ตำรวจแม่สายระงับเหตุเด็ก 13 ปีติดเกมคลุ้มคลั่ง หมอแนะวิธีรับมือไม่ใช้ความรุนแรง
[Sassy_Social_Share]
Summary
-
ตำรวจ สภ.แม่สาย เข้าระงับเหตุเด็กชายวัย 13 ปี อาละวาดทำลายข้าวของเพราะโมโหจากการเล่นเกมมือถือ
-
เจ้าหน้าที่ใช้วิธีเจรจาเกลี้ยกล่อมจนเด็กสงบ พร้อมแนะนำครอบครัวถึงผลกระทบของการใช้ความรุนแรง
-
เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเด็กติดเกมในยุคดิจิทัลที่ครอบครัวต้องเร่งหาวิธีรับมือ
-
พญ.อรสุดา สมประสิทธิ์ แนะนำว่าผู้ปกครองไม่ควรยึดมือถือทันที แต่ให้พูดคุยและตั้งกติการ่วมกัน
-
ควรเพิ่มกิจกรรมนอกจอให้เด็ก และรีบปรึกษาแพทย์หากเด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงจนควบคุมไม่ได้
เด็กติดเกมมือถือไม่ใช่แค่เรื่องวินัย หมอเด็กชี้ต้องมองพฤติกรรม ครอบครัว และอารมณ์ร่วมกัน
เชียงราย,7 พฤษภาคม 2569 – เหตุการณ์เด็กชายวัย 13 ปีในพื้นที่ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย อาละวาดทำลายข้าวของในบ้าน หลังมีอารมณ์โมโหฉุนเฉียวจากการเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือ กลายเป็นประเด็นที่สะท้อนปัญหาครอบครัวยุคดิจิทัลอย่างชัดเจน หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจโป่งผา สถานีตำรวจภูธรแม่สาย เข้าระงับเหตุด้วยการเจรจา เกลี้ยกล่อม และพูดคุยกับครอบครัวจนสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากประชาชนในพื้นที่บ้านหนองอ้อ หมู่ 2 ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กรณีมีบุคคลอาละวาดทำลายทรัพย์สินภายในบ้าน เมื่อเข้าตรวจสอบพบว่าเป็นเหตุความขัดแย้งภายในครอบครัว โดยผู้ก่อเหตุเป็นเด็กชายอายุ 13 ปี ซึ่งเกิดอารมณ์รุนแรงจากการติดเกมในโทรศัพท์มือถือ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าเจรจาและเตือนให้สงบสติอารมณ์ พร้อมพูดคุยสร้างความเข้าใจกับครอบครัวถึงผลกระทบจากการใช้ความรุนแรง
ในมุมของ พญ.อรสุดา สมประสิทธิ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย กรณีลักษณะนี้ไม่ควรถูกสรุปอย่างรวดเร็วว่าเป็นเพียงความเกเรหรือการขาดวินัยของเด็ก แต่ควรมองให้ครบทั้งพัฒนาการตามวัย สภาพแวดล้อมในบ้าน กติกาการใช้หน้าจอ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และความสามารถของเด็กในการจัดการอารมณ์ เพราะเด็กวัย 13 ปีอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนต้น เป็นช่วงที่ต้องการความเป็นอิสระมากขึ้น แต่สมองส่วนที่ใช้ยับยั้งชั่งใจ วางแผน และควบคุมอารมณ์ยังอยู่ระหว่างพัฒนา
หมอเตือน เกมไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป แต่การควบคุมไม่ได้คือสัญญาณอันตราย
พญ.อรสุดาให้มุมมองว่า เกมและโทรศัพท์มือถือไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกมองเป็นภัยร้ายในทุกกรณี เพราะเด็กจำนวนมากใช้เกมเพื่อผ่อนคลาย พูดคุยกับเพื่อน หรือฝึกทักษะบางด้าน แต่ปัญหาจะเริ่มชัดเมื่อเด็กไม่สามารถควบคุมเวลาเล่นได้ มีอารมณ์รุนแรงเมื่อถูกจำกัดเวลา ละเลยการเรียน การนอน งานบ้าน ความสัมพันธ์กับครอบครัว หรือยังเล่นต่อแม้เกิดผลกระทบซ้ำแล้วซ้ำเล่า แนวคิดนี้สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลกที่อธิบาย Gaming Disorder ว่าเป็นพฤติกรรมการเล่นเกมที่ควบคุมไม่ได้ ให้ความสำคัญกับเกมมากกว่ากิจกรรมอื่น และยังเล่นต่อแม้เกิดผลเสียต่อชีวิตประจำวัน
กรมสุขภาพจิตให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่า โรคติดเกมเป็นความผิดปกติทางพฤติกรรมที่มีลักษณะเสพติด โดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อผลกระทบด้านพัฒนาการ อารมณ์ และพฤติกรรมมากกว่าวัยผู้ใหญ่ ขณะที่สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์เผยแพร่คู่มือแบบทดสอบการติดเกม หรือ GAST โดยระบุว่าแบบทดสอบดังกล่าวเป็นเครื่องมือคัดกรองเพื่อค้นหาเด็กและวัยรุ่นที่อาจมีปัญหาจากการเล่นเกม ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรคแทนแพทย์
ประเด็นนี้สำคัญต่อครอบครัว เพราะเมื่อเด็กมีพฤติกรรมรุนแรง ผู้ใหญ่มักมองเห็น “ปลายเหตุ” คือการอาละวาด ทำลายข้าวของ หรือไม่เชื่อฟัง แต่สิ่งที่ต้องหาต่อคือ “ต้นเหตุ” ว่าเด็กกำลังใช้เกมเพื่อหนีความเครียดหรือไม่ มีปัญหาการเรียนหรือความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือไม่ มีภาวะสมาธิสั้น วิตกกังวล ซึมเศร้า หรือปัญหาพฤติกรรมอื่นร่วมด้วยหรือไม่ หากมองไม่ครบ ครอบครัวอาจใช้วิธีห้าม ยึดเครื่อง หรือดุด่า ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งรุนแรงกว่าเดิม
อารมณ์รุนแรงเมื่อถูกหยุดเล่น เป็นสัญญาณที่พ่อแม่ต้องฟัง
จากข้อมูลของ สภ.แม่สาย เหตุการณ์ครั้งนี้สงบลงได้หลังเจ้าหน้าที่ใช้การเจรจาและพูดคุยกับครอบครัว ไม่ใช่การใช้กำลังหรือความรุนแรงตอบโต้ จุดนี้สอดคล้องกับแนวทางทางการแพทย์ที่มองว่า เมื่อเด็กอยู่ในภาวะอารมณ์พุ่งสูง ผู้ใหญ่ควรลดแรงปะทะก่อน ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการตะโกน ดุด่า หรือยึดโทรศัพท์ทันที เพราะช่วงเวลาที่เด็กกำลังโกรธ สมองส่วนเหตุผลทำงานลดลง การอธิบายยาว ๆ จึงมักไม่ได้ผล และอาจทำให้เด็กตอบโต้แรงขึ้น
พญ.อรสุดามองว่า สิ่งแรกที่ผู้ปกครองควรทำเมื่อเด็กเริ่มมีอารมณ์รุนแรงคือทำให้สถานการณ์ปลอดภัยก่อน แยกของมีคม เก็บสิ่งของที่อาจใช้ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ลดจำนวนคนที่รุมพูดกับเด็ก และใช้เสียงที่นิ่งพอให้เด็กรู้ว่าผู้ใหญ่ยังควบคุมสถานการณ์ได้ หลังจากเด็กสงบแล้วจึงค่อยพูดคุยถึงกติกา ผลกระทบ และทางเลือกใหม่ เพราะการสอนในช่วงที่เด็กยังโกรธมักกลายเป็นการเถียงมากกว่าการเรียนรู้
ผู้ปกครองควรสังเกตสัญญาณเตือนที่เกิดซ้ำ เช่น เล่นเกมนานขึ้นเรื่อย ๆ หงุดหงิดมากเมื่อถูกให้หยุดเล่น ไม่ยอมกินข้าวหรือนอนตามเวลา โกหกเรื่องเวลาเล่นเกม ผลการเรียนตกลง ไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบ ใช้เงินเติมเกมโดยไม่บอก หรือเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวกับคนในบ้าน สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ระบุในข้อมูลแนวทางสังเกตว่า เด็กที่มีปัญหาการเล่นเกมอาจใช้เวลาเล่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง และมีอารมณ์ฉุนเฉียวเมื่อถูกให้หยุดหรือเลิกเล่นเกม
โซเชียลตำหนิพ่อแม่ แต่หมอชี้ต้องเปลี่ยนจากการโทษเป็นการแก้ระบบในบ้าน
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว มีเสียงสะท้อนจากสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก บางส่วนตำหนิการเลี้ยงดูที่ใช้โทรศัพท์เป็นเครื่องมือทำให้เด็กเงียบตั้งแต่เล็ก บางส่วนเสนอให้เด็กมีกิจกรรมอื่น เช่น งานบ้าน งานพิเศษ ปลูกผัก หรือช่วยกิจการครอบครัว ขณะที่บางความเห็นเตือนว่าเด็กวัยรุ่นต้องได้รับความเข้าใจและต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด ไม่ใช่ใช้เพียงการห้ามหรือดุด่า
ในมุมแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก การกล่าวโทษอย่างเดียวอาจทำให้ครอบครัวปิดกั้นและไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ทั้งที่ปัญหาเด็กติดเกมมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งรูปแบบการเลี้ยงดู ความเครียดในครอบครัว ขาดกิจกรรมทดแทน การไม่มีข้อตกลงเรื่องหน้าจอตั้งแต่ต้น หรือเด็กมีพื้นฐานควบคุมตนเองยากอยู่แล้ว ดังนั้น คำถามที่ควรถามไม่ใช่ “ใครผิด” แต่ควรถามว่า “บ้านนี้มีกติกาการใช้หน้าจอหรือยัง” “เด็กมีพื้นที่นอกจอเพียงพอหรือไม่” และ “ผู้ใหญ่ในบ้านใช้หน้าจอเป็นแบบอย่างอย่างไร”
โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายเคยเผยแพร่ข้อมูลว่า พญ.อรสุดา สมประสิทธิ์ ได้ให้ความรู้แก่ผู้ปกครองและครูเกี่ยวกับปัญหาพฤติกรรมในเด็ก แนวทางการดูแลรักษา และวิธีการปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้เด็กได้รับการดูแลตามพัฒนาการและบริบทของครอบครัว ข้อมูลนี้สะท้อนว่า การแก้ปัญหาพฤติกรรมเด็กจำเป็นต้องทำร่วมกันระหว่างบ้าน โรงเรียน และบุคลากรทางสุขภาพ ไม่ใช่ปล่อยให้พ่อแม่ต่อสู้กับปัญหาตามลำพัง

กติกาหน้าจอต้องตกลงก่อน ไม่ใช่ห้ามตอนเกิดเหตุ
พญ.อรสุดาให้แนวทางว่า ครอบครัวควรมีกติกาการใช้หน้าจอตั้งแต่ก่อนเกิดปัญหา เช่น เวลาเล่นต่อวัน ช่วงเวลาห้ามเล่น อุปกรณ์ต้องวางไว้ที่ใดก่อนนอน และเด็กต้องทำหน้าที่อะไรให้เสร็จก่อนจึงจะเล่นได้ กติกาควรชัดเจน สม่ำเสมอ และผู้ใหญ่ต้องทำตามด้วย เพราะหากพ่อแม่ใช้มือถือระหว่างกินข้าวหรือก่อนนอนตลอดเวลา เด็กจะรับรู้ว่าหน้าจอเป็นเรื่องปกติในทุกช่วงชีวิต
การลดเวลาเล่นเกมควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปในกรณีที่ไม่มีความเสี่ยงรุนแรง เช่น ลดจากหลายชั่วโมงเหลือช่วงเวลาที่ตกลงกันได้ เพิ่มกิจกรรมทดแทนที่เด็กมีส่วนเลือก และให้รางวัลเชิงบวกเมื่อเด็กทำตามกติกา ไม่ควรใช้วิธีหักดิบทุกกรณี เพราะเด็กที่ผูกพันกับเกมมากอาจตอบสนองด้วยความโกรธหรือรู้สึกว่าสูญเสียพื้นที่สำคัญในชีวิต แต่หากมีการทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น ขู่ทำร้ายคนในบ้าน หรือทำลายทรัพย์สินซ้ำ ต้องประเมินความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทันที
แนวทางเชิงปฏิบัติที่หลายครอบครัวเริ่มทำได้คือ ไม่ให้เด็กนำโทรศัพท์เข้าห้องนอนตอนกลางคืน วางอุปกรณ์ไว้ในพื้นที่ส่วนกลาง กำหนดเวลาปิดอินเทอร์เน็ตบ้าน ทำตารางกิจกรรมหลังเลิกเรียนหรือช่วงปิดเทอม และให้เด็กมีหน้าที่รับผิดชอบที่เหมาะสมกับวัย เช่น ช่วยงานบ้าน ออกกำลังกาย เล่นกีฬา ทำอาหารง่าย ๆ หรือทำกิจกรรมสร้างสรรค์ เพราะเด็กที่มีประสบการณ์สำเร็จนอกจอ จะมีโอกาสพึ่งพาเกมน้อยลง
เหตุแม่สายสะท้อนช่องว่างการดูแลเด็กในช่วงปิดเทอม
เสียงในสื่อสังคมออนไลน์หลายความเห็นพูดถึงช่วงปิดเทอมและการให้เด็กมีกิจกรรมหรือทำงานพิเศษ ประเด็นนี้สะท้อนช่องว่างสำคัญของครอบครัวไทยจำนวนมาก เพราะช่วงปิดเทอมคือช่วงที่เด็กมีเวลาว่างยาว ขณะที่ผู้ปกครองจำนวนมากยังต้องทำงาน ไม่มีเวลาจัดกิจกรรมหรือเฝ้าดูการใช้มือถือของบุตรหลานตลอดวัน เมื่อไม่มีพื้นที่นอกจอ เกมจึงกลายเป็นกิจกรรมหลักที่เข้าถึงง่ายที่สุด
ในมุมสาธารณสุข การป้องกันเด็กติดเกมจึงไม่ใช่ภาระของครอบครัวเดี่ยว ๆ เท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระบบบริการสุขภาพ หากชุมชนมีพื้นที่กีฬา ดนตรี ศิลปะ ห้องสมุด กิจกรรมอาสา หรือค่ายทักษะชีวิตที่เข้าถึงง่าย เด็กจะมีทางเลือกมากกว่าการอยู่กับมือถือทั้งวัน ขณะเดียวกัน โรงเรียนควรมีบทบาทในการสอนทักษะดิจิทัล ไม่ใช่แค่เตือนว่าเล่นเกมไม่ดี แต่ต้องสอนให้เด็กรู้จักควบคุมเวลา รู้เท่าทันระบบเกมออนไลน์ การเติมเงิน และความเสี่ยงจากการคุยกับคนแปลกหน้า
สำหรับเด็กที่เริ่มมีพฤติกรรมเสี่ยง ผู้ปกครองควรพาไปประเมินโดยกุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือนักจิตวิทยา เพื่อแยกว่าปัญหาหลักคือการติดเกมอย่างเดียว หรือมีปัจจัยอื่นร่วม เช่น สมาธิสั้น ภาวะวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ปัญหาการเรียน หรือความขัดแย้งในครอบครัว เพราะหากรักษาเฉพาะพฤติกรรมเล่นเกม แต่ไม่แก้ปัญหาที่อยู่ข้างใต้ เด็กอาจกลับไปใช้เกมเป็นที่หลบภัยทางอารมณ์อีก
ตำรวจช่วยหยุดเหตุเฉพาะหน้า แต่ครอบครัวต้องมีแผนดูแลต่อ
บทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเหตุการณ์นี้คือการหยุดความรุนแรงเฉพาะหน้า ทำให้ทุกคนปลอดภัย และช่วยให้สถานการณ์สงบลง ซึ่ง สภ.แม่สายระบุว่าได้ดำเนินการเจรจา เกลี้ยกล่อม ว่ากล่าวตักเตือน และพูดคุยกับครอบครัวจนปิดเหตุเรียบร้อย แต่หลังจากเหตุสงบแล้ว สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือแผนดูแลต่อเนื่องในบ้าน เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเมื่อมีการจำกัดการเล่นเกมครั้งต่อไป
แผนดังกล่าวควรเริ่มจากการประชุมครอบครัวในช่วงที่ทุกคนสงบ ไม่ใช่หลังทะเลาะทันที ผู้ปกครองควรอธิบายว่าเป้าหมายไม่ใช่การลงโทษ แต่คือความปลอดภัยและสุขภาพของเด็ก จากนั้นตกลงกติกาหน้าจอร่วมกัน กำหนดผลลัพธ์หากผิดกติกา และกำหนดรางวัลเมื่อทำได้จริง สิ่งสำคัญคือทุกคนในบ้านต้องพูดไปในทิศทางเดียวกัน หากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือผู้ดูแลแต่ละคนตั้งกติกาไม่เหมือนกัน เด็กจะสับสนและใช้ช่องว่างนั้นต่อรองจนปัญหายืดเยื้อ
กรณีที่เด็กยังคงอาละวาดซ้ำ ทำร้ายคนในบ้าน ทำลายทรัพย์สินอย่างรุนแรง ขู่ทำร้ายตนเอง หรือผู้ปกครองเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย ควรติดต่อเจ้าหน้าที่หรือสถานพยาบาล ไม่ควรรอให้เกิดเหตุใหญ่ เพราะการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความล้มเหลวของครอบครัว แต่เป็นการป้องกันความสูญเสีย และเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลที่ถูกทาง
จากเหตุหนึ่งบ้าน สู่บทเรียนของสังคมดิจิทัล
เหตุการณ์ในอำเภอแม่สายครั้งนี้จึงไม่ควรถูกจดจำในฐานะเรื่องของเด็กคนหนึ่งเท่านั้น แต่ควรถูกมองเป็นสัญญาณเตือนของครอบครัวยุคดิจิทัลที่ต้องอยู่กับโทรศัพท์ เกม และโลกออนไลน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เด็กจำนวนมากเติบโตในสภาพแวดล้อมที่หน้าจอเข้าถึงง่ายกว่าสนามกีฬา หนังสือ หรือกิจกรรมครอบครัว หากไม่มีการวางระบบตั้งแต่ต้น เด็กอาจเรียนรู้ว่ามือถือคือเครื่องมือหลักในการระบายอารมณ์ หนีความเบื่อ หรือหลีกเลี่ยงปัญหา
ในมุมของแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การทำให้เด็กกลัวเกม แต่คือการสอนให้เด็กควบคุมเกม ไม่ให้เกมควบคุมชีวิต การดูแลต้องเริ่มจากความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยในบ้าน กติกาที่ชัดเจน กิจกรรมทดแทนที่มีความหมาย และการขอความช่วยเหลือเมื่อพฤติกรรมเริ่มเกินกำลังของครอบครัว
ท้ายที่สุด เหตุการณ์ที่ สภ.แม่สายเข้าระงับเหตุได้อย่างสงบ อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้หลายครอบครัวหันกลับมาทบทวนการใช้โทรศัพท์ของบุตรหลานอย่างจริงจัง ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจากความหงุดหงิดเล็ก ๆ ไปสู่ความรุนแรงในบ้าน เพราะสำหรับเด็กหนึ่งคน การได้ผู้ใหญ่ที่เข้าใจและช่วยวางทางออกอย่างถูกจุด อาจเปลี่ยนจากวิกฤตในวันหนึ่ง ให้กลายเป็นโอกาสในการเติบโตที่ปลอดภัยกว่าเดิม
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
- เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
- สถานีตำรวจภูธรแม่สาย เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจโป่งผา
- องค์การอนามัยโลก กรมสุขภาพจิต
- โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
- พญ.อรสุดา สมประสิทธิ์กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก
[Sassy_Social_Share]
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Facebook
Youtube
Tiktok
X-twitter
Weibo
Instagram
Line
EDITORIAL
May 5, 2026
เชียงรายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก ต้นทุนทองของครีเอเตอร์ยุคใหม่ สร้างจุดเด่นที่ลอกเลียนไม่ได้ด้วยวัฒนธรรม
April 20, 2026
สะท้อนเสียงจากดอย “กาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพคนปลูก” ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5
April 18, 2026
เชียงรายต้องเป็นมากกว่าเมืองสวย! ชูแกน “อาหาร-กาแฟ-การเชื่อมต่อ” มัดใจครัวเรือนเดี่ยวและคนทำงานพักใจ
April 8, 2026
ทางรอดธุรกิจเชียงรายยุคของแพง เน้นการสื่อสารข้อมูลจริงและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจลดการพึ่งพาน้ำมัน
April 1, 2026
เจาะลึกรถโดยสาร EV อบจ.เชียงราย ยกระดับเมืองท่องเที่ยวพลังงานสะอาด