เครื่องสแกนสนามบินมองเห็นยาเสพติดหรือไม่ เปิดความจริงเรื่อง AVSEC ที่สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน
Summary
- เครื่องเอกซเรย์สนามบินตรวจจับได้เพียงรูปทรงและความหนาแน่น ไม่สามารถระบุสูตรเคมีของยาเสพติดได้โดยตรง
- สีส้มบนหน้าจอเครื่องสแกนหมายถึงสารอินทรีย์ทั่วไป เช่น แป้ง หรืออาหาร ไม่ใช่สัญลักษณ์ระบุยาเสพติดโดยเฉพาะ
- เจ้าหน้าที่ AVSEC มีภารกิจหลักคือการสกัดกั้นอาวุธและวัตถุระเบิดเพื่อปกป้องเที่ยวบิน ไม่ใช่การสืบสวนยาเสพติด
- ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ประกาศยกเลิกการใช้เครื่องตรวจจับโลหะแบบมือถือ เริ่มวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
- ปรับเปลี่ยนกระบวนการสแกนร่างกายมาใช้ระบบ Walk-Through และ Body Scanner ตามข้อกำหนด กพท. ฉบับที่ 113
จริงหรือมั่ว เครื่องสแกนสนามบินมองเห็นยาเสพติดหรือไม่ เปิดความจริงเรื่อง AVSEC ที่สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน
เชียงราย 30 มิถุนายน 2569 ทุกครั้งที่เกิดคดีผู้โดยสารหรือลูกเรือถูกจับพร้อมยาเสพติดที่สนามบินปลายทาง คำถามหนึ่งมักเกิดขึ้นแทบจะทันทีว่า เหตุใดสิ่งของเหล่านั้นจึงผ่านเครื่องเอกซเรย์จากสนามบินต้นทางมาได้ หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่เห็นสิ่งผิดปกติบนหน้าจอ
คำตอบไม่ได้มีเพียงว่าเครื่องมองเห็นหรือมองไม่เห็น เพราะระบบตรวจค้นในสนามบินประกอบด้วยเทคโนโลยี บุคลากร ข่าวกรอง การประเมินความเสี่ยง และอำนาจหน้าที่ของหลายหน่วยงานซึ่งมีวัตถุประสงค์ต่างกัน
ข้อเท็จจริงที่ควรทำความเข้าใจให้ตรงกันคือ เครื่องเอกซเรย์สามารถแสดงรูปร่าง ความหนาแน่น และประเภทโดยประมาณของวัสดุภายในสัมภาระได้ แต่ไม่สามารถยืนยันจากภาพเพียงอย่างเดียวว่าวัตถุหรือผงที่เห็นเป็นยาเสพติดชนิดใด ขณะที่เจ้าหน้าที่ AVSEC มีภารกิจหลักในการรักษาความปลอดภัยของการบิน โดยเฉพาะการสกัดอาวุธ วัตถุระเบิด และวัตถุต้องห้ามซึ่งอาจถูกนำไปใช้ก่อเหตุบนอากาศยาน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า เมื่อพบสิ่งผิดกฎหมายแล้วเจ้าหน้าที่จะปล่อยผ่าน หากภาพหรือการตรวจค้นพบสิ่งผิดปกติ เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตรวจเพิ่มเติมและประสานหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายเข้ารับช่วงต่อ
ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ยกเลิกใช้เครื่องตรวจจับโลหะแบบมือถือ เริ่ม 1 กรกฎาคม 2569 ผู้โดยสารยังต้องผ่านการตรวจค้นตามมาตรฐานใหม่
ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้โดยสารที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จะพบการเปลี่ยนแปลงที่จุดตรวจรักษาความปลอดภัย เมื่อสนามบินยกเลิกการตรวจค้นร่างกายด้วยเครื่องตรวจจับโลหะชนิดมือถือ หรือ Hand Held Metal Detector และเปลี่ยนไปใช้กระบวนการตรวจค้นที่ประกอบด้วยเครื่องตรวจจับโลหะชนิดเดินผ่าน เครื่องตรวจวัตถุตามร่างกาย และการตรวจค้นด้วยมือเพิ่มเติมตามความจำเป็น
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าสนามบินลดระดับการรักษาความปลอดภัย หรือยกเลิกการตรวจค้นผู้โดยสาร แต่เป็นการปรับวิธีปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 113 และมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความเป็นระบบในการตรวจค้นผู้โดยสารก่อนขึ้นอากาศยาน
ผู้โดยสารทุกคนยังต้องผ่านจุดตรวจตามปกติ โดยควรเตรียมถอดนาฬิกา โทรศัพท์มือถือ เหรียญ กุญแจ เข็มขัด และสิ่งของที่มีโลหะออกจากร่างกาย แยกใส่ถาดพร้อมสัมภาระ ก่อนเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะชนิดเดินผ่าน หรือเข้ารับการตรวจด้วยเครื่องตรวจวัตถุตามร่างกาย หากอุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือนหรือเจ้าหน้าที่พบข้อสงสัย ผู้โดยสารอาจได้รับการตรวจค้นด้วยมือเพิ่มเติม
ยกเลิกเฉพาะเครื่องตรวจโลหะแบบมือถือ ไม่ได้ยกเลิกการตรวจค้น
ข้อความสำคัญที่ผู้โดยสารควรทำความเข้าใจคือ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ยกเลิกการใช้เครื่องตรวจจับโลหะชนิดมือถือในการตรวจค้นร่างกาย ไม่ได้ยกเลิกจุดตรวจรักษาความปลอดภัยทั้งหมด
เครื่องตรวจจับโลหะชนิดมือถือเป็นอุปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่ใช้เลื่อนไปตามบริเวณร่างกาย เพื่อค้นหาตำแหน่งของวัตถุโลหะหลังจากมีสัญญาณเตือนหรือเกิดข้อสงสัย ส่วนกระบวนการใหม่จะเน้นการตรวจด้วยเครื่องตรวจจับโลหะชนิดเดินผ่าน หรือ Walk Through Metal Detector และเครื่องตรวจวัตถุตามร่างกาย หรือ Body Scanner เป็นช่องทางหลัก
หากระบบตรวจพบความผิดปกติ เจ้าหน้าที่สามารถใช้การตรวจค้นด้วยมือ หรือ Pat Down เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยได้ การตรวจด้วยมืออาจครอบคลุมบริเวณที่อุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือน หรือบริเวณที่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติม โดยต้องดำเนินการตามขั้นตอนและคำนึงถึงสิทธิของผู้โดยสาร
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยระบุว่า ผู้โดยสารอาจได้รับการตรวจด้วยเครื่องตรวจจับโลหะชนิดเดินผ่าน เครื่องตรวจวัตถุตามร่างกาย หรือการตรวจค้นด้วยมือ ตามความจำเป็นและลักษณะของการตรวจในแต่ละกรณี การปรับข้อกำหนดมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการตรวจค้น
เครื่องเอกซเรย์ไม่ได้บอกชื่อสารบนหน้าจอ
ความเชื่อที่ว่าเครื่องเอกซเรย์สนามบินมองไม่เห็นยาเสพติดทั้งหมด เป็นความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วน แต่การกล่าวว่าเครื่องสามารถเห็นยาเสพติดอย่างชัดเจนและรู้ได้ทันทีว่าเป็นสารชนิดใด ก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน
เครื่องเอกซเรย์สัมภาระสร้างภาพจากการดูดกลืนรังสีของวัตถุ ช่วยให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์รูปทรง ตำแหน่ง ความหนาแน่น และลักษณะของวัสดุ เครื่องบางประเภทใช้สีช่วยจำแนกกลุ่มวัสดุ เช่น วัสดุอินทรีย์ วัสดุอนินทรีย์ โลหะ หรือวัสดุผสม แต่สีที่ปรากฏไม่ใช่ป้ายระบุว่าเป็นยาเสพติด ระเบิด อาหาร หรือสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่งโดยอัตโนมัติ
ยาเสพติดหลายชนิดเป็นสารอินทรีย์ จึงอาจให้ภาพอยู่ในกลุ่มใกล้เคียงกับอาหาร แป้ง น้ำตาล กาแฟ เครื่องเทศ พลาสติก กระดาษ เสื้อผ้า ยา หรือวัตถุระเบิดบางประเภท เจ้าหน้าที่อาจมองเห็นก้อนหรือหีบห่อผิดปกติ แต่ยังไม่สามารถสรุปจากสีบนจอเพียงอย่างเดียวว่าเป็นเฮโรอีน ไอซ์ โคคาอีน หรือสารอื่น
ดังนั้น ถ้อยคำที่แม่นยำกว่าคือ เครื่องเอกซเรย์อาจมองเห็นลักษณะผิดปกติของสิ่งของหรือการซุกซ่อน แต่ไม่สามารถยืนยันชนิดของยาเสพติดจากภาพเพียงขั้นตอนเดียว
การยืนยันต้องอาศัยกระบวนการอื่นร่วมด้วย เช่น การเปิดสัมภาระ การตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ การใช้สุนัขตรวจค้น การตรวจร่องรอยสาร การใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น หรือการส่งสารไปตรวจในห้องปฏิบัติการ
สีส้มไม่ได้แปลว่ายาเสพติด
ในภาพประชาสัมพันธ์และคำอธิบายบนสื่อสังคมออนไลน์ มักมีการระบุว่าสีส้มบนเครื่องเอกซเรย์หมายถึงสารอินทรีย์และรวมถึงยาเสพติด ข้อมูลส่วนแรกอาจอธิบายหลักการจำแนกวัสดุของเครื่องบางประเภทได้ แต่การเชื่อมต่อทันทีว่าสีส้มคือยาเสพติดนั้นทำให้สังคมเข้าใจเกินความสามารถของอุปกรณ์
วัสดุทั่วไปจำนวนมากสามารถปรากฏในกลุ่มสีเดียวกันได้ เจ้าหน้าที่จึงไม่ได้พิจารณาเฉพาะสี แต่ต้องดูรูปร่าง ความหนาแน่น การทับซ้อนของวัตถุ วิธีบรรจุ ตำแหน่งที่ซ่อน และความสอดคล้องกับสิ่งของอื่นในกระเป๋า
ตัวอย่างเช่น ผงสีอ่อนบรรจุในถุงพลาสติกอาจเป็นอาหารเสริม แป้ง น้ำตาล ยารักษาโรค หรือสารผิดกฎหมายก็ได้ ภาพเอกซเรย์จะแสดงสิ่งที่อยู่ในสัมภาระ แต่ไม่ได้อ่านสูตรเคมีให้เจ้าหน้าที่ทราบบนหน้าจอ
ข้อสรุปจึงอยู่ที่ว่า เทคโนโลยีช่วยชี้เป้าความผิดปกติ แต่การพิสูจน์ว่าเป็นยาเสพติดต้องใช้คน ข้อมูล และเครื่องมือเฉพาะทางร่วมกัน
AVSEC คือใครและรับผิดชอบเรื่องใด
AVSEC เป็นคำย่อของ Aviation Security ซึ่งหมายถึงงานรักษาความปลอดภัยด้านการบิน เจ้าหน้าที่ในระบบนี้มีภารกิจป้องกันการกระทำอันเป็นการแทรกแซงโดยมิชอบต่อการบินพลเรือน เช่น การนำอาวุธ วัตถุระเบิด หรือสิ่งที่อาจใช้ก่อเหตุขึ้นอากาศยาน การเข้าถึงพื้นที่หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการกระทำที่คุกคามความปลอดภัยของผู้โดยสาร ลูกเรือ สนามบิน และเครื่องบิน
องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO กำหนดมาตรฐานและข้อแนะนำด้านการรักษาความปลอดภัยการบินไว้ในภาคผนวก 17 แห่งอนุสัญญาชิคาโก โดยมุ่งป้องกันการแทรกแซงโดยมิชอบต่อการบินพลเรือนและกำหนดกรอบการตรวจค้นผู้โดยสาร สัมภาระ สินค้า ไปรษณียภัณฑ์ ตลอดจนการควบคุมการเข้าถึงพื้นที่สำคัญ
สำหรับประเทศไทย ข้อกำหนดสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 113 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจค้นเพื่อรักษาความปลอดภัยในการดำเนินงานสนามบินสาธารณะ โดยให้ผู้ดำเนินการสนามบินจัดระบบตรวจค้นผู้โดยสาร ผู้ปฏิบัติงาน สัมภาระ สิ่งของ สินค้า ยานพาหนะ และสิ่งที่จะเข้าสู่เขตหวงห้าม
เอกสารดังกล่าวนิยามพนักงานตรวจค้นและกำหนดตำแหน่งงานหลายประเภท ทั้งผู้ควบคุมจุดตรวจ ผู้วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ ผู้ตรวจค้นร่างกาย ผู้ตรวจค้นสัมภาระ ผู้ตรวจสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ และผู้ตรวจยานพาหนะ
เป้าหมายหลักคือป้องกันภัยต่อเที่ยวบิน
ข้อกำหนดฉบับที่ 113 ระบุชัดถึงการค้นหาและป้องกันวัตถุต้องห้าม โดยให้ความสำคัญกับอาวุธ วัตถุระเบิด วัตถุอันตราย และสิ่งซึ่งอาจถูกใช้ก่อการแทรกแซงโดยมิชอบต่อการบิน
ในส่วนการตรวจผู้โดยสาร หากเจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัย หรือเครื่องมือรักษาความปลอดภัยส่งสัญญาณเตือน จะต้องดำเนินการเพื่อคลี่คลายข้อสงสัย หากยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าสิ่งของนั้นปราศจากวัตถุระเบิด เจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีตรวจเพิ่มเติม เช่น เครื่องตรวจร่องรอยสารวัตถุระเบิด หรือสุนัขตรวจวัตถุระเบิด ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ในส่วนสัมภาระลงทะเบียน เอกสารกำหนดว่าสัมภาระต้องได้รับการตรวจค้นก่อนนำขึ้นอากาศยาน หากภาพบนจอไม่ชัดเจน มีความหนาแน่นสูง หรือพบวัตถุต้องสงสัย พนักงานตรวจค้นต้องแยกวัตถุดังกล่าวออกมาตรวจใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าสัมภาระปราศจากวัตถุระเบิดหรือวัตถุต้องห้าม
ใจความสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AVSEC ไม่สนใจยาเสพติด แต่คือระบบของ AVSEC ถูกออกแบบและฝึกอบรมโดยมี ความปลอดภัยของอากาศยานและเที่ยวบินเป็นวัตถุประสงค์หลัก

พบสิ่งผิดกฎหมายแล้วต้องประสาน ไม่ใช่ปล่อยผ่าน
การบอกว่าเจ้าหน้าที่ AVSEC ไม่มีหน้าที่หลักด้านยาเสพติด ไม่ควรถูกตีความว่าเจ้าหน้าที่สามารถละเลยสิ่งผิดกฎหมายที่พบระหว่างการตรวจ
เมื่อพบสิ่งของต้องสงสัย เจ้าหน้าที่อาจระงับการผ่านจุดตรวจ ตรวจค้นเพิ่มเติม และประสานหน่วยงานที่มีอำนาจด้านการสืบสวน จับกุม หรือพิสูจน์สารเข้าดำเนินการ ขอบเขตการตัดสินใจและการส่งต่อขึ้นอยู่กับกฎหมาย แผนรักษาความปลอดภัยของสนามบิน และขั้นตอนปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กรมศุลกากรมีภารกิจตรวจสอบการนำเข้าและส่งออกของต้องห้ามหรือของต้องกำกัด รวมถึงดำเนินการปราบปรามการลักลอบขนยาเสพติด โดยทำงานร่วมกับตำรวจและหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด กรมศุลกากรยังเผยแพร่ผลงานจับกุมยาเสพติดทั้งในส่วนผู้โดยสาร สินค้า และพัสดุระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 กรมศุลกากรรายงานการจับกุมผู้โดยสารต่างชาติที่ลักลอบนำโคคาอีน 12 กิโลกรัม ซุกซ่อนในถุงกาแฟและช็อกโกแลตเข้าประเทศไทย รวมถึงการตรวจยึดเฮโรอีนที่ซุกซ่อนในผลิตภัณฑ์หลายชนิดและมีปลายทางไปต่างประเทศ ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่าการตรวจยาเสพติดเกิดขึ้นได้ทั้งขาเข้า ขาออก พัสดุ และสินค้า ไม่ได้จำกัดว่าต้องตรวจพบเฉพาะสนามบินปลายทางเท่านั้น
ไม่ควรสรุปว่าต้นทางไม่ตรวจยา ปลายทางเท่านั้นที่จับ
ประโยคที่ว่าต้นทางตรวจเฉพาะระเบิด ส่วนปลายทางตรวจยาเสพติด แม้ช่วยอธิบายการแบ่งภารกิจในภาพกว้าง แต่หากใช้เป็นข้อสรุปเด็ดขาดจะคลาดเคลื่อนจากการปฏิบัติจริง
ในสนามบินระหว่างประเทศ อาจมีทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยการบิน ศุลกากร ตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง หน่วยงานยาเสพติด และชุดข่าวกรองทำงานอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หน่วยงานเหล่านี้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและดำเนินการร่วมกันตามความเสี่ยง
ศุลกากรของประเทศต้นทางมีอำนาจตรวจการส่งออกของต้องห้าม เช่นเดียวกับศุลกากรปลายทางที่ตรวจการนำเข้า ดังนั้น ผู้ลักลอบขนยาเสพติดอาจถูกจับได้ก่อนออกเดินทาง ระหว่างเปลี่ยนเครื่อง หรือหลังเดินทางถึงประเทศปลายทางก็ได้
เหตุที่สาธารณชนเห็นข่าวจับกุมปลายทางบ่อย อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ข้อมูลข่าวกรอง การเฝ้าติดตามผู้ต้องสงสัย การตรวจศุลกากรหลังรับสัมภาระ ความผิดปกติของเส้นทางเดินทาง พฤติกรรมผู้โดยสาร หรือการเปิดตรวจโดยหน่วยงานเจ้าของคดี ไม่ได้พิสูจน์ในตัวเองว่าสนามบินต้นทางไม่มีมาตรการตรวจสอบ

ลูกเรือผ่านการตรวจค้นหรือไม่
อีกความเชื่อหนึ่งคือ ลูกเรือสามารถเข้าออกสนามบินได้ง่ายกว่าผู้โดยสารจนไม่ต้องผ่านการตรวจ ความจริงคือบุคลากรที่จะเข้าสู่เขตหวงห้ามหรือขึ้นอากาศยานอยู่ภายใต้มาตรการตรวจค้นและควบคุมการเข้าถึงเช่นกัน
ข้อกำหนด กพท. ฉบับที่ 113 กำหนดให้ผู้โดยสาร ผู้ประจำหน้าที่ และผู้ปฏิบัติงานที่จะขึ้นอากาศยาน รวมถึงสิ่งของที่บุคคลเหล่านั้นนำขึ้นเครื่อง ต้องผ่านกระบวนการตรวจค้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เอกสารยังระบุว่าบุคคลทุกคน ยานพาหนะทุกคัน และสิ่งของทุกชิ้นที่จะเข้าสู่เขตหวงห้ามต้องได้รับการตรวจค้นก่อนเข้าพื้นที่
อย่างไรก็ตาม คำว่าได้รับมาตรฐานเดียวกันไม่จำเป็นต้องหมายความว่าทุกคนเดินผ่านช่องตรวจเดียวกัน หรือใช้กระบวนการทุกขั้นเหมือนผู้โดยสารทั่วไป สนามบินอาจจัดช่องทางเฉพาะสำหรับลูกเรือและบุคลากร เพื่อแยกการไหลของผู้ใช้บริการ แต่ยังต้องอยู่ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยและการควบคุมตามกฎหมาย
ข้อกำหนดยังมีรายละเอียดเรื่องบุคคลบางประเภทที่อาจได้รับการยกเว้นหรือใช้กระบวนการพิเศษภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ จึงไม่ควรใช้ถ้อยคำเหมารวมว่าทุกคนไม่มีข้อยกเว้น หรือทุกสนามบินใช้รูปแบบการตรวจเหมือนกันทั้งหมด
เหตุใดของผิดกฎหมายจึงยังหลุดรอดได้
ไม่มีระบบตรวจค้นใดให้ผลแม่นยำสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ การตรวจสนามบินต้องรองรับผู้โดยสาร สัมภาระ บุคลากร และสินค้าจำนวนมากภายในเวลาจำกัด ขณะที่ผู้ลักลอบพยายามเปลี่ยนรูปแบบการซุกซ่อนอย่างต่อเนื่อง
การหลุดรอดอาจเกิดจากภาพวัตถุทับซ้อน การซุกซ่อนในโครงสร้างกระเป๋า การอำพรางด้วยสิ่งของชนิดอื่น ข้อจำกัดของเครื่องมือ การตีความภาพ การคัดกรองตามความเสี่ยง หรือการที่สารมีลักษณะคล้ายสินค้าทั่วไป
ข้อกำหนดของ กพท. จึงไม่ได้พึ่งพาเครื่องเอกซเรย์เพียงอย่างเดียว แต่กำหนดให้มีการคลี่คลายสัญญาณเตือน การตรวจค้นซ้ำ การเปิดสัมภาระ การใช้เครื่องตรวจร่องรอยสารวัตถุระเบิด การใช้สุนัขตรวจค้น และการควบคุมคุณภาพของเจ้าหน้าที่
เอกสารยังระบุว่าผู้วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ซึ่งปฏิบัติงานต่อเนื่อง ไม่ควรทำหน้าที่ต่อเนื่องเกินช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาประสิทธิภาพการวิเคราะห์ภาพ สะท้อนว่าปัจจัยด้านสมาธิและความเหนื่อยล้าของมนุษย์ถูกนำมาพิจารณาในระบบรักษาความปลอดภัยด้วย
สนามบินแม่ฟ้าหลวงกับบริบทพื้นที่ชายแดน
สำหรับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ประเด็นนี้มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ เนื่องจากเชียงรายเป็นจังหวัดชายแดนและอยู่ใกล้พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหายาเสพติดข้ามชาติในภูมิภาคมาเป็นเวลานาน
แต่การอธิบายว่ามาตรฐาน AVSEC เป็นช่องโหว่ที่ขบวนการค้ายาใช้ประโยชน์โดยตรง อาจเป็นข้อสรุปที่กว้างเกินหลักฐาน เพราะระบบรักษาความปลอดภัยการบินและระบบปราบปรามยาเสพติดเป็นคนละภารกิจที่ต้องทำงานประกอบกัน ไม่ใช่ระบบหนึ่งถูกออกแบบมาแทนอีกระบบหนึ่ง
แนวทางที่เหมาะสมคือทำให้ทั้งสองระบบเชื่อมต่อกันมากขึ้น ผ่านข้อมูลข่าวกรอง การประเมินเส้นทางเสี่ยง การฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่สังเกตรูปแบบการซุกซ่อน และช่องทางประสานงานที่รวดเร็วเมื่อพบความผิดปกติ
สนามบินหน้าด่านไม่ควรถูกคาดหวังให้เครื่องเอกซเรย์ทำหน้าที่เสมือนห้องปฏิบัติการพิสูจน์ยา แต่ควรมีระบบที่เมื่อเครื่องมือหรือเจ้าหน้าที่พบสิ่งน่าสงสัยแล้ว สามารถส่งต่อไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจและเครื่องมือเฉพาะได้ทันที
ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญต้องแยกเทคโนโลยีออกจากอำนาจหน้าที่
ข้อมูลประกอบจากผู้มีประสบการณ์ด้านการบินที่ระบุว่า AVSEC มีหน้าที่หลักในการค้นหาสิ่งซึ่งอาจเป็นภัยต่อเที่ยวบิน ไม่ใช่การสืบสวนยาเสพติดโดยตรง สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบิน แต่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าเจ้าหน้าที่ AVSEC ยังเป็นด่านสำคัญที่อาจพบความผิดปกติเป็นรายแรก และต้องประสานหน่วยงานเจ้าของอำนาจเมื่อพบเหตุอันควรสงสัย
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การแยกคำถามออกเป็นสองส่วน
ส่วนแรกคือเครื่องเอกซเรย์ตรวจพบอะไรได้บ้าง คำตอบคือสามารถแสดงลักษณะทางกายภาพและช่วยชี้ความผิดปกติ แต่ไม่สามารถยืนยันชนิดของยาเสพติดจากภาพเพียงอย่างเดียว
ส่วนที่สองคือใครมีอำนาจดำเนินคดียาเสพติด คำตอบคือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เช่น ศุลกากร ตำรวจ และ ป.ป.ส. ตามขอบเขตอำนาจของแต่ละหน่วยงาน ส่วนตรวจคนเข้าเมืองรับผิดชอบการตรวจสอบบุคคลและสถานะการเดินทาง ไม่ใช่หน่วยงานพิสูจน์หรือตัดสินว่าสารนั้นเป็นยาเสพติด
เทคโนโลยีเห็นความผิดปกติ แต่ไม่ได้ตัดสินคดี
คำถามว่าเครื่องสแกนสนามบินมองเห็นยาเสพติดหรือไม่ จึงไม่สามารถตอบด้วยคำว่าเห็นหรือไม่เห็นเพียงคำเดียว
เครื่องเอกซเรย์มองเห็นวัตถุในรูปของภาพ รูปร่าง ความหนาแน่น และกลุ่มวัสดุ มันอาจช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นก้อน ผง หีบห่อ หรือวิธีซุกซ่อนที่ผิดปกติ แต่ไม่สามารถประกาศจากหน้าจอได้ว่าสิ่งนั้นเป็นยาเสพติดชนิดใด
AVSEC มีหน้าที่หลักในการป้องกันภัยต่อการบิน ค้นหาอาวุธ วัตถุระเบิด วัตถุต้องห้าม และควบคุมไม่ให้เกิดการแทรกแซงโดยมิชอบ แต่เมื่อพบสิ่งผิดกฎหมายหรือวัตถุต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ต้องตรวจเพิ่มเติมและส่งต่อหน่วยงานที่มีอำนาจ ไม่ใช่มองเห็นแล้วปล่อยผ่านเพราะไม่ใช่หน้าที่
ศุลกากร ตำรวจ และหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดทำหน้าที่สืบสวน ตรวจพิสูจน์ จับกุม และดำเนินคดีตามกฎหมาย การจับกุมจึงเกิดขึ้นได้ทั้งสนามบินต้นทาง ระหว่างทาง และสนามบินปลายทาง
ความจริงของระบบการบินไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นการวางด่านหลายชั้น เครื่องเอกซเรย์เป็นเพียงด่านหนึ่ง AVSEC เป็นหนึ่งในผู้ปฏิบัติงาน ขณะที่ข่าวกรอง ศุลกากร ตำรวจ และกระบวนการพิสูจน์สารเป็นส่วนที่ทำให้ความผิดปกติบนจอภาพกลายเป็นพยานหลักฐานในคดี
ดังนั้น ข้อกล่าวหาว่าเครื่องสแกนไม่เห็นยา หรือเจ้าหน้าที่ต้นทางไม่มีหน้าที่จึงไม่ตรวจเลย ล้วนเป็นคำอธิบายที่ลดทอนระบบซึ่งซับซ้อนเกินไป ความเข้าใจที่ถูกต้องคือ เครื่องมือช่วยค้นหาความผิดปกติ เจ้าหน้าที่การบินคุ้มครองเที่ยวบิน และหน่วยบังคับใช้กฎหมายรับผิดชอบคดียาเสพติด โดยทุกฝ่ายต้องประสานกันเมื่อพบเหตุสงสัย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- ข้อกำหนดสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 113 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจค้นเพื่อการรักษาความปลอดภัยในการดำเนินงานสนามบินสาธารณะ ซึ่งมีสถานะใช้บังคับ
- ข้อมูลและประเด็นคำอธิบายเกี่ยวกับหน้าที่ AVSEC เครื่องเอกซเรย์ และหน่วยงานที่รับผิดชอบคดียาเสพติด จากเอกสารประกอบที่ได้รับ
- องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ข้อมูลมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินตามภาคผนวก 17 แห่งอนุสัญญาชิคาโก
- สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย แผนรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนแห่งชาติ พ.ศ. 2566
- กรมศุลกากร ข้อมูลภารกิจและผลการจับกุมการลักลอบนำเข้าและส่งออกยาเสพติด เผยแพร่และปรับปรุงข้อมูลถึงเดือนมิถุนายน 2569