ผู้ว่าฯ เชียงราย นั่งประธานสั่งตรวจเข้ม 3 ด่านชายแดน หวั่นน้ำมันและสารเคมีรั่วไหลเอื้อกลุ่มทุนสีเทา

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • เชียงรายตั้งคณะกรรมการคุมเข้มสินค้าชายแดนด่านแม่สาย เชียงแสน และเชียงของ ตรวจสอบน้ำมันและสารเคมี
  • พลังงานจังหวัดขยายผลเรือน้ำมันที่สำแดงเอกสารส่งออกไป สปป.ลาว แต่แอบเปลี่ยนทิศทางกลางแม่น้ำโขงไปเมียนมา
  • กรมการขนส่งทางบกสกัดจับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์สัญชาติจีน 7 คัน ที่เดินทางเข้าประเทศทางด่านเชียงของ
  • พบรถจีนกลุ่มดังกล่าวฝ่าฝืนข้อตกลง GMS วิ่งลักลอบออกนอกเส้นทางที่ได้รับอนุญาตลงไปขนส่งผลไม้ทุเรียนที่ชุมพร
  • ผู้ว่าฯ ย้ำมาตรการเชิงรุกเชื่อมโยงข้อมูล ดับเครื่องชนการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและปกป้องผลประโยชน์ผู้ประกอบการไทย

เชียงรายคุมเข้มชายแดน จับตาน้ำมันและสารเคมี 3 อำเภอหลัก ขยายผลเรือน้ำมันเปลี่ยนเส้นทาง พร้อมสกัดรถบรรทุกจีนฝ่าฝืนข้อตกลง GMS

เชียงราย,วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 – เชียงรายกำลังยกระดับการควบคุมความเคลื่อนไหวของสินค้าและยานพาหนะข้ามพรมแดนพร้อมกันหลายด้าน หลังพบสัญญาณความเสี่ยงทั้งการลักลอบเปลี่ยนปลายทางส่งออกน้ำมัน และรถบรรทุกต่างชาติที่เดินรถออกนอกเส้นทางซึ่งได้รับอนุญาตตามข้อตกลงระหว่างประเทศ

มาตรการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งปิดกั้นการค้าชายแดน แต่เป็นการจัดระเบียบการเคลื่อนย้ายสินค้าให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ ป้องกันสินค้าที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ตั้งวงคุมสินค้าชายแดน 3 ด่านหลักของเชียงราย

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ในฐานะผู้อำนวยการควบคุมสินค้าตามชายแดนจังหวัดเชียงราย และประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการควบคุมสินค้าตามชายแดนจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการควบคุมสินค้าตามชายแดนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

การประชุมมีนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจ นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้ากลุ่มภารกิจพิเศษ ซึ่งกำกับดูแลด้านพลังงาน ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง พลังงาน อุตสาหกรรม ศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จังหวัดเชียงรายระบุว่าได้แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจและติดตามสถานการณ์สินค้าตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยการประชุมครั้งนี้มุ่งพิจารณาข้อมูลนำเข้าและส่งออกจากด่านศุลกากรหลัก 3 แห่ง ได้แก่ ด่านศุลกากรแม่สาย ด่านศุลกากรเชียงแสน และด่านศุลกากรเชียงของ ซึ่งเป็นประตูการค้าสำคัญเชื่อมโยงไทยกับเมียนมา สปป.ลาว และเส้นทางต่อเนื่องไปยังจีนตอนใต้

จับตาน้ำมันและสารเคมีในแม่สาย เชียงแสน และเชียงของ

ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการควบคุมปริมาณการใช้และการส่งออกสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่ชายแดน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของ

กลุ่มสินค้าที่ต้องติดตามใกล้ชิดเป็นพิเศษคือ น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าควบคุมตามประกาศของกระทรวงกลาโหม โดยสำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงรายจะทำหน้าที่ตรวจสอบปริมาณการใช้ การซื้อขาย และการส่งออก เพื่อป้องกันการลักลอบหรือการนำไปใช้ผิดจากวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้

อีกกลุ่มหนึ่งคือสารเคมี ซึ่งอยู่ในประเภทสินค้าควบคุมที่ต้องติดตามเช่นเดียวกัน โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงรายจะร่วมตรวจสอบปริมาณการนำเข้า การครอบครอง และการใช้ในพื้นที่อย่างละเอียด เนื่องจากสินค้าบางชนิดอาจมีทั้งประโยชน์ทางอุตสาหกรรมและความเสี่ยงด้านความมั่นคง หากตกไปอยู่ในช่องทางที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าการควบคุมชายแดนในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเพียงว่าสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรถูกต้องหรือไม่ แต่ต้องตรวจสอบต่อไปถึงผู้รับปลายทาง เส้นทางการขนส่ง และความสอดคล้องระหว่างปริมาณสินค้าที่แจ้งส่งออกกับปริมาณที่ประเทศปลายทางรับเข้า

ผู้ว่าฯ ย้ำมาตรการเชิงรุกต้องปกป้องทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจ

นายชูชีพเน้นย้ำว่า การควบคุมสินค้าตามแนวชายแดนเป็นกลไกเชิงรุกเพื่อป้องกันปัญหาความมั่นคง สกัดกั้นการลักลอบค้าของเถื่อน และคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ

หลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการข้อมูลและปฏิบัติการร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ ปกครอง พลังงาน อุตสาหกรรม และศุลกากร โดยใช้การบังคับใช้กฎหมายควบคู่กับการตรวจสอบข้อมูลการค้าจริง

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การเพิ่มด่านตรวจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเชื่อมฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ต้นทาง เช่น ปริมาณสั่งซื้อที่เพิ่มสูงผิดปกติ เอกสารปลายทางไม่ตรงกับเส้นทางเดินเรือ หรือการนำยานพาหนะต่างชาติออกนอกแนวเส้นทางที่ได้รับอนุญาต

เปิดพฤติการณ์เรือน้ำมันอ้างส่งลาว แต่เปลี่ยนเส้นทางไปเมียนมา

นายปรศักดิ์ งามสมภาค พลังงานจังหวัดเชียงราย เปิดเผยถึงกรณีการตรวจพบเรือบรรทุกน้ำมันที่ด่านเชียงแสน ซึ่งมีพฤติการณ์สำแดงเอกสารว่าจะส่งน้ำมันไปยัง สปป.ลาว แต่ภายหลังมีข้อมูลว่าเรือเปลี่ยนเส้นทางกลางแม่น้ำไปยังเมียนมา

การตรวจสอบดำเนินการร่วมกับสำนักงานสรรพสามิตจังหวัดเชียงรายและด่านศุลกากรเชียงแสน อย่างไรก็ตาม เมื่อเรือออกจากท่าเรือเชียงแสนและพ้นเขตน่านน้ำไทย หน่วยงานไทยไม่สามารถติดตามตรวจสอบในพื้นที่นอกเขตราชอาณาจักรได้โดยตรง

ช่องว่างดังกล่าวกลายเป็นจุดสำคัญของการสืบสวน เนื่องจากเอกสารส่งออกอาจระบุประเทศหนึ่งเป็นปลายทาง แต่เส้นทางการเดินเรือจริงอาจนำสินค้าไปยังอีกประเทศหนึ่ง

ข้อมูลที่เผยแพร่โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายยังระบุถึงการติดตามกรณีที่อ้างเส้นทางส่งน้ำมันไปยัง สปป.ลาว แต่มีข้อสงสัยว่าสินค้าบางส่วนถูกส่งต่อไปยังเมียนมา ซึ่งหน่วยงานเกี่ยวข้องอยู่ระหว่างขยายผลเส้นทางและปริมาณน้ำมัน

ตัวเลขยังไม่ผิดปกติ แต่ต้องตรวจสอบปลายทางให้ตรงกัน

เบื้องต้น กระทรวงพลังงานรายงานว่าปริมาณน้ำมันตามคำสั่งซื้อยังอยู่ในระดับเดิม ไม่พบการเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ สปป.ลาวไม่ได้รับซื้อน้ำมันเพิ่มจากข้อตกลงเดิม

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรวมที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายความว่าจะตัดความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนปลายทางออกไปได้ทั้งหมด เพราะประเด็นที่ต้องตรวจสอบคือ น้ำมันที่ออกจากประเทศไทยตามเอกสารนั้นถูกส่งมอบให้ผู้ซื้อในประเทศที่ระบุไว้จริงหรือไม่

แนวทางหลังจากนี้จึงเป็นการสืบสวนเชิงลึก เปรียบเทียบยอดส่งออกจากฝั่งไทยกับยอดนำเข้าของประเทศปลายทาง รวมถึงประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างด่านเชียงแสนกับหน่วยงานในแขวงบ่อแก้วของ สปป.ลาว

หากปริมาณน้ำมันที่ไทยแจ้งว่าส่งออกไม่ตรงกับปริมาณที่ฝั่งลาวรับเข้า ความแตกต่างของตัวเลขจะกลายเป็นหลักฐานสำคัญสำหรับการขยายผลว่า น้ำมันถูกเปลี่ยนเส้นทางระหว่างทางหรือมีการส่งต่อไปยังประเทศอื่นหรือไม่

จากแม่น้ำโขงสู่ถนน GMS ปัญหาชายแดนไม่ได้มีเพียงสินค้า

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน กรมการขนส่งทางบกได้ยกระดับการตรวจสอบรถบรรทุกต่างชาติที่เดินรถผิดเส้นทางภายใต้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS

กรมการขนส่งทางบกสั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดบูรณาการร่วมกับตำรวจทางหลวง ตำรวจภูธร ด่านศุลกากร และสถานีตรวจสอบน้ำหนักของแขวงทางหลวง เพื่อตั้งด่าน ตรวจสอบ และเฝ้าระวังรถบรรทุกต่างชาติที่ไม่ได้เดินรถตามแนวเส้นทางที่ได้รับอนุญาต

มาตรการนี้เกิดขึ้นหลังตรวจพบรถบรรทุกสินค้าสัญชาติจีนลักลอบเดินทางออกนอกเส้นทางตามข้อตกลง GMS ลงไปบรรทุกผลไม้ในจังหวัดชุมพร ทั้งที่รถดังกล่าวขึ้นทะเบียนไว้สำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามเส้นทางที่กำหนด

รถจีน 7 คัน เข้าทางเชียงของ ก่อนถูกพบที่ชุมพร

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์สัญชาติจีนชุดแรกจำนวน 5 คัน ซึ่งเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยทางด่านศุลกากรเชียงของ จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ก่อนลักลอบออกนอกเส้นทางที่ได้รับอนุญาตและลงไปบรรทุกผลไม้ในจังหวัดชุมพร

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 บริษัทชิปปิ้งที่เกี่ยวข้องเข้าพบเจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงราย จากการสอบสวนเพิ่มเติมพบรถบรรทุกจีนที่กระทำผิดเพิ่มอีก 2 คัน ทำให้จำนวนรถที่เกี่ยวข้องรวมเป็น 7 คัน

เจ้าหน้าที่ประสานนำรถทั้งหมดไปรวมไว้ที่ตลาดจำหน่ายทุเรียนมรกต จังหวัดชุมพร พร้อมตรวจสอบหลักฐานและระบุตัวพนักงานขับรถครบทั้งหมด ตำรวจได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้ขับขี่ทั้ง 7 รายแล้ว ขณะที่สำนักงานขนส่งจังหวัดที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลให้รถทุกคันกลับเข้าสู่เส้นทางซึ่งได้รับอนุญาตตามความตกลง GMS

ความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการไทย หากปล่อยให้วิ่งนอกเส้นทาง

กรณีรถบรรทุกต่างชาติเดินทางออกนอกเส้นทางที่กำหนดไม่ได้เป็นเพียงความผิดด้านการเดินรถ แต่มีผลกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันของธุรกิจขนส่งภายในประเทศ

รถที่ได้รับอนุญาตภายใต้ข้อตกลงข้ามพรมแดนมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งระหว่างประเทศตามเส้นทางที่ตกลงกัน ไม่ได้หมายความว่าสามารถเข้าไปแสวงหางานขนส่งภายในประเทศได้อย่างเสรี

หากปล่อยให้รถต่างชาติวิ่งไปรับสินค้าในพื้นที่อื่นนอกเส้นทาง นอกจากจะทำให้ยากต่อการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและน้ำหนักบรรทุกแล้ว ยังอาจสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการรถบรรทุกไทย ซึ่งต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขใบอนุญาต ภาษี มาตรฐานรถ และกฎหมายแรงงานภายในประเทศ

กรมการขนส่งทางบกจึงกำชับให้สำนักงานขนส่งจังหวัดและหน่วยงานด้านความมั่นคงเฝ้าระวังต่อเนื่อง หากพบการฝ่าฝืนให้ดำเนินคดีตามกฎหมายและรายงานส่วนกลาง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้สิทธิภายใต้ข้อตกลงระหว่างประเทศผิดจากวัตถุประสงค์

เชียงรายกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบทั้งระบบ

ทั้งกรณีเรือบรรทุกน้ำมันและรถบรรทุกจีนสะท้อนบทบาทของเชียงรายในฐานะประตูการค้าชายแดนที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกกับการรักษาความมั่นคง

ด่านแม่สาย ด่านเชียงแสน และด่านเชียงของไม่ได้เป็นเพียงจุดผ่านแดนของคนและสินค้า แต่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ทอดยาวไปยังประเทศเพื่อนบ้านและจังหวัดอื่นของไทย หากข้อมูลต้นทางไม่ถูกเชื่อมโยงกับปลายทาง การตรวจสอบเฉพาะจุดผ่านแดนอาจไม่เพียงพอต่อรูปแบบการกระทำผิดที่เปลี่ยนแปลงไป

กรณีเรือน้ำมันแสดงให้เห็นความจำเป็นของการจับคู่ข้อมูลส่งออกและนำเข้าระหว่างประเทศ ส่วนกรณีรถบรรทุกจีนแสดงให้เห็นความสำคัญของการติดตามยานพาหนะหลังผ่านด่านเข้าประเทศแล้ว

การควบคุมชายแดนในระยะต่อไปจึงต้องเดินหน้าไปมากกว่าการตรวจเอกสาร ณ ด่าน แต่ต้องสามารถติดตามเส้นทางสินค้า ตรวจสอบผู้รับปลายทาง เชื่อมข้อมูลระหว่างจังหวัด และประสานข้อมูลกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเป็นระบบ

เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่การลดปริมาณการค้า แต่คือการทำให้การค้าชายแดนเชียงรายเติบโตบนกติกาที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เปิดช่องให้ผู้กระทำผิดใช้เส้นทางการค้าระหว่างประเทศสร้างผลประโยชน์โดยกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :