ข่าวจริง! กรมควบคุมมลพิษ ยืนยันผลตรวจรอบ 12 พบสารหนูเป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินรุนแรงในแม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง
- กรมควบคุมมลพิษเปิดเผยผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพตะกอนดิน ครั้งที่ 12 ในลุ่มน้ำภาคเหนือ
- ตรวจสอบพบสารหนูในแม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง อยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง
- สำหรับแม่น้ำกกและลำน้ำสาขา ยังคงพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในบางจุดตรวจวัด
- ปริมาณน้ำหลากช่วงฤดูฝนส่งผลให้เกิดการชะล้าง พัดพา และสะสมของตะกอนแขวนลอยในท้องน้ำมากขึ้น
- กรมควบคุมมลพิษเตรียมเฝ้าระวังต่อเนื่อง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน
สารหนูพุ่งวิกฤต เปิดผลตะกอน “แม่น้ำรวก–โขง” เตือนสัตว์หน้าดิน จับตาห่วงโซ่อาหารคนริมน้ำ
เชียงราย,20 สิงหาคม 2569 – ผลตรวจคุณภาพตะกอนดินครั้งที่ 12 ของกรมควบคุมมลพิษ กำลังทำให้ปัญหาคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง ขยับจากเรื่อง “น้ำขุ่นผิดปกติ” ไปสู่คำถามที่ใกล้ตัวประชาชนมากขึ้นว่า เมื่อสารหนูและโลหะหนักสะสมอยู่ในตะกอนท้องน้ำ จะกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ตรงนั้นมากเพียงใด และท้ายที่สุดจะเชื่อมโยงไปถึงสัตว์น้ำที่คนริมน้ำจับกินหรือขายหรือไม่
ข้อมูลที่กรมควบคุมมลพิษเผยแพร่ระบุว่า แม่น้ำกกยังพบสารหนูเกินมาตรฐานในบางจุด ขณะที่แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขงพบสารหนูในระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง ส่วนโลหะหนักชนิดอื่นส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ แต่มีบางจุดตรวจที่พบเกินมาตรฐานเช่นกัน
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การสรุปทันทีว่า “ปลาในแม่น้ำกินไม่ได้” เพราะผลตรวจครั้งนี้เป็น ผลตรวจตะกอนดิน ไม่ใช่ผลตรวจเนื้อปลา กุ้ง หอย ปู หรืออาหารสำหรับมนุษย์ แต่ตัวเลขที่พบถือเป็นสัญญาณเตือนด้านระบบนิเวศที่ควรนำไปสู่การตรวจสอบห่วงโซ่อาหารอย่างจริงจัง
เปิดผลตรวจ 21 จุด พบปัญหาชัดตั้งแต่กก สาย รวก ถึงโขง
กรมควบคุมมลพิษเก็บตัวอย่างตะกอนดินระหว่างวันที่ 7–10 กรกฎาคม 2569 รวม 21 จุด ครอบคลุมแม่น้ำกก ลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง เพื่อติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องจากกรณีแม่น้ำกกมีความขุ่นผิดปกติในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย
สำหรับสารหนู เกณฑ์คุณภาพตะกอนดินระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดินกำหนดไว้ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขณะที่ระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงอยู่ที่ 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เมื่อพิจารณาผลตรวจรายลำน้ำ จะเห็นว่าจุดที่น่ากังวลที่สุดอยู่ในแม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง เพราะทุกจุดที่ตรวจอยู่เหนือระดับอันตรายรุนแรง
แม่น้ำรวกถูกตรวจ 2 จุด โดย RU01 บริเวณสถานีสูบน้ำเกาะช้าง การประปาส่วนภูมิภาค สาขาแม่สาย พบสารหนู 49 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พร้อมปรอท 0.24 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และโครเมียม 45 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วน RU02 บริเวณตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน หรือบริเวณปลายแม่น้ำรวก พบสารหนูสูงขึ้นเป็น 55 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พร้อมนิกเกิล 46 และโครเมียม 61 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
นั่นหมายความว่า ทั้งสองจุดอยู่เหนือระดับอันตรายรุนแรง 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมทั้งหมด และยังพบโลหะหนักชนิดอื่นเกินระดับปลอดภัยร่วมด้วยในบางรายการ

แม่น้ำโขง 4 จุด เกินระดับอันตรายทั้งหมด สูงสุด 80 มก./กก.
สถานการณ์ในแม่น้ำโขงยิ่งน่าจับตา เพราะทั้ง 4 จุดตรวจพบสารหนูเกินระดับอันตรายรุนแรงทั้งหมด โดย NK01 บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ พบสารหนู 66 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขณะที่ NK02 ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน พบสูงที่สุดที่ 80 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
ส่วน NK03 บ้านสบกก อำเภอเชียงแสน พบสารหนู 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พร้อมปรอทและโครเมียมเกินระดับปลอดภัยบางรายการ และ NK04 บ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ พบสารหนู 68 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
ค่าที่สูงที่สุด 80 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมอยู่ที่ประมาณ 2.4 เท่าของระดับอันตรายรุนแรง แต่ต้องย้ำว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าจาก ตะกอนดิน ไม่ใช่ปริมาณสารหนูที่ประชาชนได้รับจากการกินสัตว์น้ำ
แม่น้ำกกยังมี Hotspot ถึงเขตเมืองเชียงราย
แม่น้ำกกเองยังไม่พ้นความเสี่ยง ผลตรวจพบสารหนูเกินระดับปลอดภัยในหลายจุด ตั้งแต่พื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมาไปจนถึงเขตเมืองเชียงราย โดย KK01 ชายแดนไทย–เมียนมา หย่อมบ้านแก่งตุ๋ม พบ 23 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สะพานมิตรภาพแม่ยาว–ดอยฮาง 11 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สะพานข้ามแม่น้ำกก 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ฝายเชียงราย 13 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขณะที่สะพานริมกก–เวียงเหนือรวมใจและสะพานโยนกนาคนครพบเท่ากันที่ 16 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
จุดที่น่ากังวลที่สุดคือ KK09 บริเวณสะพานเฉลิมพระเกียรติ 1 อำเภอเมืองเชียงราย พบสารหนู 45 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเข้าสู่ระดับอันตรายรุนแรง พร้อมนิกเกิล 26 ตะกั่ว 46 และโครเมียม 66 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งล้วนเกินระดับปลอดภัยตามเกณฑ์ที่ใช้ในรายงาน
ภาพนี้ทำให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะพื้นที่ชายแดน แต่มีจุดเสี่ยงอยู่ถึงเขตเมืองเชียงรายด้วย
สำหรับแม่น้ำสาย พบสารหนูเกินระดับปลอดภัย 2 จุด ได้แก่ SA01 บ้านหัวฝาย อำเภอแม่สาย ที่ 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และ SA03 บ้านป่าซางงาม ที่ 13 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทั้งสองจุดยังไม่ถึงระดับอันตรายรุนแรง 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่สูงกว่าระดับปลอดภัย 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมอย่างชัดเจน
เมื่อมองรวมทั้งระบบลุ่มน้ำ จึงเห็นความต่อเนื่องของปัญหาตั้งแต่แม่น้ำสาย ไปสู่แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และแม่น้ำกก ซึ่งมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละจุด
ทำไม “สัตว์หน้าดิน” จึงเป็นจุดเตือนสำคัญของห่วงโซ่อาหาร
สัตว์หน้าดินคือสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนหรือใกล้พื้นท้องน้ำ เช่น หอย ปู แมลงน้ำ ตัวอ่อนแมลง และสัตว์ขนาดเล็กหลายชนิด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับตะกอนโดยตรง สัตว์กลุ่มนี้ยังเป็นอาหารของปลาและสัตว์น้ำขนาดใหญ่ขึ้น จึงถือเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของห่วงโซ่อาหาร
หากตะกอนมีสารปนเปื้อนสูง สิ่งที่ต้องตรวจต่อคือ สารเหล่านั้นสามารถเข้าสู่สัตว์หน้าดินและส่งต่อไปยังสัตว์น้ำระดับสูงขึ้นได้มากน้อยเพียงใด ในแง่การสื่อสารสามารถอธิบายเป็นเส้นทางว่า ตะกอนดิน → สัตว์หน้าดิน → สัตว์น้ำ → คน แต่เส้นทางนี้ในวันนี้ยังเป็นสมมติฐานความเสี่ยงที่ต้องตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าเกิดการปนเปื้อนครบทุกขั้นแล้ว
นี่คือเส้นแบ่งสำคัญระหว่าง “การเตือนให้ระวัง” กับ “การสร้างความตื่นตระหนก”
ผลตรวจตะกอนดินเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอที่จะประกาศว่า ปลา กุ้ง หอย หรือปูจากแม่น้ำกก รวก โขง หรือสาย ไม่ปลอดภัยต่อการบริโภคทั้งหมด หากต้องการตอบคำถามเรื่องอาหาร จำเป็นต้องตรวจสัตว์น้ำโดยตรง แยกชนิด แยกพื้นที่จับ และวิเคราะห์สารหนูรวม รวมถึงโลหะหนักชนิดอื่น ก่อนประเมินร่วมกับปริมาณการบริโภคและการรับสัมผัสของประชาชน
ความแม่นยำตรงนี้มีความสำคัญมาก เพราะหากตีความแรงเกินข้อมูล อาจกระทบต่ออาชีพประมง ร้านอาหาร และความเชื่อมั่นของชุมชนโดยไม่มีหลักฐานรองรับ แต่หากสื่อสารเบาเกินไป ก็อาจทำให้สัญญาณเตือนจากระบบนิเวศถูกมองข้าม
นักวิชาการเตือนห่วงโซ่อาหาร จี้รัฐบาลยกระดับปัญหา
ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และนักวิชาการภาคประชาสังคมจังหวัดเชียงราย แสดงความกังวลว่า หากโลหะหนักสะสมในสัตว์หน้าดินและสัตว์น้ำที่ประชาชนนำมาบริโภค ก็อาจเชื่อมโยงถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะต่อไป
พร้อมกันนั้น ยังเสนอให้รัฐบาลยกระดับปัญหามลพิษข้ามแดนเป็น “วาระแห่งชาติ” เปิดพื้นที่ให้ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางแก้ไข รวมถึงเสนอให้ใช้มาตรการด้านการค้าแร่เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจากับประเทศที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้เป็นความเห็นและข้อเรียกร้องของนักวิชาการ ไม่ใช่มาตรการที่รัฐบาลประกาศใช้แล้ว และยังต้องแยกออกจากข้อเท็จจริงของผลตรวจให้ชัดเจน
ฤดูฝนอาจทำให้ตะกอนเคลื่อน แต่ยังไม่ตอบว่าต้นตอมาจากไหน
กรมควบคุมมลพิษระบุว่า ค่าที่สูงผิดปกติในรอบนี้อาจเกี่ยวข้องกับช่วงฤดูฝนที่มีปริมาณน้ำและกระแสน้ำเพิ่มขึ้น ทำให้ตะกอนแขวนลอยถูกพัดพาและตกสะสมในท้องน้ำมากขึ้น
ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่า “ฝนเป็นต้นเหตุของสารหนู” แต่หมายถึงฝนอาจเป็นตัวช่วยเคลื่อนย้ายและสะสมตะกอนที่มีสารปนเปื้อน ดังนั้น คำถามเรื่อง “สารมาจากไหน” ยังต้องใช้ข้อมูลอีกชุด ทั้งการตรวจต้นน้ำ การวิเคราะห์องค์ประกอบตะกอน การติดตามเส้นทางการไหล และข้อมูลข้ามพรมแดน
กล่าวให้ชัดคือ การรู้ว่า “สารอยู่ตรงไหน” กับการรู้ว่า “สารมาจากไหน” เป็นคนละคำถาม และในเวลานี้ข้อมูลตอบคำถามแรกได้มากกว่าคำถามหลัง
ผลกระทบเริ่มจากความไม่มั่นใจ ก่อนจะถึงเรื่องสุขภาพ
แม้ยังไม่มีผลตรวจที่ยืนยันอันตรายจากการบริโภคสัตว์น้ำโดยตรง แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตเกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ ที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนชุมชนสะท้อนว่า ความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำทำให้ประชาชนบางส่วนไม่สามารถสูบน้ำจากแม่น้ำกกมาใช้ตามปกติ ต้องหันไปซื้อน้ำเพิ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีรายได้จำกัด ขณะที่วัดและพื้นที่ส่วนรวมก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
วันที่ 20 สิงหาคม 2569 จังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ UNIDO จึงลงพื้นที่ติดตามการติดตั้งระบบบำบัดน้ำขั้นสูงต้นแบบ เพื่อเพิ่มทางเลือกน้ำสะอาดให้ประชาชน โดยระบบสามารถรองรับการจ่ายน้ำได้กว่า 500 ครัวเรือน และมีแผนเพิ่มศักยภาพไปถึง 1,000 ครัวเรือนในอนาคต
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า ความเสียหายจากมลพิษไม่ได้เริ่มในวันที่ตรวจพบผู้ป่วย แต่สามารถเริ่มตั้งแต่วันที่ประชาชนไม่กล้าใช้น้ำตามวิถีเดิม และต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าถึงน้ำที่มั่นใจว่าปลอดภัย

หาดเชียงรายสะท้อนอีกด้านของวิกฤต เมื่อความกังวลกลายเป็นรายได้ที่หายไป
อีกพื้นที่ที่เห็นผลกระทบชัดคือ “หาดเชียงราย” หรือหาดพัทยาน้อย ซึ่งเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำกกสำคัญของจังหวัด ข้อมูลจากเวทีวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ระบุว่า จากเดิมมีร้านค้าราว 30 ร้าน ปัจจุบันเหลือผู้ประกอบการ 17 ร้าน หลังเผชิญทั้งผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 และความกังวลเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก
ตัวเลขที่ผู้ประกอบการรวบรวมระบุว่า ก่อนเกิดวิกฤต ร้านค้า 17 ร้านมีรายได้รวมประมาณ 12.707 ล้านบาทต่อปี ต้นทุนประมาณ 10.10 ล้านบาท และมีกำไรรวมราว 2.607 ล้านบาท แต่หลังเกิดวิกฤต รายได้ลดลงเหลือศูนย์ ขณะที่ยังมีต้นทุนคงที่รวมเกือบ 3.98 ล้านบาทต่อปี
ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการของทั้งจังหวัด แต่สะท้อนสิ่งหนึ่งได้ชัดว่า เพียงความไม่มั่นใจในแม่น้ำ ก็สามารถทำให้รายได้ของคนริมฝั่งหายไปก่อนที่ผลตรวจสุขภาพจะออก
จากสิ่งแวดล้อม สู่สุขภาพ และปากท้อง
เมื่อรวมข้อมูลทั้งหมด ปัญหาครั้งนี้จึงมีอย่างน้อย 3 ชั้น ชั้นแรกคือระบบนิเวศ เมื่อพบสารหนูและโลหะหนักในตะกอนเกินระดับปลอดภัย และบางจุดอยู่ในระดับอันตรายรุนแรงต่อสัตว์หน้าดิน ชั้นที่สองคือสุขภาพและอาหาร ซึ่งยังต้องตรวจต่อว่าสารปนเปื้อนเข้าสู่สัตว์น้ำ พืชผล และร่างกายคนหรือไม่ ส่วนชั้นที่สามคือเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น เพราะเมื่อคนไม่กล้าใช้น้ำ นักท่องเที่ยวลดลง และผู้บริโภคเริ่มกังวลต่ออาหารจากพื้นที่ รายได้ของคนริมแม่น้ำก็ได้รับผลกระทบทันที
นี่คือเหตุผลที่การแก้ปัญหาไม่สามารถแยกเป็นงานของกรมควบคุมมลพิษเพียงหน่วยเดียว แต่ต้องเชื่อมทั้งสาธารณสุข ประมง เกษตร ท่องเที่ยว ท้องถิ่น ภาควิชาการ และกลไกที่เกี่ยวข้องกับปัญหาข้ามพรมแดนเข้าด้วยกัน
CMU RiverWatch เตรียมเติมช่องว่างจากตะกอนถึงคน
วันที่ 20 สิงหาคม 2569 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดตัวโครงการ “CMU RiverWatch” ที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย ภายใต้แนวคิด Science • Community • Policy เพื่อเชื่อมข้อมูลวิทยาศาสตร์กับการตัดสินใจเชิงนโยบาย
โครงการประกอบด้วย 8 โครงการย่อย ครอบคลุมการตรวจสารหนูและโลหะหนักในน้ำ ดิน ตะกอน พืชผลทางการเกษตร และสัตว์น้ำ ขณะที่ด้านมนุษย์และสังคมจะมีการทำ Human Biomonitoring รวมถึงศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และความกังวลของประชาชน
นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาระบบกรองน้ำต้นแบบและ Real-time Dashboard เพื่อใช้ในการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย หากข้อมูลเหล่านี้ถูกเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง จะช่วยเติมช่องว่างสำคัญที่สุดของสถานการณ์ในวันนี้ จากคำถามว่า “ตะกอนมีสารหนูเท่าไร” ไปสู่คำตอบว่า “สัตว์น้ำมีหรือไม่ พืชผลได้รับผลกระทบไหม และคนได้รับสารจริงมากน้อยแค่ไหน”

สิ่งที่รัฐต้องตอบต่อ คืออะไรปลอดภัย อะไรต้องระวัง
ผลตรวจครั้งที่ 12 ทำให้ประชาชนรู้แล้วว่าตะกอนบางจุดมีระดับสารหนูสูง แต่สิ่งที่ยังขาดคือคำแนะนำเชิงปฏิบัติที่เข้าใจง่าย ประชาชนควรรู้ว่าพื้นที่ใดควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสตะกอน น้ำบริเวณใดยังใช้ทำกิจกรรมใดได้ สัตว์น้ำชนิดใดกำลังอยู่ระหว่างตรวจ และคาดว่าจะมีผลเมื่อใด
สำหรับชาวประมง ร้านอาหาร และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ข้อมูลต้องช่วยแยกให้ชัดระหว่าง สิ่งที่ตรวจพบแล้ว กับ สิ่งที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน เพื่อไม่ให้การเตือนภัยทำลายเศรษฐกิจเกินกว่าข้อเท็จจริง ส่วนประชาชนริมน้ำต้องมีช่องทางติดตามข้อมูลที่ง่ายและอัปเดตต่อเนื่อง ไม่ใช่ต้องรออ่านรายงานทางวิชาการหลายสิบหน้าเพื่อรู้ว่าวันนี้ควรปฏิบัติตัวอย่างไร
สำหรับการทำ Infographic แนวคิด “จากตะกอนสู่จานข้าว” ยังใช้ได้ แต่ควรเรียงสารให้ชัดว่า เริ่มจากการ พบสารหนูในตะกอนดิน จากนั้นอธิบายว่า สัตว์หน้าดินสัมผัสตะกอนโดยตรง แล้วจึงนำไปสู่คำถามว่า ต้องตรวจต่อว่าสารเข้าสู่สัตว์น้ำหรือไม่ และหากพบในสัตว์น้ำจึงค่อย ประเมินความเสี่ยงต่อผู้บริโภค
วิธีเล่าแบบนี้ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าทำไมค่าตะกอนจึงสำคัญ โดยไม่ทำให้เข้าใจผิดว่า วันนี้มีหลักฐานยืนยันแล้วว่าสารหนูเดินทางไปถึงจานอาหารครบทุกขั้น
อย่ารอจนถึงจานข้าว จึงเริ่มถามว่าปลอดภัยหรือไม่
ผลตรวจครั้งที่ 12 ทำให้สถานการณ์มาถึงจุดที่ไม่ควรถูกมองเป็นข่าวคุณภาพน้ำเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แม่น้ำรวกพบสารหนู 49 และ 55 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แม่น้ำโขงพบ 50–80 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมทุกจุดในระดับอันตรายรุนแรง ขณะที่แม่น้ำกกยังมี Hotspot ในเขตเมืองเชียงราย และแม่น้ำสายมีสองจุดเกินระดับปลอดภัย
วันนี้เรายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่าอาหารจากแม่น้ำเหล่านี้ทั้งหมดไม่ปลอดภัย แต่มีข้อมูลมากพอที่จะบอกได้ว่า ถึงเวลาต้องตรวจห่วงโซ่อาหารอย่างจริงจัง ตั้งแต่สัตว์น้ำ พืชผล ไปจนถึงประชาชนที่มีโอกาสรับสัมผัสสูง พร้อมเปิดข้อมูลให้คนในพื้นที่เร็วพอที่จะนำไปตัดสินใจเรื่องชีวิตและอาชีพของตัวเอง
เพราะสำหรับคนริมน้ำ คำถามไม่ได้มีเพียงว่า “แม่น้ำมีสารหนูเท่าไร” แต่คือ สารนั้นกำลังเดินทางไปถึงไหนแล้ว และสิ่งที่อยู่บนจานวันนี้ยังปลอดภัยแค่ไหน
คำตอบของคำถามนี้ต้องมาจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่จากความกลัว และไม่ใช่จากการคาดเดา
DATA SNAPSHOT ผลตรวจตะกอนครั้งที่ 12
แม่น้ำรวก ตรวจ 2 จุด พบสารหนู 49 และ 55 มก./กก. อยู่เหนือระดับอันตรายรุนแรงทั้งสองจุด
แม่น้ำโขง ตรวจ 4 จุด พบสารหนู 50–80 มก./กก. และอยู่เหนือระดับอันตรายรุนแรงทุกจุด โดยค่าสูงสุดอยู่ที่ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน 80 มก./กก.
แม่น้ำกก พบสารหนูเกินระดับปลอดภัยหลายจุด และมี 1 จุดเข้าสู่ระดับอันตรายรุนแรง คือ KK09 สะพานเฉลิมพระเกียรติ 1 อำเภอเมืองเชียงราย 45 มก./กก. พร้อมโลหะหนักชนิดอื่นเกินเกณฑ์บางรายการ
แม่น้ำสาย พบสารหนูเกินระดับปลอดภัย 2 จุดที่อำเภอแม่สาย บ้านหัวฝาย 25 มก./กก. และบ้านป่าซางงาม 13 มก./กก.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กรมควบคุมมลพิษ
- กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม