เปิดรายชื่อ Hall of Shame 2569 จาก ACT แฉทุจริตเชิงนโยบายพันล้านและกลโกงใช้กฎหมายบังหน้า


Summary


โฮACT เปิดบัญชีดำ 13 กรณีอื้อฉาวครึ่งปี 2569 เตือนคอร์รัปชันลุกลามถึงโครงสร้างหลักนิติธรรมไทย

กรุงเทพฯ,23 กรกฎาคม 2569 – องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ประเทศไทย หรือ ACT เปิดเผยการรวบรวมกรณีอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต การใช้อำนาจรัฐ และความบกพร่องของกระบวนการตรวจสอบในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 พบอย่างน้อย 13 กรณีที่ควรบันทึกไว้ใน บัญชีดำคอร์รัปชัน หรือ Hall of Shame 2569 พร้อมเตือนว่าปัญหาที่ปรากฏไม่ได้สะท้อนเพียงการทุจริตเป็นรายคดี แต่กำลังชี้ไปถึงความอ่อนแอของระบบหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย และกลไกถ่วงดุลอำนาจรัฐของประเทศไทย

ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงสถานะเหตุการณ์ ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 โดย ACT ระบุว่าแต่ละกรณีมีข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายแตกต่างกัน บางเรื่องอยู่ระหว่างการสอบสวน บางเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาขององค์กรอิสระหรือศาล ขณะที่บางกรณียังคงเป็นข้อถกเถียงในสังคม ดังนั้น การบันทึกใน Hall of Shame จึงเป็นการรวบรวมประเด็นที่ ACT เห็นว่าควรถูกตรวจสอบและติดตามอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าบุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงมีความผิดถึงที่สุดแล้ว

ครึ่งปีแรกเกิดเรื่องอื้อฉาวขนาดใหญ่ต่อเนื่อง

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ประเทศไทย เปิดเผยว่า เพียงครึ่งแรกของปี 2569 ประเทศไทยเผชิญเรื่องอื้อฉาวที่พัวพันกับข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชันและการใช้อำนาจรัฐจำนวนมาก หลายกรณีมีวงเงินหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องในระดับพันล้านบาท ขณะที่บางเรื่องสร้างความสูญเสียต่อชีวิต ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหน่วยงานรัฐ

ACT จึงรวบรวมเหตุการณ์เหล่านี้ไว้เป็นร่องรอยข้อมูลดิจิทัล เพื่อเปิดเผยรูปแบบความเสี่ยง กระตุ้นให้ประชาชนติดตามความคืบหน้า และป้องกันไม่ให้คดีสำคัญเลือนหายไปจากความสนใจของสังคมเมื่อกระแสข่าวลดลง

นายมานะกล่าวว่า คอร์รัปชันในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่กับการแอบรับเงินใต้โต๊ะหรือการกระทำผิดกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น แต่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยอาจมีการใช้กฎหมาย นโยบายของรัฐ ระเบียบราชการ หรืออำนาจของหน่วยงานเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคล

“คอร์รัปชันยุคนี้ไม่ได้แปลว่าต้องแอบรับเงินใต้โต๊ะ หรือทำผิดกฎหมายเสมอไป พวกเขาไม่กลัวขนาดนั้นแล้ว เพราะเอากฎหมายและนโยบายรัฐมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้พวกตน และที่น่ารังเกียจกว่านั้น คือคดีคอร์รัปชันที่มีนักการเมืองหนุนหลังจะสร้างความเสียหายหนักเป็นวงกว้างเสมอ” นายมานะกล่าว

เปิด 13 กรณีที่ ACT จัดเข้าสู่ Hall of Shame

กรณีแรกคือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ การทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่ง ACT ประเมินว่ามีมูลค่าผลประโยชน์จากการเรียกรับสินบนรวมประมาณ 4,500 ล้านบาท หากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ ย่อมไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อผู้สมัครสอบ แต่ยังกระทบคุณภาพบุคลากรที่ต้องเข้าไปบริหารบริการสาธารณะในท้องถิ่นทั่วประเทศ

กรณีที่สองคือผลสำรวจที่นำเสนอผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ซึ่งสะท้อนข้อร้องเรียนของภาคธุรกิจเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์ การปรากฏของปัญหาในหลายหน่วยงานทำให้ ACT มองว่าการเรียกรับสินบนอาจไม่ใช่พฤติกรรมเฉพาะบุคคล แต่เป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่เพิ่มต้นทุนแก่ผู้ประกอบการและบิดเบือนการแข่งขัน

กรณีที่สามคือข้อสงสัยเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการกักตุนหรือบริหารจัดการน้ำมันปริมาณประมาณ 57 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่าราว 2,300 ล้านบาท ซึ่งทำให้เกิดคำถามต่อประสิทธิภาพของระบบกำกับดูแลและการติดตามสินค้ายุทธศาสตร์ของประเทศ

กรณีที่สี่คือโครงการ TH-AI Passport วงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำโครงการ ความคุ้มค่า และความโปร่งใสในการใช้เงินของรัฐ ACT เห็นว่าโครงการเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดตั้งแต่ที่มาของโครงการ ขอบเขตงาน การกำหนดคุณสมบัติผู้เสนอราคา ไปจนถึงผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง

กรณีที่ห้าคือเหตุเครนถล่มในโครงการก่อสร้างทางด่วนบนถนนพระราม 2 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บ 2 ราย ประเด็นที่ ACT หยิบยกขึ้นมาไม่ใช่เพียงความผิดพลาดด้านวิศวกรรม แต่รวมถึงประสิทธิภาพของการกำกับผู้รับเหมา มาตรฐานความปลอดภัย และความรับผิดชอบของหน่วยงานเจ้าของโครงการ

กรณีที่หกคือการลาออกของอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ภายหลังเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับคำขอจากบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับฝ่ายการเมือง เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นบททดสอบว่าข้าราชการประจำสามารถตัดสินใจตามหลักวิชาชีพโดยปราศจากการแทรกแซงได้มากเพียงใด

กรณีที่เจ็ดคือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ สินบนทองคำหนัก 246 บาท มูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท ซึ่งมีการพาดพิงถึงบุคคลในองค์กรตรวจสอบและคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายตำรวจระดับสูง ACT เห็นว่ากรณีนี้ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่น เนื่องจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตต้องได้รับความไว้วางใจว่าเป็นอิสระและตรวจสอบได้

กรณีที่แปดคือมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ไม่รับหรือยุติการดำเนินการในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่ง ACT เห็นว่ามีข้อถกเถียงเมื่อเปรียบเทียบกับข้อวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ผลของแต่ละองค์กรเกิดจากอำนาจหน้าที่ มาตรฐานการพิจารณา และข้อกฎหมายที่อาจแตกต่างกัน จึงต้องติดตามคำวินิจฉัยและเหตุผลฉบับเต็มอย่างรอบคอบ

กรณีที่เก้าคือปัญหาเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีอำนาจแทรกซึมการบริหารราชการในพื้นที่ จนเกิดการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัด เหตุการณ์นี้สะท้อนความท้าทายของรัฐในการจัดการผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับที่ดิน ธุรกิจท่องเที่ยว และอำนาจท้องถิ่น

กรณีที่สิบคือคดีที่ ACT เรียกว่า คดี ส.ส. 888 ซึ่งมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งสำคัญในรัฐสภาถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการพนันออนไลน์และการฟอกเงิน ประเด็นนี้ก่อให้เกิดคำถามว่าระบบรัฐสภามีมาตรการตรวจสอบคุณสมบัติ จริยธรรม และความรับผิดทางการเมืองที่รวดเร็วเพียงพอหรือไม่

กรณีที่สิบเอ็ดคือขบวนการแจ้งเกิดโดยใช้บุคคลสัญชาติไทยแสดงตนเป็นบิดา เพื่อทำให้เด็กได้รับสัญชาติไทยโดยไม่ชอบ ACT มองว่าพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายนายหน้า การปลอมแปลงเอกสาร และเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเลยหรือร่วมกระทำผิด

กรณีที่สิบสองคือคดีลอบยิงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รัฐหลายรายถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง เหตุการณ์นี้ไม่ได้กระทบเฉพาะความปลอดภัยในพื้นที่ แต่ยังสร้างคำถามต่อความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่และความสามารถของรัฐในการควบคุมบุคลากรที่ถือครองอาวุธและใช้อำนาจตามกฎหมาย

กรณีสุดท้ายคือข้อกล่าวหาต่อตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 5 นายว่าร่วมจัดฉากช่วยผู้ต้องหาชาวจีนที่ถูกเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมายหลบหนีจากการควบคุม หากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ จะสะท้อนช่องโหว่ร้ายแรงของกระบวนการควบคุมผู้ต้องหาและเครือข่ายเจ้าหน้าที่ซึ่งอาจช่วยเหลือกลุ่มทุนสีเทา

ทุกกรณียังต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานและกระบวนการทางกฎหมาย ผู้ถูกกล่าวหายังคงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

จับตาคดีฮั้วเลือก ส.ว. และที่ดินเขากระโดง

นอกเหนือจาก 13 กรณีที่ถูกรวบรวมใน Hall of Shame แล้ว ACT ยังกล่าวถึงอีก 2 คดีที่สังคมติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้วกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง

ACT เห็นว่าคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภามีผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภามีบทบาทสำคัญในการพิจารณากฎหมาย การให้ความเห็นชอบบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน หากกระบวนการได้มาถูกแทรกแซง ความเสียหายย่อมขยายไปสู่สถาบันทางการเมืองส่วนอื่น

ส่วนข้อพิพาทที่ดินเขากระโดงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในที่ดิน การใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐ และผลประโยชน์ของบุคคลทางการเมือง ACT ตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถูกสังคมตั้งคำถามถึงความสม่ำเสมอและความเป็นอิสระ

นายมานะกล่าวว่า ทั้งสองคดีมีเจ้าหน้าที่และหน่วยงานรัฐหลายแห่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับการตีความและการใช้กฎหมาย ซึ่ง ACT เห็นว่าอาจส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบถูกชะลอหรือเบี่ยงเบน จึงเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานเปิดเผยข้อเท็จจริง เหตุผลทางกฎหมาย และความคืบหน้าต่อประชาชนอย่างเป็นระบบ

วิเคราะห์จุดอ่อนหลักนิติธรรมไทย 4 มิติ

ACT นำ 13 กรณีมาวิเคราะห์ผ่านกรอบหลักนิติธรรม 4 ด้าน ซึ่งสอดคล้องกับองค์ประกอบที่ World Justice Project ใช้ประเมินหลักนิติธรรมของประเทศต่าง ๆ ได้แก่ การจำกัดอำนาจรัฐบาล การปลอดจากคอร์รัปชัน การบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

การปลอดจากคอร์รัปชัน

กรณีการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น โครงการ TH-AI Passport และข้อกล่าวหาเรื่องสินบนทองคำ สะท้อนความเสี่ยงจากการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลหรือเครือข่าย

ACT เสนอให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ต้นทาง เปิดเผยรายละเอียดสัญญา การแก้ไขสัญญา และผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของนิติบุคคล เพื่อทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถตรวจสอบความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้องได้

การบังคับใช้กฎหมาย

เหตุเครนถล่มและกรณีตุนน้ำมันถูกใช้เป็นตัวอย่างของความบกพร่องในการกำกับดูแล แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายและมาตรฐานจำนวนมาก แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบหน้างาน การลงโทษผู้ฝ่าฝืน และการทำให้ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกับประชาชนทั่วไป

ข้อเสนอของ ACT คือการเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยงานกำกับ กำหนดความรับผิดของเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน และเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้การลงโทษหยุดอยู่เพียงผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง

กระบวนการยุติธรรมทางอาญา

ข้อกล่าวหาเรื่องสินบนทองคำ คดี ส.ส. 888 และกรณีตำรวจตรวจคนเข้าเมืองช่วยผู้ต้องหาหลบหนี ถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนต่อความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรม เพราะบุคลากรในระบบบางส่วนอาจถูกกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือใช้อำนาจช่วยเหลือผู้กระทำผิด

ACT เสนอให้ยกระดับความโปร่งใสและความเป็นอิสระของกระบวนการสอบสวน การสั่งคดี และการตรวจสอบวินัย พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าเท่าที่ไม่กระทบต่อรูปคดี เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติหรือการใช้มาตรฐานที่แตกต่างกัน

การถ่วงดุลอำนาจรัฐ

กรณีที่เกี่ยวข้องกับนายศักดิ์สยามและผลสำรวจการเรียกรับสินบนจากภาคเอกชน ถูกนำมาอธิบายถึงความจำเป็นในการเสริมความเข้มแข็งขององค์กรตรวจสอบ รัฐสภา ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน

ACT เห็นว่าหน่วยงานรัฐต้องไม่เพียงมีอำนาจตรวจสอบผู้อื่น แต่ต้องเปิดรับการตรวจสอบตนเองด้วย การเปิดเผยผลการพิจารณา เหตุผลของคำสั่ง และบุคคลที่มีส่วนตัดสินใจ จะช่วยลดพื้นที่ของการใช้ดุลพินิจโดยไม่ต้องรับผิด

ข้อมูลล่าสุดจาก World Justice Project สำหรับปี 2025 จัดอันดับประเทศไทยด้านการจำกัดอำนาจรัฐบาลไว้ที่อันดับ 96 จาก 143 ประเทศ และด้านการปลอดจากคอร์รัปชันที่อันดับ 77 จาก 143 ประเทศ ข้อมูลดังกล่าวเป็นผลจากดัชนีระหว่างประเทศซึ่งใช้แบบสำรวจประชาชนและผู้เชี่ยวชาญ จึงควรใช้เพื่อมองแนวโน้มและเปรียบเทียบเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ใช้ตัดสินความผิดในคดีใดคดีหนึ่ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :