จีน เวียดนาม และไทย ครองสัดส่วนการนำเข้าของกัมพูชามากกว่า 73%

จีน เวียดนาม และไทย ครองสัดส่วนการนำเข้าของกัมพูชามากกว่า 73%

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 สำนักข่าว Phnom Penh Post รายงานว่า จีน เวียดนาม และไทย มีสัดส่วนการนำเข้ารวมกันมากกว่า 73% ของการนำเข้าทั้งหมดของกัมพูชา จากข้อมูลของกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชา (GDCE) ระบุว่า ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2567 กัมพูชานำเข้าสินค้าจากต่างประเทศรวมมูลค่าทั้งสิ้น 18.90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดย 3 ประเทศหลัก ได้แก่ จีน เวียดนาม และไทย มีมูลค่าการนำเข้ารวม 13.91 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 73.59 % ของยอดการนำเข้าทั้งหมด เพื่อสนองความต้องการภายในประเทศและเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตและแปรรูปสินค้าเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

สัดส่วนการนำเข้าของกัมพูชาจาก 3 ประเทศหลัก
  1. จีน: กัมพูชานำเข้าสินค้าจากจีนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 8.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 24.8 % จากปีก่อน หรือคิดเป็น 47.2% ของการนำเข้าทั้งหมด เนื่องจากสินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบสำหรับใช้ในโรงงานและสถานประกอบการภายในประเทศ
  2. เวียดนาม: มูลค่าการนำเข้าจากเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 2.77 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 13% หรือคิดเป็น 14.6% ของการนำเข้าทั้งหมด สินค้าส่วนใหญ่ที่นำเข้ามักเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าเกษตร
  3. ไทย: กัมพูชานำเข้าสินค้าจากไทยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 14.3% หรือคิดเป็น 11.7% ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าสำเร็จรูปและสินค้าสำหรับการบริโภคในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ กัมพูชายังนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย จีนไทเป มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ฮ่องกง ชิลี สหรัฐอเมริกา ลาว อินเดีย เยอรมนี ออสเตรเลีย และเดนมาร์ก แต่สัดส่วนรวมกันน้อยกว่า 27% ของการนำเข้าทั้งหมด

การค้าระหว่างกัมพูชากับจีน เวียดนาม และไทย

จากข้อมูลของ GDCE ยังระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2567 จีน เวียดนาม และไทย ได้มีการนำเข้าสินค้าจากกัมพูชารวมมูลค่าประมาณ 4.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 23.8% ของการส่งออกทั้งหมดของกัมพูชาที่มีมูลค่ารวมมากกว่า 17.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศ
  1. ความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัมพูชาและ 3 ประเทศหลัก
    ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลของจีน เวียดนาม และไทย อยู่ในระดับที่ดีมาก และมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แม้จีนจะไม่มีพรมแดนติดกับกัมพูชา แต่เป็นศูนย์กลางหลักในการจัดหาวัตถุดิบและสินค้าในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ส่วนเวียดนามและไทยซึ่งมีพรมแดนติดกับกัมพูชา ทำให้การซื้อขายสินค้าระหว่างกันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค

  2. ความสำคัญของการค้าภายในภูมิภาค
    ความวุ่นวายทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกทำให้การค้าภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทวีความสำคัญมากขึ้น การดำเนินข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ส่งผลให้การค้าระหว่างกัมพูชากับจีน เวียดนาม และไทยเติบโตต่อเนื่อง กัมพูชาได้นำเข้าสินค้าจากทั้ง 3 ประเทศเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันก็มีการส่งออกสินค้าจำนวนมากไปยังประเทศเหล่านี้เช่นกัน

โอกาสและความท้าทายของกัมพูชา

แม้การค้าและการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศของกัมพูชาจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก อย่างไรก็ตาม กัมพูชายังคงมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และพยายามใช้โอกาสจากความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อสร้างความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

บทวิเคราะห์: ความร่วมมือและการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนมีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา โดยเฉพาะการนำเข้าวัตถุดิบจากจีน เวียดนาม และไทย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพการผลิตและการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ


เครดิตภาพและข้อมูลจาก : phnompenhpost / cambodianess

 NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

MOST POPULAR
FOLLOW ME


Facebook


Times


Instagram


Youtube


Line

NEWS UPDATE
BREAKING NEWS


ข่าวเด่นน่าติดตาม วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2567


ข่าวเด่นน่าติดตาม วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2567



ข่าวเด่นน่าติดตามวันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม 2566


ข่าวเด่นน่าติดตามวันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม 2566



ข่าวเด่นน่าติดตามวันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม 2566


ข่าวเด่นน่าติดตามวันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม 2566