการขนส่งข้ามพรมแดน
อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงการเพิ่มขึ้นของธุรกิจทั้งหมดเข้ากับโครงการรถไฟเพียงปัจจัยเดียวอาจยังเร็วเกินไป เพราะการตัดสินใจจัดตั้งธุรกิจยังขึ้นอยู่กับภาวะการค้า ราคาวัสดุ ต้นทุนแรงงาน อัตราดอกเบี้ย และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการด้วย
ส่วนการเติบโตของร้านอาหารสะท้อนการฟื้นตัวของกิจกรรมท่องเที่ยว การประชุม และการเดินทางระหว่างพื้นที่ แต่ธุรกิจประเภทนี้ยังมีการแข่งขันสูงและอัตราการเลิกกิจการที่ต้องจับตา
ธุรกิจร้านอาหารโตพร้อมความเสี่ยงปิดกิจการ
ในระดับประเทศ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหารมีการจัดตั้งใหม่ช่วงครึ่งปีแรกจำนวน 2,119 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.67 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในเวลาเดียวกัน ธุรกิจร้านอาหารยังติดหนึ่งในสามอันดับธุรกิจที่จดทะเบียนเลิกกิจการมากที่สุด โดยเดือนมิถุนายน 2569 มีธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหารเลิกกิจการ 75 ราย คิดเป็นร้อยละ 4 ของธุรกิจที่เลิกทั้งหมด
ภาพนี้สะท้อนลักษณะเฉพาะของธุรกิจอาหาร ซึ่งมีผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก แต่ต้องเผชิญต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าแรง การแข่งขัน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
สำหรับเชียงราย การสนับสนุนร้านอาหารจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการ แต่ควรช่วยด้านมาตรฐานอาหาร การบริหารต้นทุน การตลาดดิจิทัล การเชื่อมวัตถุดิบท้องถิ่น และการสร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่าง
เมืองกาแฟและเมืองท่องเที่ยวสามารถสร้างโอกาสให้ธุรกิจอาหารได้ แต่หากทุกร้านแข่งขันด้วยสินค้าคล้ายกันและราคาต่ำ ผลกำไรของผู้ประกอบการอาจไม่ยั่งยืน
ผู้ประกอบการในเขตเศรษฐกิจพิเศษกว่า 98 เปอร์เซ็นต์เป็น SMEs
นิติบุคคลในเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายเกือบทั้งหมดเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
ธุรกิจขนาดเล็กมีจำนวน 1,802 ราย คิดเป็นร้อยละ 93.13 ธุรกิจขนาดกลางมี 98 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.06 และธุรกิจขนาดใหญ่มีเพียง 35 ราย หรือร้อยละ 1.81
โครงสร้างเช่นนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจชายแดนของเชียงรายพึ่งพา SMEs อย่างมาก ทั้งร้านค้า ผู้รับเหมา บริษัทขนส่ง ตัวแทนศุลกากร ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ
ข้อดีคือ SMEs สามารถปรับตัวเร็วและสร้างงานในท้องถิ่นได้มาก แต่ข้อจำกัดคือมักมีเงินทุนไม่สูง อำนาจต่อรองต่ำ และรับผลกระทบจากความผันผวนได้ง่าย
เมื่อเกิดการชะลอตัวของการค้าชายแดน ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ราคาน้ำมันเพิ่ม หรือค่าเงินบาทผันผวน ผู้ประกอบการรายเล็กจะได้รับผลกระทบก่อนธุรกิจขนาดใหญ่
จังหวัดจึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบสนับสนุนทั้งด้านสินเชื่อ ความรู้บัญชี การค้าระหว่างประเทศ มาตรฐานสินค้า ระบบดิจิทัล และการเข้าถึงข้อมูลตลาด
ธุรกิจค้าส่งสร้างรายได้สูง แต่กำไรบาง
จากงบการเงินปี 2567 ของนิติบุคคลในเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายจำนวน 1,358 ราย พบว่ามีรายได้รวม 59,295.37 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 377.03 ล้านบาท
ธุรกิจขายส่งสินค้าทั่วไปสร้างรายได้สูงสุด 16,105.76 ล้านบาท จาก 75 นิติบุคคล มีกำไรสุทธิรวม 108.50 ล้านบาท
อันดับสองคือร้านขายปลีกเครื่องประดับ มีรายได้รวม 10,152.76 ล้านบาท กำไรสุทธิ 24.01 ล้านบาท
อันดับสามคือตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าและตัวแทนออกของ มีรายได้ 6,283.87 ล้านบาท กำไรสุทธิ 42.19 ล้านบาท
แม้ยอดรายได้จะสูง แต่เมื่อเปรียบเทียบกำไรสุทธิกับรายได้ อัตรากำไรยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าธุรกิจค้าชายแดนมีปริมาณเงินหมุนเวียนมาก แต่ต้องเผชิญการแข่งขันและต้นทุนสูง
ตัวเลขกำไรสุทธิรวม 377.03 ล้านบาท เทียบกับรายได้รวมกว่า 59,295 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 1
ภาวะดังกล่าวหมายความว่า หากต้นทุนขนส่ง ค่าเงิน ดอกเบี้ย หรือราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ผลกำไรของผู้ประกอบการอาจลดลงอย่างรวดเร็ว
ยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจชายแดนจึงควรเน้นการเพิ่มมูลค่า ไม่ใช่เพิ่มปริมาณการค้าผ่านแดนเพียงอย่างเดียว
อสังหาริมทรัพย์ถือทุนสูง แม้จำนวนบริษัทไม่มาก
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 62 ราย แต่มีทุนจดทะเบียนรวมสูงถึง 1,232.50 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 19.68 ของทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ
ตัวเลขนี้สูงกว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีจำนวนบริษัทมากกว่า แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในที่ดิน อาคาร โครงการพาณิชย์ และทรัพย์สินถาวรยังเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างทุนชายแดน
อย่างไรก็ตาม การมีทุนจดทะเบียนสูงไม่ได้หมายความว่าโครงการทุกแห่งดำเนินงานเต็มประสิทธิภาพ จึงต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลรายได้ การใช้ประโยชน์ที่ดิน อัตราว่างของอาคาร และภาวะตลาดในแต่ละพื้นที่
การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เชื่อมกับโลจิสติกส์ คลังสินค้า โรงแรม หรือศูนย์บริการอาจสร้างกิจกรรมเศรษฐกิจต่อเนื่อง แต่การถือครองที่ดินเพื่อรอราคาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้สร้างงานหรือรายได้ให้ท้องถิ่นในระยะสั้น
ทุนต่างชาติจีนครองสัดส่วนกว่า 73 เปอร์เซ็นต์
มูลค่าเงินลงทุนต่างชาติสะสมในเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายอยู่ที่ 285.18 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4.67 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมดในเขตพื้นที่
นักลงทุนจากจีนมีมูลค่าการลงทุนสูงสุด 209.69 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 73.53 ของเงินลงทุนต่างชาติทั้งหมด
รองลงมาคือเมียนมา 12.76 ล้านบาท และญี่ปุ่น 8.22 ล้านบาท ส่วนประเทศอื่นมีมูลค่ารวม 54.51 ล้านบาท
สัดส่วนของทุนจีนที่สูงสะท้อนความเชื่อมโยงของเชียงรายกับเส้นทาง R3A และ R3B รวมถึงบทบาทของจีนตอนใต้ในด้านการค้า การท่องเที่ยว การขนส่ง และการลงทุน
อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาทุนจากประเทศเดียวในสัดส่วนสูงอาจเพิ่มความเสี่ยง หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว นโยบายควบคุมเงินทุนเปลี่ยนแปลง หรือเส้นทางการค้าประสบปัญหา
จังหวัดจึงควรดึงดูดการลงทุนจากหลายประเทศและส่งเสริมให้เงินลงทุนต่างชาติสร้างการจ้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่ใช่ดำเนินงานแยกออกจากเศรษฐกิจชุมชน
ทุนต่างชาติเริ่มเข้าสู่เทคโนโลยีชีวภาพ
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ การลงทุนต่างชาติในธุรกิจวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งมีทุนจดทะเบียนและเงินลงทุนต่างชาติ 66 ล้านบาท โดยถือหุ้นต่างชาติเต็มร้อยละ 100
นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในธุรกิจผลิตเครื่องหอม เครื่องสำอาง ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ และผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูปขั้นต้น
การขยับจากธุรกิจค้าส่งแบบดั้งเดิมเข้าสู่เทคโนโลยีชีวภาพอาจเปิดโอกาสให้เชียงรายนำทรัพยากรเกษตร สมุนไพร และความหลากหลายทางชีวภาพมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
แต่การลงทุนประเภทนี้ต้องมีระบบกำกับด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญา ความปลอดภัย และการแบ่งปันผลประโยชน์กับเจ้าของทรัพยากรหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเหมาะสม
หากพัฒนาอย่างมีทิศทาง เชียงรายสามารถเชื่อมภาคเกษตรกับงานวิจัย มหาวิทยาลัย และอุตสาหกรรมแปรรูปได้ แต่หากขาดระบบรองรับ อาจกลายเป็นเพียงการนำวัตถุดิบออกจากพื้นที่โดยมูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ไม่ได้กลับคืนสู่ชุมชน
ธุรกิจเลิกกิจการเพิ่มขึ้น ต้องติดตามคุณภาพการฟื้นตัว
แม้จำนวนธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น แต่การเลิกกิจการทั่วประเทศก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
เดือนมิถุนายน 2569 มีธุรกิจจดทะเบียนเลิก 1,760 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 68.10 จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.89 จากเดือนเดียวกันของปีก่อน
ตลอดครึ่งปีแรกมีธุรกิจเลิกกิจการสะสม 7,024 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.49 จากช่วงเดียวกันของปี 2568
ธุรกิจที่เลิกมากที่สุดคือก่อสร้างอาคารทั่วไป 154 ราย รองลงมาคืออสังหาริมทรัพย์ 105 ราย และร้านอาหาร 75 ราย
ตัวเลขนี้มีความสำคัญต่อเชียงราย เพราะธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุดในเขตเศรษฐกิจพิเศษคือก่อสร้าง ร้านอาหาร และบริการเกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่มีความเสี่ยงเลิกกิจการในระดับประเทศ
ดังนั้น การเติบโตของจำนวนการจดทะเบียนไม่ควรถูกใช้เป็นตัวชี้วัดความแข็งแรงเพียงอย่างเดียว ต้องติดตามด้วยว่าธุรกิจสามารถอยู่รอดเกินหนึ่งปี มีรายได้ กำไร และจ้างงานได้จริงหรือไม่
ระบบจดทะเบียนออนไลน์ช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ปรับบริการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจและการขออนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างชาติเป็นระบบออนไลน์เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 รวมถึงเปิดให้บริการในวันเสาร์และอาทิตย์
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวช่วยลดเวลาและค่าเดินทาง โดยเฉพาะผู้ประกอบการในจังหวัดชายแดนที่อยู่ห่างจากหน่วยงานส่วนกลาง
ระบบดิจิทัลยังช่วยให้การจดทะเบียนรวดเร็วขึ้น แต่ผู้ประกอบการรายย่อยอาจต้องได้รับการสนับสนุนด้านความรู้ การยืนยันตัวตน การจัดเตรียมเอกสาร และความปลอดภัยทางไซเบอร์
สำหรับเชียงราย ควรมีจุดให้คำปรึกษาในพื้นที่อำเภอชายแดนหรือผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อไม่ให้ระบบออนไลน์กลายเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการที่มีทักษะดิจิทัลจำกัด
เชียงรายต้องเปลี่ยนจากทางผ่านสู่พื้นที่สร้างมูลค่า
การเติบโตของธุรกิจใหม่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นสัญญาณบวก แต่โจทย์ใหญ่ของเชียงรายคือจะทำอย่างไรให้การค้า การขนส่ง และเงินลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มในจังหวัดได้มากขึ้น
หากสินค้าจากจีนหรือประเทศเพื่อนบ้านเพียงผ่านเชียงรายไปยังจังหวัดอื่น รายได้ที่เกิดในพื้นที่อาจจำกัดอยู่ที่ค่าขนส่ง ค่าน้ำมัน และบริการบางส่วน
จังหวัดจึงควรพัฒนาธุรกิจคลังสินค้า การคัดแยก บรรจุภัณฑ์ ห้องเย็น การตรวจมาตรฐาน การแปรรูป และบริการศุลกากรที่มีประสิทธิภาพ
สินค้าเกษตรของเชียงราย เช่น กาแฟ ชา ข้าว ผลไม้ สมุนไพร และสินค้าอัตลักษณ์ สามารถเชื่อมกับระบบโลจิสติกส์เพื่อเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้ แต่ต้องมีมาตรฐาน คุณภาพ และความสามารถในการผลิตสม่ำเสมอ
การพัฒนาระบบรางและเส้นทางข้ามแดนควรช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่ใช่เอื้อเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่จากภายนอกพื้นที่
การฟื้นตัวต้องวัดจากรายได้ งาน และการอยู่รอด
ตัวเลขธุรกิจจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.38 ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายเป็นสัญญาณที่สร้างความหวัง หลังจากปี 2568 เผชิญการลดลงอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม การประเมินความแข็งแรงของเศรษฐกิจชายแดนต้องดูมากกว่าจำนวนใบทะเบียน
ตัวชี้วัดสำคัญควรรวมถึงจำนวนการจ้างงาน รายได้ของธุรกิจ อัตรากำไร การชำระภาษี การอยู่รอดของกิจการ และสัดส่วนการซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการท้องถิ่น
การลงทุนต่างชาติควรถูกวัดว่ามีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างตำแหน่งงานคุณภาพหรือไม่ ขณะที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานควรประเมินว่าช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้จริงเพียงใด
สำหรับ SMEs การเข้าถึงสินเชื่อและตลาดยังเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่กำไรธุรกิจค้าส่งอยู่ในระดับบางและการแข่งขันด้านราคาสูง
สัญญาณบวกที่ยังต้องบริหารความเสี่ยง
ภาพรวมครึ่งปีแรกของปี 2569 แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจเชียงรายกำลังกลับมาเคลื่อนไหว โดยมีเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นพื้นที่ที่ฟื้นตัวเด่นจากฐานต่ำในปีก่อน
ธุรกิจก่อสร้าง โลจิสติกส์ ร้านอาหาร และอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นกลุ่มสำคัญ ขณะที่ทุนต่างชาติเริ่มขยายเข้าสู่เทคโนโลยีชีวภาพและอุตสาหกรรมมูลค่าสูงมากขึ้น
แต่การเพิ่มขึ้นของธุรกิจเลิกกิจการทั่วประเทศ อัตรากำไรที่ต่ำของภาคค้าส่ง และโครงสร้างธุรกิจที่พึ่งพา SMEs จำนวนมาก เป็นสัญญาณว่าการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง
เชียงรายจึงจำเป็นต้องใช้ช่วงเวลาที่ความเชื่อมั่นกลับมา เร่งพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ เชื่อมโยงทุนต่างชาติกับธุรกิจท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าสินค้า และเตรียมระบบรองรับโครงสร้างพื้นฐานใหม่
หากทำได้ เขตเศรษฐกิจพิเศษจะไม่เป็นเพียงพื้นที่ที่มีบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น แต่จะกลายเป็นกลไกสร้างงาน กระจายรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจชายแดนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- กระทรวงพาณิชย์